โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ปรัชญาความสุข ของเบอร์ทรันด์ รัสเซลล์ (1)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ

ปรัชญาความสุข

ของเบอร์ทรันด์ รัสเซลล์ (1)

บรรยากาศของการเฉลิมฉลองการเปลี่ยนศักราชในช่วงนี้ ย่อมเป็นเรื่องปกติที่จะเต็มไปด้วยความบันเทิงเริงรื่น

งานเลี้ยงสังสรรค์ ของขวัญและคำอวยพร และทั้งหมดทั้งมวลทุกกิจกรรมนั้นล้วนมีเป้าหมายอยู่ที่ความสุขเสียเป็นส่วนใหญ่ที่ใครหลายคนคงยากปฏิเสธ

ความสุขเวลาพูดลอยๆ ก็ดูเหมือนว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าใจดี

แต่หากถามจริงๆ เข้าไปในรายละเอียด ก็อาจจะตอบยากอยู่พอสมควร

คนจำนวนมากมายที่มีความสุขเมื่อชีวิตเต็มไปด้วยทรัพย์สินศฤงคาร แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่เอามือก่ายหน้าผากทำหน้าบอกบุญไม่รับทั้งที่นั่งอยู่บนกองเงินกองทองแท้ๆ บางคนก็ขัดสนจนยากชีวิตทุกข์ลำบากเสียเหลือเกิน แต่ก็มีบางคนที่ใบหน้ายิ้มแย้มอิ่มเอมความสุขทั้งที่ไม่ได้มีมากมายอะไรเลย

ฉะนั้น ความสุขความทุกข์คืออะไรกันแน่

สาเหตุที่ไม่อาจทำให้ความสุขเกิดขึ้นได้นั้นคืออะไร

อะไรบ้างที่เป็นปัจจัยทำให้เกิดความสุขขึ้นมา

ในทางปรัชญานั้น ความสุขเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญมาก

มีนักปรัชญาหลายคนในทุกยุคทุกสมัย ที่พยายามครุ่นคิดไตร่ตรองเกี่ยวกับความสุข

บ้างก็เห็นว่าความสุขนั้นเป็นอุดมคติของชีวิตเลยด้วยซ้ำ

บ้างก็ว่าความสุขนั้นเป็นอุปสรรคในการบรรลุเป้าหมายของชีวิตต่างหาก

แน่นอนว่านักปรัชญาย่อมมีความเห็นหลากหลายแตกต่างกันออกไป

ท่ามกลางความเห็นที่หลากหลายนั้น มีนักปรัชญาคนหนึ่งที่สนใจเรื่องความสุข และเขาได้วิเคราะห์มโนทัศน์เรื่องความสุขไว้อย่างน่าสนใจ

แต่อยู่ดีๆ ไม่ใช่ว่าเขาจะบรรยายมาเลยว่าความสุขคืออะไร

ทว่า เขาเริ่มจากการคิดว่าอะไรคือสาเหตุของการไม่มีความสุขก่อน จากนั้นค่อยๆ โยงไปถึงสาเหตุของการมีความสุขว่ามีอะไรบ้าง

ในหนังสือเรื่อง The Conquest of Happiness (1930) ของเบอร์ทรันด์ รัสเซลล์ (Bertrand Russell) เขาแบ่งหนังสือเล่มนี้ออกเป็นสองส่วน

ส่วนแรกเราได้วิเคราะห์ถึงสาเหตุของการที่มนุษย์เราไม่มีความสุข

ส่วนที่สองเขาได้วิเคราะห์ถึงสาเหตุของการที่มนุษย์เราจะมีความสุขได้อย่างไร

รัสเซลล์เริ่มต้นด้วยคำถามที่ว่าเพราะเหตุใดมนุษย์จึงไม่มีความสุข ทั้งที่มนุษย์เราควรจะมี

เขาเริ่มต้นคิดง่ายๆ จากการเปรียบเทียบมนุษย์กับสัตว์ว่า สัตว์นั้นจะมีความสุขตราบเท่าที่มันมีสุขภาพดีและมีอาหารเพียงพอ

แต่มนุษย์นั้นแม้จะมีเงื่อนไขเหล่านี้ครบถ้วน แต่มนุษย์กลับไม่มีความสุขกันเสียเป็นส่วนใหญ่

รัสเซลล์บอกว่า เขาไม่ได้คิดเรื่องนี้ขึ้นเอง แต่ลองสังเกตดูจากใบหน้าของผู้คนที่เราพบเจอในชีวิตประจำวันดูสิ

อย่างผู้คนที่ทำงาน ใบหน้าของคนเหล่านี้เต็มไปด้วยความกังวล ความตึงเครียด หรือการจดจ่อในการดิ้นรนต่อสู้ในการงานอาชีพ

หรือแม้แต่กลุ่มคนที่ไปพักผ่อน แม้ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวหรือออกไปหาความสุข แต่กลับเต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย ความหงุดหงิด ความพยายามแย่งกันกินแย่งกันใช้

