ปัจจัยทำให้สหรัฐฯกลายเป็น ‘มหาอำนาจนอกกฎหมาย’ ที่อันตรายกว่า ‘ภาษีทรัมป์’
รายงานโดย ปรีดี บุญซื่อ
ในบทบรรณาธิการของ The New York Times หัวข้อ “การโจมตีต่อเวเนซูเอลาของทรัมป์ เป็นสิ่งผิดกฎหมายและไม่ฉลาด” โดยกล่าวว่า ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ใช้กำลังทหารในแถบคาริเบียน เพื่อคุกคามเวเนซูเอลา ต่อจากนั้น ใช้เรือบรรทุกเครื่องบินและทหาร 15,000 นาย โจมตีเรือที่ทรัมป์อ้างว่าบรรทุกยาเสพติด วันเสาร์ที่ 3 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ทรัมป์ขยายปฏิบัติการโดยเข้าจับกุมประธานาธิบดีนิโคลาส มาดูโร ของเวเนซูเอลา ที่เป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีทั้งใหญ่ต่อประเทศนี้
แม้โลกจะไม่ได้เห็นอกเห็นใจต่อระบอบการปกครองของมาดูโร ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและปราบปรามคนที่เห็นต่าง แต่บทเรียนด้านต่างประเทศของอเมริกาในศตวรรษที่ผ่านมาก็คือว่า ความพยายามที่จะล้มระบอบที่มองว่าเลวร้าย กลับทำให้ปัญหาเลวร้ายมากขึ้นถึงที่สุด
สหรัฐฯใช้เวลากว่า 20 ปี แต่ก็ยังล้มเหลว ในการสร้างรัฐบาลที่มั่นคงในแอฟกานิสถาน ทำให้ลิเบียกลายเป็นรัฐที่แตกแยกเป็นส่วนๆ ที่เข้ามาแทนระบอบเผด็จการ สงครามอิรักปี 2003 ยังคงสร้างปัญหาแก่สหรัฐฯและตะวันออกกลาง รวมทั้งในอดีต ที่ใช้กำลังล้มรัฐบาลในชิลี คิวบา กัวเตมาลา และนิการากัว
ชาติไหนเป็นรายต่อไป
ก่อนหน้านี้ เอกสาร “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ 2025” ประกาศว่า สหรัฐฯจะยืนยันในอำนาจและการบังคับใช้ลัทธิมอนโร (Monroe Doctrine) เพื่อฟื้นฟูฐานะนำของสหรัฐฯในดินแดนทวีปอเมริกาใต้ สหรัฐฯประกาศลัทธิมอนโรในปี 1823 ว่าดินแดนลาตินอเมริกาคือเขตอิทธิพลสหรัฐฯ การโจมตีเวเนซูเอลาคือปฏิบัติการที่เป็นไปตามลัทธิดังกล่าว ที่ประกาศมาแล้วกว่า 200 ปี
ระบอบปกครองเผด็จการของมาดูโร เป็นหายนะภัยของเวเนซูเอล่า ประเทศที่มีน้ำมันดิบสำรองมากกว่าซาอุดิอาระเบีย มีการโกงการเลือกตั้ง ฝ่ายค้านและผู้ประท้วงถูกจับกุม และเศรษฐกิจเกิดความปั่นป่วนตกต่ำ คนเวเนซูเอลาจำนวนมากต้องการให้มาดูโรหมดอำนาจไป
แต่ปฏิบัติการทางทหารของทรัมป์ ไม่ได้ต้องการฟื้นฟูประชาธิปไตยขึ้นมา ในการให้สัมภาษณ์ ทรัมป์บอกว่าสหรัฐฯจะ “บริหารจัดการประเทศ” ส่วนน้ำมันของเวเนซูเอลา บริษัทอเมริกันจะเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างมาก ที่สำคัญ ทรัมป์บอกว่า ปฏิบัติการทางทหารเป็นสิ่งจำเป็น “เราต้องการมีเพื่อนบ้านที่ดีล้อมรอบตัวเรา” ทรัมป์ยังข่มขู่คิวบา โคลอมเบีย และเม็กซิโก
ปฏิบัติการทางทหารต่อเวเนซูเอลาของสหรัฐฯ จะส่งผลสะเทือนทั่วโลก หากการกระทำของทรัมป์ได้รับการยอมรับ โลกเราจะเข้าสู่ยุคที่อันตราย เพราะสหประชาชาติหรือศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ จะไม่มีความหมายอีกต่อไป การปฏิบัติการทางทหาร ที่ขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ไม่ใช่การป้องกันตัวเอง การลักพาตัวผู้นำประเทศ และการอ้างสิทธิ์ครอบครองทรัพยากรประเทศอื่นล้วนเป็นพฤติกรรมของ “ประเทศนอกกฎหมาย” แต่ที่น่ากลัวกว่านี้คือ “มหาอำนาจนอกกฎหมาย” (rogue superpower)
ปัจจัยที่เปลี่ยนจุดยืนของอเมริกา
ในบทความที่โด่งดังของ Foreign Affairs ชื่อ Rogue Superpower: Why This Could Be an Illiberal American Century ผู้เขียนคือ Michael Beckley จากมหาวิทยาลัย Tufts กล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้สหรัฐฯจะกลายเป็น “มหาอำนาจนอกกฎหมาย” และอาจทำให้เกิดศตวรรษของอเมริกา ที่ไม่เป็นแบบเสรีนิยม (illiberal)
