โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

1 ปีทรัมป์ เขย่าเศรษฐกิจสหรัฐ ธุรกิจล้มระนาว สินค้าไทยต้องเร่งปรับตัว

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายประมุข เจิดพงศาธร ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท PJUS GROUP ผู้จัดหาและนำเข้าสินค้าไทยเข้าสู่ตัวแทนจำหน่าย ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และหน่วยงานรัฐในสหรัฐอเมริกา เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันอยู่ในภาวะผันผวนสูง และเปลี่ยนแปลงรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยมีทั้งปัจจัยด้านการเมือง ความมั่นคง และนโยบายการค้าระหว่างประเทศเข้ามากระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจ

ในฐานะที่ทำธุรกิจในสหรัฐมาตั้งแต่ปี 1996 และปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ด้านการค้าระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ นายประมุขสะท้อนว่า เศรษฐกิจสหรัฐในช่วงที่ผ่านมาเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากหลายเหตุการณ์ ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงผลพวงจากเหตุลอบยิงอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งนำไปสู่การกวาดล้างผู้อยู่อาศัยผิดกฎหมายอย่างเข้มข้นในหลายรัฐ

ประมุข เจิดพงศาธร ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท PJUS GROUP

“การส่งหน่วย National Guard ลงพื้นที่ตามหัวเมืองต่าง ๆ ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่กล้าออกจากบ้าน แม้แต่คนที่อยู่ถูกกฎหมายแต่มีญาติผิดกฎหมายก็พลอยระวังตัว ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอลงอย่างชัดเจน” นายประมุขกล่าว พร้อมระบุว่า ผลกระทบดังกล่าวทำให้ยอดขายของผู้ค้าปลีก (Retailers) ในสหรัฐลดลงถึง 12-14% ในปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน นโยบายภาษีการค้าตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ในยุคโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สหรัฐเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยในอัตรา 19% มีผลตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2568 ได้กลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะเมื่อผนวกกับภาวะสงครามการค้าและสงครามจริงที่เกิดขึ้นในหลายภูมิภาค

นายประมุขชี้ว่า แม้อัตราภาษีของไทยจะใกล้เคียงกับประเทศอาเซียนอื่น เช่น เวียดนามที่ถูกเก็บ 20% แต่บางประเทศอย่างอินเดียถูกเก็บสูงถึง 50% จากปัจจัยทางการเมืองระหว่างประเทศ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยที่ไปลงทุนในอินเดียได้รับผลกระทบตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ความท้าทายใหญ่ของไทยคือค่าเงินบาทที่แข็งค่าที่สุดในอาเซียน

“ขณะที่หลายประเทศอย่างญี่ปุ่นและจีนค่าเงินอ่อน แต่เงินบาทแข็งอยู่ราว 31 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้ต้นทุนส่งออกของไทยสูงขึ้นทันที โรงงานไทยต้องตั้งราคาขายแพงขึ้นโดยเลี่ยงไม่ได้” นายประมุขกล่าว

ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ประกอบกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากภาษีและค่าเงิน ส่งผลให้ธุรกิจจำนวนมากในสหรัฐต้องเข้าสู่กระบวนการ Chapter 11 (กฎหมายล้มละลายของสหรัฐฯ ที่อนุญาตให้ธุรกิจยังคงดำเนินกิจการต่อไปได้ในขณะที่กำลังจัดทำแผนปรับโครงสร้างหนี้เพื่อฟื้นฟูกิจการ) เพื่อปรับโครงสร้างหนี้และประคองกิจการ

“ห้างร้านในอเมริกายอดขายตก ผู้นำเข้าที่ไม่มีแบรนด์แข็งแรงพอจะไม่กล้านำเข้าสินค้า เพราะความเสี่ยงสูงขึ้นมาก” เขากล่าว

สำหรับการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐ นายประมุขมองว่า คู่แข่งที่น่ากังวลที่สุดคือเวียดนาม ซึ่งรุกตลาดอย่างดุดันในแทบทุกหมวดสินค้า โดยเฉพาะเครื่องดื่มและข้าว ข้าวพันธุ์ ST25 ของเวียดนามมีคุณภาพใกล้เคียงข้าวหอมมะลิไทย แต่ราคาถูกกว่ามาก ขณะที่ราคาข้าวไทยยังอยู่ในระดับสูงจากโครงสร้างตลาดภายในประเทศ ทั้งนี้หากข้าวไทยแพงเกินไป ผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปใช้ของเวียดนามทันที ขณะที่เศรษฐกิจเวียดนามโต 7-9% ต่อปี แต่ไทยโตเพียงราว 2%

ท่ามกลางความเสี่ยงรอบด้าน PJUS Group วางกลยุทธ์รับมือโดยมุ่งสร้างความแตกต่างด้านคุณภาพและแบรนด์ ปีนี้บริษัทตั้งเป้าเติบโต 15-20% จากทั้งสินค้าเดิมและสินค้าใหม่ โดยเน้นตลาดบน กลุ่ม All Natural และ Organic ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อและอ่อนไหวต่อราคาน้อยกว่า

แม้ผู้ประกอบการรายใหญ่หลายรายจะปรับขึ้นราคาสินค้าเต็มอัตราภาษีตั้งแต่ต้นปี แต่ PJUS เลือกปรับขึ้นเพียงครึ่งเดียวเพื่อรักษาฐานลูกค้า และใช้เป็นโอกาสทางการตลาด สินค้าหลักของบริษัทยังครอบคลุมตั้งแต่ข้าว น้ำมะพร้าว กะทิ ไปจนถึงผลไม้อบแห้ง

นายประมุข กล่าวอีกว่า พฤติกรรมผู้บริโภคสหรัฐกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ คนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ยอดขายเบียร์ลดลง 10-20% ขณะที่สินค้าอาหารเพื่อสุขภาพเติบโต สอดคล้องกับทิศทางเงินเฟ้อสูงและความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย ทำให้ผู้บริโภคใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง

สำหรับสินค้าไทย บทเรียนสำคัญในยุคความไม่แน่นอนคือ การลดการแข่งด้านราคา หันมาสร้างแบรนด์ คุณภาพ และความแตกต่าง พร้อมกระจายความเสี่ยงทั้งด้านตลาดและช่องทางจำหน่าย

“โลกการค้าวันนี้ไม่มีอะไรแน่นอน สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องทำคือเตรียมตัวให้พร้อม และยอมรับว่าสิ่งที่คาดไม่ถึงอาจเกิดขึ้นได้ทุกวัน” นายประมุข กล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...