โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

หลาย “ไม่” ของปัญหาหนี้ครัวเรือนไทย ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย… ไม่รอด

Thairath Money

อัพเดต 06 ธ.ค. 2568 เวลา 08.24 น. • เผยแพร่ 06 ธ.ค. 2568 เวลา 01.17 น.
ภาพไฮไลต์

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ภาระทางสังคม และความพยายามหาแนวทางแก้ไขเชิงนโยบาย โดยเฉพาะหลังวิกฤต COVID-19 ที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP เร่งตัวขึ้นไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 95.5% ในช่วงไตรมาสแรกปี 2564 แม้หลังจากนั้นตัวเลขดังกล่าวทยอยลดลงต่อเนื่องตลอด 6 ไตรมาส จนอยู่ที่ 86.8% ในไตรมาส 2 ปีนี้ แต่ตัวเลขที่ลดลง “อาจลวงตา” หากมองเพียงผิวเผินว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนคลี่คลายแล้ว

สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่ลดลงครั้งนี้ ส่วนสำคัญมาจากยอดหนี้คงค้างที่ขยายตัวต่ำกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยยอดหนี้รวมของภาคครัวเรือนหดตัวติดต่อกันเป็นไตรมาสที่สอง ซึ่งต่างจากรอบวัฏจักรในอดีตที่การลดหนี้มักสะท้อนการฟื้นตัวอย่างแข็งแรงของรายได้และฐานะการเงิน การปรับลดในรอบนี้กลับมีลักษณะของ “Unhealthy Deleveraging” หรือการลดหนี้ที่สะท้อน “ความเปราะบาง” มากกว่าความแข็งแรงของเศรษฐกิจฐานราก แสดงให้เห็นว่า หลัง COVID-19 เศรษฐกิจไทยยังมี “บาดแผล” ที่ไม่ได้รับการเยียวยาอย่างแท้จริง

หากพิจารณาลึกลงไปในโครงสร้างของปัญหาหนี้ครัวเรือน ข้อมูลในหลายมิติชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่าเบื้องหลังตัวเลขสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ที่ลดลง คืออาการอ่อนแอของเศรษฐกิจและฐานะการเงินครัวเรือน ไม่ใช่สัญญาณการฟื้นตัวที่แข็งแรง ดังนี้

ไม่มี…รายได้เพียงพอต่อรายจ่ายและการชำระหนี้

ต้นตอสำคัญของปัญหาหนี้ครัวเรือนหนีไม่พ้นเรื่อง “รายได้ไม่พอรายจ่าย” จนนำไปสู่การเป็นหนี้เพิ่มขึ้น ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนไทยลดลงจาก 29,502 บาทต่อเดือนในช่วงครึ่งแรกปี 2566 เหลือเพียง 28,151 บาทต่อเดือนในช่วงครึ่งแรกปี 2568 หรือลดลงถึง 4.6%YOY โดยประเภทของรายได้ที่ลดลงมากที่สุดคือ “รายได้จากการทำงาน” ซึ่งหดตัวถึง 5.7%YOY ส่วนหนึ่งเป็นผลจากแรงงานบางส่วนหันไปประกอบอาชีพอิสระที่มีรายได้ไม่แน่นอนมากขึ้น ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยหลังวิกฤต COVID-19 ก็ฟื้นตัวได้ช้า

ผลสำรวจ SCB EIC Consumer survey 2568 สะท้อนภาพเดียวกันว่า รายได้ของครัวเรือนจำนวนมากไม่ได้ขยับตามรายจ่าย โดยกว่า 2 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่ารายได้เท่าเดิมหรือลดลงในช่วงปีที่ผ่านมา ขณะที่รายจ่ายส่วนใหญ่ยังใกล้เคียงเดิมหรือเพิ่มขึ้น ทำให้ในภาพรวมกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามมีปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย (รวมหนี้)

หากมองตามระดับรายได้ จะพบว่ากลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือนเผชิญปัญหารุนแรงที่สุด โดยประมาณ 60% ของกลุ่มนี้ยอมรับว่ามีภาวะรายได้ไม่พอรายจ่าย อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่ากังวลไม่น้อยไปกว่ากันคือสัญญาณที่เริ่มปรากฏชัดในกลุ่มรายได้ปานกลาง–สูง ซึ่งเคยถูกมองว่าการเงินค่อนข้างมั่นคงมาก่อน โดยในกลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 50,000 บาทต่อเดือน พบว่าราว 1 ใน 3 เริ่มประสบปัญหารายได้ไม่พอรายจ่ายเช่นกัน และที่น่าสนใจคือ ในกลุ่มรายได้สูงระดับ 100,000–200,000 บาทต่อเดือน สัดส่วนผู้ตอบที่บอกว่ามีปัญหานี้บ่อยเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับผลสำรวจปี 2567 สะท้อนว่าความตึงตัวด้านสภาพคล่องกำลังกระจายจากคนกลุ่มรายได้น้อย ไปยังกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจนำไปสู่การก่อหนี้เพิ่มและการชะลอการบริโภคในระยะถัดไป

