นักวิเคราะห์คาด “ราคาทองคำ” แตะ 5,000 ดอลลาร์ เงินทะลุ 100 ดอลลาร์ ในปี 2569
แรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์ ความกังวลความเป็นอิสระของเฟด และกระแสชาตินิยมทรัพยากร ดันนักลงทุนแห่ถือทอง-เงิน ลุ้นเป้าหมายใหม่ ทอง 5,000 ดอลลาร์ เงิน 100 ดอลลาร์ ในปี 2569
วันที่ 14 มกราคม 2569 เวลา 14.57 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ตลาดทองคำและโลหะเงินปิดปี 2568 ด้วยแรงส่งร้อนแรง หลังราคาทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง ขณะที่ผู้จัดการกองทุนและนักวิเคราะห์จำนวนมากเชื่อว่า ทั้งสองโลหะมีโอกาสพุ่งสู่ระดับใหม่ในปีนี้ จากปัจจัยหนุนทั้งข้อจำกัดด้านอุปทาน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความกังวลต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (12 ม.ค.2569) ราคาทองคำทะยานขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่เหนือระดับ 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังมีรายงานว่า เจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ถูกสอบสวนทางอาญา กรณีโครงการปรับปรุงสำนักงานใหญ่เฟดมูลค่า 2.5 พันล้านดอลลาร์ โดยเช้าวันพุธราคาทองคำในตลาดสปอตขยับขึ้นต่อแตะราว 4,633 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะเดียวกันราคาโลหะเงิน ซึ่งทะลุระดับ 90 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นครั้งแรกเมื่อวันอังคาร ปรับขึ้นต่อกว่า 3.5% สะท้อนแรงเก็งกำไรและแรงซื้อเชิงอุตสาหกรรมที่เร่งตัวขึ้น
“ชาตินิยมทรัพยากร” ปัจจัยใหม่ดันทอง-เงิน
แดเนียล คาซาลี หุ้นส่วนฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนของ Evelyn Partners ระบุว่าทีมงานยังมีมุมมองเชิงบวกอย่างมากต่อทั้งทองคำและเงิน โดยชี้ว่าความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ตั้งแต่สงครามยูเครน ไปจนถึงมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อราคาทองคำอย่างต่อเนื่อง
คาซาลีมองว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของชาตินิยมด้านทรัพยากร (resource nationalism) เมื่อมหาอำนาจใช้ทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์เป็นเครื่องมือในการต่อรองทางเศรษฐกิจและการเมือง
เขาชี้ว่า หลังสหรัฐประกาศขึ้นภาษี จีนตอบโต้ด้วยการจำกัดการส่งออกแร่หายาก ซึ่งสหรัฐค้นพบว่าเป็นวัตถุดิบสำคัญต่ออุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก่อนที่ต่อมาจะมีมาตรการจำกัดการส่งออกโลหะเงิน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรม EV พลังงานหมุนเวียน และเทคโนโลยีขั้นสูง
นักลงทุนจึงจับตาความเป็นไปได้ของการพบกันระหว่างทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในเดือนเมษายนนี้ ซึ่งประเด็นการควบคุมการส่งออกทรัพยากรอาจเป็นหัวข้อหลักในการเจรจา
การเมืองโลกป่วน หนุนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย
เพียงสัปดาห์แรกของปี 2569 โลกก็เผชิญความปั่นป่วนทางการเมืองหลายจุด ตั้งแต่การโค่นอำนาจผู้นำเวเนซุเอลา ไปจนถึงกระแสข่าวความเป็นไปได้ที่สหรัฐอาจใช้กำลังทหารเพื่อเข้าควบคุมกรีนแลนด์ ปัจจัยเหล่านี้ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอน และผลักดันความต้องการทองคำและเงินในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
คาซาลีมองว่า สหรัฐและจีนต่างกำลังวางหมากทางภูมิรัฐศาสตร์เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง โดยจีนถือไพ่ด้านแร่หายากและโลหะเงิน ขณะที่สหรัฐพยายามควบคุมทรัพยากรพลังงาน เช่น น้ำมันเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของจีน
เป้าหมายใหม่ เงิน 100 ดอลลาร์ ทอง 5,000 ดอลลาร์
เน็ด เนย์เลอร์-เลย์แลนด์ ผู้จัดการการลงทุนจาก Jupiter Asset Management ระบุว่า มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่ ทองคำจะขึ้นแตะระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และโลหะเงินจะทะลุ 100 ดอลลาร์ ภายในปีนี้ หากปัจจัยพื้นฐานยังดำเนินไปในทิศทางเดิม ขณะที่ในปี 2568 ราคาทองคำพุ่งขึ้นราว 65% ส่วนราคาโลหะเงินทะยานกว่า 150% ขณะที่นับตั้งแต่ต้นปี 2569 ราคาทองคำปรับขึ้นแล้วกว่า 7% และเงินเพิ่มขึ้นกว่า 26%
เนย์เลอร์-เลย์แลนด์ชี้ว่าตลาดโลหะเงินกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนทางกายภาพอย่างชัดเจน โดยโลหะเงินจำนวนมากไหลไปยังจีนและอินเดีย จนเกิดส่วนต่างราคาสูงถึงราว 10 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในตลาดเซี่ยงไฮ้ ซึ่งสะท้อนว่า “เงินแท่ง” กำลังกลายเป็นทรัพยากรที่หายาก
ความเสี่ยงเฟด-ดอกเบี้ยต่ำ หนุนทองคำระยะยาว
ในฝั่งทองคำ เนย์เลอร์-เลย์แลนด์มองว่า หากธนาคารกลางทั่วโลกยังคงท่าทีผ่อนคลายนโยบายการเงิน ทองคำจะยังได้แรงหนุนต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลง และนโยบายการเงินถูกแทรกแซงทางการเมืองมากขึ้น
พอล ซิมส์ จาก Invesco เสริมว่า กระแสความกังวลต่อความเป็นอิสระของเฟด จากกรณีสอบสวนพาวเวล ได้กระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย
ซิมส์ระบุว่า แม้ราคาทองและเงินจะอยู่ใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ยังไม่เห็นปัจจัยระยะสั้นที่จะกดดันให้ราคาปรับลดลง โดยความเสี่ยงด้านงบประมาณของสหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์ นโยบายดอกเบี้ยขาลง และความต้องการใช้โลหะเงินในภาคอุตสาหกรรม ล้วนเป็นแรงหนุนสำคัญต่อราคาสินทรัพย์โลหะมีค่าในระยะถัดไป
อ้างอิง :www.cnbc.com