Gen Z - กระสุน "บ้านใหญ่" ตัวแปรสมการ “ชิงธง” ตั้งรัฐบาลใหม่
การเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 2569 กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เปิดเผย ข้อมูลจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 53. 06 ล้านคน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก (First-time voters) จะมีจำนวนประมาณ 3.2–3.4 ล้านคน เป็นกลุ่มคน Gen Z ที่มีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ หรือ เกือบ 6% ของผู้มีสิทธิทั้งหมด
และหากจัดเป็นกลุ่มของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในปี 2026 นอกจากกลุ่ม Gen Z ที่เป็น “นิวโหวตเตอร์” แล้ว ได้จัดให้กลุ่มคน Gen Y อายุระหว่าง 29-44 ปี จำนวน 26 % กลุ่มคน Gen X อายุระหว่าง 45 - 60 ปีจำนวน 27.7 % และ Gen B (Baby Boomer) อายุระหว่าง 61- 79 ปี จำนวน 25.8 % ไม่รวมกับ Gen S ( Silent Generation) หรือกลุ่มคนอายุ 80 ปี
หากย้อนดูผลสำรวจ นิด้าโพล เรื่อง “ยกแรก กระแสเลือกตั้ง 69” ระหว่างวันที่ 5-8 ม.ค. 2569 จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาคทั่วประเทศ 2,500 หน่วยตัวอย่าง ต่อบุคคลที่ประชาชน จะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ อันดับ 1 ร้อยละ 24.76 ระบุเป็น “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” พรรคประชาชน , อันดับ 2 ร้อยละ 20.84 คือ “อนุทิน ชาญวีรกูล” พรรคภูมิใจไทย และอันดับ 3 ร้อยละ 14.12 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้
ตามด้วย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 4 และ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” พรรคเพื่อไทย อันดับ5 ส่วนอันดับ 6 ยังเป็น “พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์” พรรคเศรษฐกิจ ,อันดับ 7 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พรรคไทยสร้างไทย ,อันดับ 8 “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” พรรคเพื่อไทย , อันดับ 9 “ศิริกัญญา ตันสกุล” พรรคประชาชน และอันดับ 10 “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค”
สำหรับพรรคการเมืองที่ประชาชนมีแนวโน้มในการเลือก สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ตัวเต็ง อันดับ 1 คือ พรรคประชาชน,อันดับ 2 เป็น พรรคภูมิใจไทย, อันดับ 3 พรรคเพื่อไทย, อันดับ 4 พรรคประชาธิปัตย์, อันดับ 5 ร้อยละ 8.40 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ, อันดับ 6 ร้อยละ 4.04 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ
ขณะที่ผลสำรวจของดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เรื่อง “คนไทยกับการเลือกตั้ง ปี 2569” จากการสำรวจออนไลน์และภาคสนามกลุ่มตัวอย่าง 2,682 คน ระหว่างวันที่ 6-9 ม.ค. 2569 อันดับ 1 ยังเป็นพรรคประชาชน 34.23 % อันดับ 2 พรรคภูมิใจไทย 16.22% อันดับ 3 พรรคเพื่อไทย 16.03% และอันดับ 4 อื่น ๆ อันดับ 5 ยังไม่ตัดสินใจ 10.25 % อันดับ 6 พรรคประชาธิปัตย์ 9.02% และอันดับ 7 พรรคเศรษฐกิจ 3.13%