ส่วนในงานรื่นเริงและผู้ดื่มกินแอลกอฮอล์ ผู้คนเหล่านี้ตั้งใจจะมีความสุขอย่างฝืนใจ

แอลกอฮอล์ไม่ได้สร้างความสุข แต่ปลดปล่อยความรู้สึกผิดถูกกดไว้เพียงแค่นั้น

รัสเซลล์อธิบายต่อไปว่า ความทุกข์นั้นไม่ได้มาจากโชคชะตา แต่มันเกิดจากโครงสร้างทางสังคมและความรู้สึกทางจิตวิทยาของมนุษย์แต่ละคน เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า โครงสร้างทางสังคมก็อย่างเช่น สงคราม ความยากจน การกดขี่ ระบบการศึกษา ส่วนความรู้สึกทางจิตวิทยาของมนุษย์เราแต่ละคนซึ่งก็ล้วนถูกหล่อหลอมจากโครงสร้างสังคม

เราในฐานะปัจเจกบุคคล เราทำอะไรได้บ้างเพื่อบรรลุหรือได้ความสุขอย่างที่เราต้องการจริงๆ

อย่างไรก็ตาม รัสเซลล์ได้วางเงื่อนไขสำคัญไว้ว่า เขาไม่ได้กล่าวถึงความทุกข์สุดโต่ง เช่น ความยากจนอย่างรุนแรง โรคภัยไข้เจ็บอาการหนัก หรือโศกนาฏกรรมใหญ่ในชีวิต

สิ่งที่เขาสนใจคือความทุกข์เล็กๆ หรือความทุกข์สามัญธรรมดาแต่เกิดขึ้นตลอดในชีวิตประจำวันของคนที่มีรายได้พอสมควร มีสุขภาพดีมากพอ และคนคนนั้นก็ไม่ได้กำลังเผชิญภัยพิบัติร้ายแรง

แต่ความทุกข์ประเภทนี้กลับน่าทนทุกข์ยิ่งกว่า เพราะมันไม่มีสาเหตุภายนอกชัดเจน และมันดูเหมือนหลีกหนีก็ไม่ได้

รัสเซลล์ได้เสนอความคิดสำคัญตรงนี้ก็คือ ความทุกข์ลักษณะนี้จำนวนมากเกิดขึ้นจากความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโลก จริยธรรมที่ผิดพลาด

และนิสัยการดำเนินชีวิตที่ผิดพลาดซึ่งอาจนำไปสู่การทำลายพลังชีวิตตามธรรมชาติอันเป็นรากฐานของความสุข

มาถึงตรงนี้ รัสเซลล์ก็ได้เล่าถึงชีวประวัติของตัวเองเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพมากขึ้น เขาเล่าว่าเขาเองยอมรับว่าเขาไม่ได้เกิดมาเป็นคนมีความสุข

วัยเด็กและวัยรุ่นของเขาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ถึงขั้นเคยคิดฆ่าตัวตาย

สิ่งเดียวที่ยับยั้งเขาไว้ได้ก็คือความปรารถนาที่จะเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์

แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขากลับพบว่าตนเองสนุกกับชีวิตมากขึ้นทุกปี เหตุผลสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความสำเร็จภายนอกเท่านั้น หากแต่อยู่ที่การลดการหมกมุ่นกับตัวเองลง

รัสเซลล์อธิบายว่า การหมกมุ่นกับความผิดบาป ความบกพร่องและคุณค่าของตนเองที่เขาได้รับจากการศึกษาแบบเคร่งครัดในวัยเด็ก คือแหล่งกำเนิดความทุกข์ที่ร้ายแรงที่สุด เมื่อเขาเรียนรู้ที่จะละความสนใจจากตัวเอง และหันไปสนใจโลกภายนอก ความรู้ สภาพสังคม และผู้คนที่เขารัก ความสุขจึงค่อยๆ ปรากฏขึ้น

แม้ความสนใจภายนอกจะนำมาซึ่งความเจ็บปวดบางอย่าง เช่น การสูญเสียหรือความล้มเหลว

แต่ความเจ็บปวดเหล่านี้ไม่ทำลายคุณภาพพื้นฐานของชีวิตเหมือนกับความรังเกียจตัวเอง

รัสเซลล์ได้แบ่งคนที่หมกมุ่นกับตัวเอง (self- absorption) ออกเป็นสามแบบ หรืออาจเรียกได้ว่าบุคคลสามประเภทที่ชีวิตไม่มีความสุข

พวกแรกคือ “คนบาป” (The Sinner) คนบาปไม่ใช่คนที่ทำผิดศีลธรรมมากเป็นพิเศษ หากแต่เป็นคนที่หมกมุ่นอยู่กับความรู้สึกผิดของตนเอง อันถูกหล่อหลอมมาจากศีลธรรมแบบเคร่งครัดตั้งแต่วัยเด็ก เขาจึงยังแบกศีลธรรมวัยเด็กที่เคร่งครัดและไม่สมเหตุสมผลไว้ แม้ในระดับจิตสำนึกจะปฏิเสธมันแล้วก็ตาม