บทความกล่าวว่า สหรัฐฯต้องปรับจุดยืนเรื่องยุทธศาสตร์ต่อโลก โดยลดการพึ่งพาพันธมิตรแบบหลายฝ่าย ที่กระจายกว้าง มามุ่งข้อตกลงทวิภาคี ที่สนองผลประโยชน์สหรัฐฯโดยตรง ในเวลาเดียวกัน ก็หันมาสร้างความแข็งแกร่งให้แก่อุตสาหกรรมในประเทศ ผ่านทางระบบการผลิตอัตโนมัติ ห่วงโซ่อุปทานที่ย้ายฐานกลับคืนมา และเสริมด้วยมาตรการจำกัดการค้าแบบพุ่งเป้า
Michael Beckley วิเคราะห์ว่า มีปัจจัย 3 อย่างที่จะทำให้บทบาทของสหรัฐฯต่อโลกเปลี่ยนแปลงไป คือ
(1) นโยบายต่างประเทศ ที่ผลประโยชน์อเมริกามาก่อน คือการเปลี่ยนจากการสร้างพันธมิตรในแบบพหุภาคี มาเป็นแบบทวิภาคี ตัวอย่างเช่นสหรัฐฯหันเหออกจากองค์การการค้าโลก หรือกลุ่มนาโต้ ส่วนภาษี การคว่ำบาตรทางการเงิน และการคุกคามทางเศรษฐกิจ ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมายสหรัฐฯ
(2) การเปลี่ยนแปลงของประชากรและเทคโนโลยี ทำให้ภูมิทัศน์ของโลกเปลี่ยนไป และการปรับจุดยืนอเมริกาในภูมิทัศน์ใหม่นี้ ในอนาคต อำนาจด้านเศรษฐกิจและทางทหารของยุโรปและจีน จะตกต่ำลง เพราะประชากรสูงอายุมากขึ้น แต่สหรัฐฯยังคงเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจ ที่ประชากรวัยทำงานยังเพิ่มขึ้นรวดเร็ว เทคโนโลยีอัตโนมัติทำให้สหรัฐฯลดการพึ่งพาแรงงานต่างชาติและห่วงโซ่อุปทานโลก ทำให้สหรัฐฯสามารถพึ่งพาการผลิตด้วยตัวเอง
(3) การพุ่งขึ้นมาของความคิดชาตินิยมเศรษฐกิจ ทำให้ยุทธศาสตร์ที่สร้างความสามารถในการผลิตด้วยตัวเอง และการกีดกันการค้า มาเหนือความคิดการสร้างหุ้นส่วนเศรษฐกิจโลกแบบดั่งเดิม สหรัฐฯจะใช้นโยบายกำหนดชิ้นส่วนในประเทศกับอุตสาหกรรมสำคัญเช่น พลังงาน ปัญญาประดิษฐ์ และภาคการผลิตสำคัญอื่นๆ แนวคิดนี้ทำให้ประเทศทั่วโลกต้องประเมินท่าทีตัวเองใหม่ต่อตลาดสหรัฐฯ
จุดแข็งจุดอ่อนของแนวคิดใหม่
ในเอกสารของ Carleton University ที่วิเคราะห์บทความของ Michael Beckley กล่าวว่าแนวคิดใหม่สหรัฐฯให้ประโยชน์สำคัญ 2 อย่างแก่สหรัฐฯ
ประการแรก การลดการค้าต่างประเทศ เป็นการสร้างฉนวนปกป้องการผลิตในประเทศ และแรงงานในประเทศ จากผลกระทบรุนแรงจากภายนอก ระบบอัตโนมัติและยุทธศาสตร์นำห่วงโซ่การผลิตกลับมาสหรัฐฯ ทำให้อุตสาหกรรมสำคัญลดความเสี่ยงจาก “การผลิตที่ชะงักลง” ของห่วงโซ่อุปทานโลก
ประการที่ 2 คือประโยชน์จากอำนาจการต่อรองทางการค้าของสหรัฐฯสูงขึ้น การเจรจาการค้าแบบรายประเทศ ทำให้สหรัฐฯสามารถกำหนดข้อตกลงการค้า ที่ปรับให้เข้ากับประโยชน์สหรัฐฯ บังคับให้ประเทศคู่ค้าต้องทำตามมาตรฐาน และกฎระเยียบเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ส่วนจุดอ่อนสำคัญของยุทธศาสตร์ดังกล่าว ประกอบด้วยความเสี่ยงจากการไร้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ที่มาจากการแยกตัวทางเศรษฐกิจ การพึ่งพาการผลิตในประเทศมากเกินไป ทำให้ต้นทุนของผู้บริโภคและธุรกิจในสหรัฐฯสูงขึ้น การลดความร่วมมือทางการค้าระหว่างประเทศ จะไปจำกัดการสร้างนวัตกรรม และทำให้สหรัฐฯสูญเสียความได้เปรียบการแข่งขันในตลาดโลก
การทำให้พันธมิตรระหว่างประเทศอ่อนแอลง โดยหันไปใช้วิธีการของสหรัฐฯฝ่ายเดียว โดยไม่ฟังเสียงประเทศอื่น จะบั่นทอนความสัมพันธ์ทางการทูตที่มีกับนานาประเทศ ทำให้ภูมิรัฐศาสตร์โลกแตกเป็นส่วนๆ เมื่อเกิดภัยทางเศรษฐกิจและทางทหารขึ้นมา สหรัฐฯจะไม่สามารถระดมการสนับสนุนจากประเทศเพื่อนมิตร
เอกสารประกอบ
The Age of American Unilateralism, Michael Beckley, April 16, 2025, foreignaffairs.com
Rogue Superpower, Michael Beckley, December 2020, foreignaffairs.com
Summary and Analysis of Rogue Superpower, March 2025, sprott.carleton.ca