ส่วนการเลือกสส.เขต อันดับ 1 พรรคประชาชน 33.56% ,อันดับ 2 พรรคเพื่อไทย 18.46% ,อันดับ 3 พรรคภูมิใจไทย 6.29% และ อันดับ 4 ยังไม่ตัดสินใจ 12.98%
ผลการสำรวจของสวนดุสิตโพล ยังระบุอีกว่า อยากให้ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พรรคประชาชน เป็นนายกฯ อันดับ 1 และยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พรรคเพื่อไทย อันดับ 2 ส่วน อนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย มาเป็นอันดับ 3 และอันดับ 4 ยังไม่ตัดสินใจ 11.63% อันดับ 5 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์
ผลการสำรวจของทั้ง 2 สถาบัน มีประเด็นที่ตรงกัน คือ คะแนนนิยมของประชาชนที่มีต่อพรรคและตัวบุคคล “ค่ายส้ม” พรรคประชาชน และ “ณัฐพงษ์” ยังมาแรง เป็นอันดับ 1 ต่างเพียง อันดับ 2 ที่นิดาโพลระบุว่า ทั้งพรรคและตัวบุคคล คือ “อนุทิน” ภูมิใจไทย แต่สวนดุสิตโพล พบว่า ประชาชนอยากให้ “ยศชนัน”เป็นนายกฯเป็นอันดับ 2 ส่วนสส.เขตนิยมเลือกพรรคเพื่อไทยมากกว่าพรรคภูมิใจไทย โดยคะแนนนิยมตัวบุคคลและพรรค “ภูมิใจไทย- อนุทิน” อยู่เป็นลำดับ 3
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามจากผลสำรวจของโพล “นิดา -สวนดุสิต”ตัวเลขของ“กลุ่มพลังเงียบ”ที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกบุคคลหรือพรรคการเมืองใด โดยนิดาฯ ระบุว่า ร้อยละ 14.12 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ ขณะที่สวนดุสิตยังไม่ได้ตัดสินใจร้อย11.63%
ดังนั้น นอกจากกระแสและกระสุนที่ต้องใช้วัดใจ ในการเลือกตั้งสส.เขตแล้ว New Voter หรือกลุ่มผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรก First Time Voter อาจเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญ โดยเฉพาะในเขตเมืองตามจังหวัดต่าง ๆ และสนามรบเมืองหลวง ซึ่งแต่ละพรรคการเมืองต่างต้องช่วงชิงเก้าอี้สส.เขต ให้ได้มากที่สุด เนื่องจากสนามนี้มีผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งสูงถึง 4.5 ล้านคน
ทั้งนี้การเลือกตั้งในปี 2569 จะเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จำนวน 500 คน แบ่งเป็นแบบแบ่งเขต 400 คน และแบบบัญชีรายชื่อ 100 คน
ในพื้นที่ภาคอีสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด มีจำนวน 133 เขตเลือกตั้ง มี สส. แบ่งเขต รวม 133 คน เดิมพื้นที่อีสานถือเป็นสมรภูมิรบระหว่างพรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทย แต่หากดูจากผลสำรวจของอีสานโพล (E-Saan Poll) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เผยผลสำรวจเมื่อต้นเดือนม.ค.ที่ผ่านมา เรื่อง “การเมืองสามก๊กภาคอีสานท้ายปี 2568” พบสภาวะการเมืองในภาคอีสานเกิดการแบ่งขั้วอย่างชัดเจน ระหว่าง 3 พรรคใหญ่ คือ พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย
ข้อมูลจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 1,151 รายใน 20 จังหวัดภาคอีสาน ช่วงวันที่ 19-25 ธ.ค. 2568 โดยสำรวจคะแนนนิยมพรรคการเมือง (ส.ส.บัญชีรายชื่อ) หากมีการเลือกตั้งในวันนี้ พรรคประชาชน ยังมาเป็นอันดับ 1 ร้อยละ 34.4 (เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 33.2 ในปี 2566) อันดับ 2 พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 26.7 (จากร้อยละ 43.1 ในปี 2566) และอันดับ 3 พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 26.4 (จากร้อยละ 4.1 ในปี 2566) อันดับอื่น ๆ พรรคไทยสร้างไทย (4.3%), พรรคประชาธิปัตย์ (3.1%), พรรคเศรษฐกิจ (1.8%), พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคพลังประชารัฐ (เท่ากันที่ 1.0%) และหากเลือกตั้งสส. จะลงคะแนน สส.บัญชีรายชื่อให้พรรคประชาชน ,พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย
สำหรับการเลือกตั้งรอบนี้ ถ้าพิจารณาจากตัวเลขพบว่า “ค่ายส้ม” มีคะแนนเพิ่มขึ้นไม่มาก ส่วน “ค่ายแดง” ความนิยมลดลงอย่างเห็นได้ชัดจากตัวร้อยละ 43.1 เหลือเพียง 26.7 ขณะที่ “ค่ายน้ำเงิน” ภูมิใจไทย มีคะแนนนิยมก้าวกระโดดจากเดิมร้อยละ 4.1 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 26.4 เป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางการเมือง ส่วนหนึ่งนอกจากจะได้กระแสจากรัฐบาลอนุทิน ไฟเขียวให้กองทัพรบกับกัมพูชา ในรอบ 2 แล้ว การกวาดรวมบ้านใหญ่ ย้ายจากพรรคต้นสังกัดเดิมมารวมไว้อยู่ในสังกัด ก็เป็นปัจจัยสำคัญ
ดังนั้นภาคอีสานจะเป็นอีกหนึ่งสมรภูมิรบเดือดของ 2 พรรคการเมืองใหญ่ คือ พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย หากพรรคใดสามารถกวาดสส.เขตในพื้นที่ได้มากกว่า ก็จะมีโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลสูงมาก ขณะที่การต่อสู้เพื่อชิงเก้าอี้สส.เขตที่เหลือ
ประกอบด้วยภาคกลาง 22 จังหวัด รวม กทม. (33 ที่นั่ง) มีสส. 122 เขต, ภาคใต้ 14 จังหวัด มี สส. 59 เขต,ภาคเหนือ 9 จังหวัด มีสส.37 เขต , ภาคตะวันออก 7 จังหวัด มีสส. 29 เขต ,ภาคตะวันตก 5 จังหวัด 19 เขตเลือกตั้ง
มีแนวโน้มว่า สส.เขตที่สังกัด “บ้านใหญ่” อาจจะได้รับเลือกตั้งเข้ามาได้มากกว่า หากพรรคการเมืองใดก็ตาม สามารถเจาะพื้นที่ เพื่อสร้างกระแส และยิงกระสุน เข้าเป้าได้แม่น
สำหรับพรรคภูมิใจไทยรอบนี้ ถือเป็นครั้งสำคัญที่ “บ้านใหญ่” และ “บ้านใหม่” รวมตัวกันเพื่อชิงธงครองพื้นไม่ให้ถูกค่ายส้มตีแตกได้ เนื่องจากกระแสสงครามไทย-กัมพูชา ส่วนภาคอื่น ๆ อาจไม่ใช่เป้าหมายหลักสำคัญ บางพื้นที่ บางเขต สามารถหลีกหลบให้กันได้ เพื่อสร้างข้อต่อ ”พันธมิตร” ไว้ก่อนที่จะมีการชิงความได้เปรียบ ร่วมมือจัดตั้งรัฐบาลใหม่
ยังต้องจับตาผลการสำรวจในช่วงก่อนถึงท้ายโค้งการเลือกตั้งว่า ที่สุดแล้ว ในภาคอื่น ๆที่ยังต้องชิงชัยกันอยู่ว่า กระสุนของพรรคไหนของใครจะเข้าเป้ามากกว่ากัน ส่วนพรรคเพื่อไทย ซึ่งกำลังตกเป็นรองจะตีตื้น ฟื้นกลับมาได้หรือไม่ หรือได้แค่รอเป็น “ข้อต่อ” จับขั้วเลือกข้าง
อ่านข่าว
อวสาน “เฉิน จื้อ” ปิดท่อน้ำเลี้ยงจีนเทา อำนาจ “ตระกูลฮุน” สั่นไหว
โลกล้อม “เด็ก” ครอบครัว กำแพงป้อง “ภัยไซเบอร์”
"ประชาธิปัตย์" หาเสียงตลาดสัมมากร ยังถามถึง “ชวน-อภิสิทธิ์”