ไม่หนี ไม่จ่าย…หนี้ตามกำหนด ก่อให้เกิดปัญหาหนี้เรื้อรัง

เมื่อรายได้ไม่พอรายจ่าย การก่อหนี้มักถูกใช้เป็น “กันชน” ชั่วคราว ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ความเสี่ยงสำคัญที่ตามมาคือ การผิดนัดชำระหนี้ ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายได้เพียงขั้นต่ำ หรือไม่สามารถชำระได้เลย

ข้อมูลจากบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) สะท้อนว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น แม้ยอดหนี้รวมจะเติบโตช้าลง แต่หนี้เสียและหนี้ที่เริ่มผิดนัดชำระ กลับยังอยู่ในระดับสูง โดย ณ เดือนเมษายน 2568 มูลค่าหนี้เสีย (NPL) อยู่ที่ราว 1.2 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 8.9% ของหนี้รวมทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วงสิ้นปี 2566 ที่อยู่ราว 1.05 ล้านล้านบาท หรือ 7.7% ของหนี้รวม ที่น่ากังวลคือ หนี้เสียจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มรายย่อยที่มูลหนี้ไม่สูงและไม่มีหลักประกัน โดยกว่า 64% ของจำนวนบัญชี NPL เป็นกลุ่มที่มูลหนี้ไม่ถึง 100,000 บาท สะท้อนว่าปัญหาหนี้เรื้อรังไม่ได้เกิดเฉพาะในกลุ่มที่กู้เงินจำนวนมาก แต่กระจายอยู่ในมูลหนี้เล็ก ๆ ของคนจำนวนมากในระบบ

มองไปข้างหน้า ความเสี่ยงในการผิดชำระหนี้ยังคงน่าจับตา ผลสำรวจของ SCB EIC Consumer survey 2568 พบว่า แม้ผู้มีหนี้ส่วนใหญ่กว่า 85% จะยังชำระหนี้ได้ตามปกติ แต่มากกว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีหนี้ยอมรับว่า “ภาระหนี้เริ่มเป็นปัญหามากขึ้น” โดยราว 40% ระบุว่ายังจ่ายหนี้ได้ครบ แต่รู้สึกว่าภาระหนี้ในปัจจุบันเป็นภาระที่หนักและสร้างความกังวล

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนกำลังอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของรายได้และรายจ่ายในอนาคตมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้ปานกลาง–สูง (มากกว่า 50,000 บาทต่อเดือน) ที่แม้ส่วนใหญ่ยังไม่มีปัญหาผิดนัดชำระ แต่เริ่มรู้สึกว่าภาระหนี้เป็นแรงกดดันสำคัญ ซึ่งสุดท้ายอาจสะท้อนเป็นความเสี่ยง NPL และแรงกดดันต่อการบริโภคในระยะข้างหน้า

ไม่รอด…แม้ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้

เมื่อปัญหาหนี้ครัวเรือนลุกลาม หนึ่งในเครื่องมือหลักที่ถูกนำมาใช้คือ มาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐและสถาบันการเงิน โดยเฉพาะ “การปรับโครงสร้างหนี้” เพื่อยืดระยะเวลาผ่อน ลดค่างวด หรือปรับเงื่อนไขใหม่ให้ลูกหนี้ยังพอเดินหน้าต่อไปได้ทั้งในระดับครัวเรือนและเศรษฐกิจโดยรวม

อย่างไรก็ดี ผลการศึกษาของ SCB EIC โดยใช้ฐานข้อมูลจากเครดิตบูโร พบว่าผลลัพธ์ของการปรับโครงสร้างหนี้ในช่วงที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จจำกัดหากมองในเชิงโอกาสฟื้นตัวของลูกหนี้ ย้อนดูข้อมูลย้อนหลัง 7 ปี พบว่า จากลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสีย (NPL) ทั้งหมด มีเพียงประมาณ 23% ที่สามารถเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ได้

ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ ในบรรดาผู้ที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว มีเพียงราว 15% เท่านั้นที่ “รอดจริง” คือกลับมาชำระหนี้ได้สม่ำเสมอต่อเนื่องเกิน 6 เดือนล่าสุด ขณะที่กลุ่มใหญ่ถึงประมาณ 72% แม้จะเคยปรับโครงสร้างหนี้แล้ว แต่สุดท้ายก็กลับไปเป็นหนี้เสียใหม่ หรือไม่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ โดยเฉพาะในกลุ่มลูกหนี้นอนแบงก์และเกษตรกร สะท้อนว่ามาตรการแก้หนี้ในอดีตอาจยังไม่ตอบโจทย์เชิงโครงสร้างของปัญหาหนี้

อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ต้นปี 2568 เป็นต้นมา ภายหลังที่ภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องยกระดับการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างจริงจัง มาตรการใหม่หลายรายการเริ่มสะท้อนผลลัพธ์เชิงบวกมากขึ้น โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เป็นหนึ่งในตัวอย่าง โดยข้อมูลชี้ว่าลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการและปรับโครงสร้างหนี้ในปี 2568 เป็นกลุ่มที่มีโอกาสกลับมาชำระหนี้ได้อย่างสม่ำเสมอสูงกว่าในอดีต นอกจากนี้ สำหรับกลุ่ม NPL ที่เคยปรับโครงสร้างหนี้มาก่อนปี 2568 แล้วไม่สำเร็จ แต่ได้รับโอกาสอีกครั้งในปี 2568 พบว่าสัดส่วนที่กลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าหากออกแบบมาตรการให้สอดคล้องกับศักยภาพและรูปแบบรายได้จริงของลูกหนี้มากขึ้น โอกาส “รอดจริง” ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

ลบ “ไม่” ออกจากสมการหนี้ครัวเรือน

ปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นโจทย์ระดับชาติที่ทุกภาคส่วนต่างตระหนักถึงความสำคัญ และเริ่มเข้ามามีบทบาทแก้หนี้อย่างจริงจังมากขึ้นในช่วงหลัง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการแก้ปัญหานี้ไม่ง่าย และไม่สามารถแก้ได้ในชั่วข้ามคืน

มาตรการแก้หนี้ที่ยั่งยืนจึงควรเริ่มจากการ “แยกแยะลูกหนี้” อย่างชัดเจนว่า ใครยังมีศักยภาพฟื้นตัวได้ หากได้รับเวลาหายใจเพิ่ม และใครที่เปราะบางเกินกว่าจะรับภาระในรูปแบบเดิมต่อไปได้ กลุ่มที่ยัง “พอไปต่อได้” ควรได้รับโอกาสปรับโครงสร้างหนี้อย่างจริงจัง ทั้งการยืดระยะเวลาผ่อน ปรับอัตราดอกเบี้ยให้เหมาะสม และร่วมกันออกแบบแผนชำระหนี้ที่สอดคล้องกับรูปแบบรายได้จริง กลุ่มที่ “ไม่ไหวจริง ๆ” อาจต้องมีเครื่องมือเฉพาะ เช่น การโอนหนี้ไปบริหารผ่านหน่วยงานเฉพาะ การใช้มาตรการลดภาระหนี้ควบคู่กับการฟื้นฟูอาชีพและรายได้ เพื่อให้การช่วยเหลือไม่ได้จบลงแค่การปรับตัวเลขหนี้ แต่รองรับคุณภาพชีวิตหลังการแก้หนี้ด้วย

นอกจากนี้ การสร้างระบบการเงินที่ยั่งยืนในระยะยาวควรทำให้ “ข้อมูลเครดิต” กลายเป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจเชิงบวก ไม่ใช่เพียงเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยง หากลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการแก้หนี้สามารถรักษาวินัยการชำระหนี้ได้ต่อเนื่อง ก็ควรได้รับแรงจูงใจทางการเงินเป็นรางวัล เช่น อัตราดอกเบี้ยที่ดีขึ้นในอนาคต หรือโอกาสเข้าถึงสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องเพิ่มเติม หรือก็คือการทำให้ “วินัยดีมีคุณค่า” และ “วินัยแย่มีต้นทุนที่ชัดเจน” เป็นหัวใจของการสร้างภูมิคุ้มกันด้านการเงินในระบบ

ท้ายที่สุด ตัวลูกหนี้เองก็มีบทบาทสำคัญในการลบทุกคำว่า “ไม่” ออกจากสมการแก้หนี้ครัวเรือน ด้วยการหันมาสร้างวินัยทางการเงิน ติดตามรายรับ–รายจ่ายอย่างสม่ำเสมอ และขอคำปรึกษาผู้ให้บริการทางการเงินตั้งแต่ต้น เมื่อเริ่มรู้สึกว่า “ไม่ไหว” คือก้าวแรกของการเปลี่ยนจาก “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย… ไม่รอด” ไปสู่ “มีรายได้ จ่ายหนี้ครบ จบวงจรหนี้… ไปต่อได้อย่างยั่งยืน”

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thailand_econ

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หลาย “ไม่” ของปัญหาหนี้ครัวเรือนไทย ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย… ไม่รอด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...