“ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าโลก” ปี 2569 ส่อแผ่ว หลังพุ่งแรง 20% ในปี 2568
"ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าโลก" ปี 2569 ส่อแผ่ว หลังพุ่งแรง 20% ในปี 2568 หลังนโยบายรัฐพลิกขั้ว จีนเริ่มโตช้าสุดในรอบ 2 ปี ขณะที่สหรัฐตัดแรงหนุนภาษี
วันที่ 14 มกราคม 2569 เวลา 09.33 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า การจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลกเพิ่มขึ้น 20% ในปีที่ 2568 แต่มีแนวโน้มชะลอตัวลงในปี 2569 จากสัญญาณการชะลอของตลาดจีน และการผ่อนคลายเป้าหมายด้านการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในหลายประเทศทั่วโลก โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า เดือนธันวาคมมียอดขายเพิ่มขึ้นต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2567
ข้อมูลจาก Benchmark Mineral Intelligence (BMI) ระบุว่า ยอดจดทะเบียนรถ EV รายเดือน รวมรถไฟฟ้าแบตเตอรี่และปลั๊กอินไฮบริด ในอเมริกาเหนือยังคงลดลงต่อเนื่อง หลังสหรัฐสิ้นสุดมาตรการเครดิตภาษีรถยนต์ไฟฟ้าในเดือนตุลาคม ซึ่งกดดันอุปสงค์อย่างชัดเจน
BMI ชี้ว่าการเปลี่ยนนโยบายอย่างฉับพลัน เช่น การหันกลับลำด้านการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ รวมถึงการผ่อนคลายมาตรฐานการปล่อยไอเสียของสหภาพยุโรป ได้เขย่าตลาด EV โลกในปี 2568 จนกลายเป็นภูมิทัศน์ที่แทบจำไม่ได้
ชาร์ลส์ เลสเตอร์ ผู้จัดการข้อมูลของ BMI ระบุว่า แรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในยุโรป และอุปสงค์ที่เริ่มเย็นลงในจีน กำลังทำให้การถกเถียงทวีความเข้มข้น ระหว่างฝ่ายที่ผลักดันการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อจำกัดการปล่อย CO₂ กับผู้ผลิตรถยนต์ที่กังวลว่าการเปลี่ยนผ่านเร็วเกินไปจะกระทบการจ้างงานและความสามารถในการทำกำไร
ทั้งนี้เดือนธันวาคม 2568 ยอดจดทะเบียน EV ทั่วโลกเพิ่มขึ้น 6% เป็นเกือบ 2.1 ล้านคัน และตลอดปี 2568 ยอดรวมแตะ 20.7 ล้านคัน
แยกตามภูมิภาค
- จีน เดือนธันวาคมเพิ่มขึ้นเพียง 2% เป็นมากกว่า 1.3 ล้านคัน ต่ำสุดตั้งแต่ ก.พ. 2567 ส่งผลให้ทั้งปีเพิ่มขึ้น 17% เป็น 12.9 ล้านคัน โดยจีนผลิตรถ EV คิดเป็น 71% ของยอดขายโลก
- อเมริกาเหนือ เดือนธันวาคมลดลง 39% เหลือเพียงราว 100,000 คัน ต่อเนื่องจากการหดตัวในเดือนต.ค.–พ.ย. หลังสิ้นสุดเครดิตภาษี ทั้งปี 2568 ลดลง 4%
- ยุโรป เดือนธันวาคมเพิ่มขึ้น 34% เป็นมากกว่า 450,000 คัน และทั้งปีเพิ่มขึ้น 33%
- ประเทศอื่น ๆ เดือนธันวาคมเพิ่มขึ้น 41% เป็นกว่า 160,000 คัน และทั้งปีเพิ่มขึ้น 48%
นอกจากนี้ BMI คาดว่าปี 2569 จะมีการขาย EV ทั่วโลก 23.9 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 15.7% โดยการเติบโตจะเร่งขึ้นในจีนที่ 21% ขณะที่ยุโรปและประเทศอื่น ๆ จะชะลอลงเหลือ 15% และ 26% ตามลำดับ ส่วนอเมริกาเหนือคาดว่าจะหดตัวแรง 23% จากการทรุดตัวของตลาดสหรัฐถึง 29%
อ้างอิง : www.reuters.com