ความสุขทุกชนิดจึงถูกทำให้ขมขื่นด้วยความรู้สึกว่าตนเองต่ำต้อยและเสื่อมทราม

ความรักกลายเป็นความขัดแย้งภายใน และชีวิตวนเวียนอยู่กับการทำผิดและการสำนึกผิดอย่างไม่รู้จบ

สำหรับรัสเซลล์แล้ว การปลดแอกจากอำนาจของความเชื่อและความผูกพันในวัยเด็กคือก้าวแรกสู่ความสุขของคนกลุ่มนี้

พวกที่สอง “คนหลงตัวเอง” (The Narcissist) คนประเภทนี้ไม่ได้หมกมุ่นกับความผิด แต่หมกมุ่นกับการชื่นชมตนเองและการได้รับการยอมรับจากผู้อื่น

บุคคลประเภทนี้ไม่อาจรักผู้อื่นได้อย่างแท้จริง เพราะสิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่ความสัมพันธ์ แต่คือการสะท้อนคุณค่าของตนเองกลับมา กิจกรรมทุกอย่างจึงกลายเป็นเพียงเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ เมื่อความหลงตัวเองเกินขอบเขต มันจะทำลายความเพลิดเพลินในกิจกรรมต่างๆ ในตัวมันเอง และก็จะนำไปสู่ความเบื่อหน่ายในที่สุด

พวกที่สาม “คนคลั่งอำนาจ” (The Megalomaniac) สิ่งที่คนประเภทนี้ปรารถนาไม่ใช่ความรักหรือการยอมรับ แต่คืออำนาจและความหวาดกลัวจากผู้อื่น รัสเซลล์ชี้ให้เห็นว่าความปรารถนาเช่นนี้มักมีที่มาจากการถูกเหยียดหยามอย่างรุนแรงในอดีต แม้ความสำเร็จทางอำนาจอาจดูยิ่งใหญ่ในสายตาคนอื่น แต่ชีวิตภายในของบุคคลประเภทนี้กลับเต็มไปด้วยความไม่พอใจและความไม่มั่นคง

รัสเซลล์กล่าวไว้ว่า “อำนาจหากอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมอาจทำให้เกิดความสุขเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ถ้าอำนาจเป็นเป้าหมายเดียวของชีวิตแล้วละก็ อำนาจย่อมนำเราไปสู่หายนะเป็นแน่”

นอกจากบุคคลที่หมกหมุ่นอยู่กับตัวเองทั้งสามประเภทนี้แล้ว รัสเซลล์ยังกล่าวถึงผู้คนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเขามองว่าน่าเป็นห่วงที่สุด นั่นคือผู้ที่เลิกเชื่อว่าความสุขนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้

คนกลุ่มนี้จะไม่แสวงหาความสุขอีกต่อไป แต่กลับแสวงหาการลืมเลือนหรือความมึนชาผ่านสิ่งอื่นแทน เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ความบันเทิง หรือรูปแบบอื่นของการหลีกหนี

รัสเซลล์เรียกสภาวะนี้ว่า “การฆ่าตัวตายชั่วคราว” เพราะมันไม่ได้สร้างความสุข หากเพียงระงับความรู้สึกทุกข์ชั่วครู่เท่านั้น

ดังที่รัสเซลล์กล่าวไว้ว่า “ความเมาคือการฆ่าตัวตายชั่วคราว” สำหรับคนกลุ่มนี้ งานเร่งด่วนที่สุดไม่ใช่การสอนวิธีมีความสุข แต่คือการทำให้พวกเขาเชื่อเสียก่อนว่าความสุขเป็นสิ่งที่เป็นไปได้และเป็นสิ่งควรปรารถนา

โดยสรุปรัสเซลล์เห็นว่า ความทุกข์ส่วนใหญ่ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา หากแต่เป็นผลของการหมกมุ่นกับตัวเอง ศีลธรรมที่บิดเบี้ยว เป้าหมายชีวิตที่คับแคบ การที่ชีวิตเรามองไปยังโลกภายนอก ความสนใจและกิจกรรมที่มีความหมายทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น ความสุขก็ไม่ใช่สิ่งเพ้อฝัน แต่คือความเป็นไปได้ในชีวิตมนุษย์

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ เป็นแต่เพียง “สาเหตุของการไม่มีความสุข” ในทัศนะของรัสเซลล์เท่านั้น ยังมิได้เอ่ยถึง “สาเหตุของการมีความสุข” แต่อย่างใด พื้นที่คอลัมน์ก็หมดลงตรงนี้ พบกันครั้งหน้า เรามาต่อเรื่องความสุขดูว่ารัสเซลล์เสนอไว้อย่างไร น่าเชื่อถือหรือไม่

เป็นความสุขที่ตรงกับความคิดของท่านผู้อ่านมากน้อยอย่างไร

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปรัชญาความสุข ของเบอร์ทรันด์ รัสเซลล์ (1)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...