วีระยุทธ ล้างทุนเทา ยกระดับเศรษฐกิจ พรรคประชาชน คิดเปลี่ยนแปลงใหญ่ ไม่ต้องเกรงใจใคร
คอลัมน์ : สัมภาษณ์
เขาเป็น 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรคประชาชน
เขาให้เวลาตัวเอง 10 ปีในการเล่นการเมือง หวังเปลี่ยนแปลงประเทศ
ทิ้งชีวิตการเป็นนักวิชาการที่ญี่ปุ่น กลับมาปักหลักในไทย กรุยทางเข้าสภา
“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนากับ “วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรคประชาชน เขาส่งสัญญาณถึงโหวตเตอร์ว่า แม้จะไม่ชอบพรรคส้ม แต่ถึงเวลาแล้วที่จำเป็นต้องเลือกพรรคประชาชน
วีระยุทธ์ เป็นใคร ทำไมถึงเล่นการเมือง
ตอนเด็กๆ โตที่จ.ชลบุรี คล้ายกับครอบครัวส่วนใหญ่ที่พ่อแม่เข้ามาหางานทำที่ กทม. ขึ้นรถเมล์สาย 2 จากสำโรง มาปากคลองตลาด ยังเห็นรถเมล์แดงเหมือนที่เคยนั่งเมื่อ 30-40 ปีก่อน จนได้เรียนวิศวกรรมศาสตร์ จึงเป็นวิศวกร แต่พอมีโอกาสทำงานอยู่ในโรงงาน ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ บางเดือนมีออเดอร์เยอะมาก ผลิตไม่ทัน ต้องเพิ่มโอที แต่บางเดือนถูกสั่งให้หยุดผลิตเพราะไม่มีดีมานด์
ตอนนั้นเราเป็นเด็ก รู้สึกว่าโลกถูกกำหนดโดยสิ่งที่อยู่ข้างนอกนิคมอุตสาหกรรม จึงหันมาเรียนเศรษฐศาสตร์ ตอนเรียนปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ เหมือนคนทั่วไปที่อยากเปลี่ยนสายไปทำงานสายการเงิน แต่พอเรียนวิชาหนึ่งเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศ จึงรู้ประวัติศาสตร์ที่ไทยไล่กวดอุตสาหกรรมมาพร้อมกับเกาหลีใต้ แต่ ผ่านมา 30-40 ปี ประเทศเกาหลีใต้กลายเป็นประเทศรายได้สูง ขณะที่ไทยยังติดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง กำลังพัฒนา
ประเทศกำลังพัฒนาติดอยู่ในใจผมตั้งแต่ตอนนั้น จึงเป็นแรงผลักดันที่ออกไปเรียน ไปหาความรู้ว่าทำไมบางประเทศพัฒนาสำเร็จ บางประเทศพัฒนาไม่สำเร็จ หลังจากนั้น พอจบปริญญาเอกที่อังกฤษ จึงไปทำงานที่ญี่ปุ่น ใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่น 11-12 ปี สอนหนังสือเกี่ยวกับการพัฒนา นโยบายสาธารณะ วิชาที่สอนเป็นวิชาที่ผมสนใจอยู่แล้วว่า ประเทศญี่ปุ่นพัฒนามายังไง เอเชียตะวันออกเทียบกับแอฟริกา ละตินอเมริกา ทำไมไม่เหมือนกัน เป็นแรงผลักดันทำนโยบายด้วย
พอปี 2561 คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ คุณชัยธวัช ตุลาธน อาจารย์ปิยะบุตร แสงกนกกุล ได้คุยกันว่าจะทำพรรคการเมือง ในการเลือกตั้งปี 2562 คุณธนาธรก็มาชวนว่าสนใจไปทำพรรคการเมืองด้วยกันไหม แต่ตอนนั้นผมก็ชัดเจนเพราะผมยังมีความรับผิดชอบ มีโครงการวิจัยทางวิชาการอยู่ที่ญี่ปุ่น จึงช่วยงานด้านนโยบายอยู่เบื้องหลัง เพราะส่วนตัวผมอยากให้มีพรรคการเมืองที่ทำเรื่อง social democracy อยู่แล้ว ไม่ใช่แค่ประชาธิปไตย แต่เป็นประชาธิปไตยที่เห็นความจำเป็นว่าจะต้องแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ แก้เรื่องทุนผูกขาด เพราะเป็นรากฐานของปัญหา
ตัวตนของคนชื่อวีระยุทธ เป็นอย่างไร
ผมเป็นคนที่มีชีวิตไต่เต้าเหมือนคนทั่วไป เคยลำบากตอนเด็ก ครอบครัวที่เคยย้ายถิ่นฐานการทำงาน ใช้บริการสาธารณะ มีความตั้งใจดี อยากพัฒนาตัวเอง อยากยกระดับ เลื่อนสถานะทางสังคม แต่คิดว่าโชคดีกว่าคนอื่น ผมคิดว่ามีอีกหลายคนที่พยายามเท่าผม ออกแรงเหมือนผม อาจจะเก่งกว่าผม แต่ไม่โชคดีเช่นนี้ ที่มีโอกาสไปใช้ชีวิตอยู่อังกฤษ ที่ญี่ปุ่น
ผมอยู่ที่ญี่ปุ่นทุกวัน คิดว่าทำไมประเทศไทยจะเป็นอย่างนี้ไม่ได้เหรอ เวลาประเทศไทยมองฝรั่งอาจจะแตกต่าง ไกลตัว แต่ญี่ปุ่นคนอาจจะรู้สึกเกี่ยวข้องเพราะมีความเป็นเอเชีย แต่ก็สามารถยกระดับมีมาตรฐานได้ อย่างไปร้านก๋วยเตี๋ยวขึ้นกับว่าวันนั้นเฮียอารมณ์ดีหรือเปล่า ลวกก๋วยเตี๋ยวอร่อยหรือเปล่า แต่ญี่ปุ่นจะตั้งเวลาไว้เลย หรือ คนญี่ปุ่นอยู่ในไทย ต้องเข็นรถเข็นลูกยกขึ้นยกลง แต่ที่ญี่ปุ่นพื้นถนนราบเรียบ หรือ ตอนที่มีความสุขที่สุดที่ญี่ปุ่นคือปั่นจักรยานไปรับไปส่งลูก ผมคิดว่ารูปแบบชีวิตแบบนี้เป็นสิ่งที่เราอยากเป็นไม่ใช่หรือ
ชีวิตดีอยู่แล้วที่ญี่ปุ่น ทำไมตัดสินใจกลับมาเมืองไทยเพื่อเข้าสู่เส้นทางการเมือง
จุดตัดสินใจครั้งสำคัญคือเดือนสิงหาคม 2567 คือการยุบพรรคก้าวไกล ตอนนั้นกรรมการบริหารพรรคก้าวไกลทั้งชุดใหม่ ชุดเก่ามาคุยกัน คุยกับผมว่าจะทำยังไงดี อยากมีส่วนร่วม มีบทบาท มากขึ้นหรือเปล่า เป็นจุดที่ต้องตัดสินใจว่าจะมาทำงานเต็มตัวหรือเปล่า ผมก็ขอเวลาคิด 2-3 เดือน เพราะต้องเคลียร์งานที่ญี่ปุ่น แต่เราก็อยากชัดเจนกับตัวเองเหมือนกัน และอายุ 40-50 กว่า เรายังพอมีแรง มีประสบการณ์ ฝันอยากเปลี่ยนประเทศ จึงให้เวลาตัวเอง 10 ปีจากนี้ มาเสนอนโยบายให้ประชาชนตัดสิน จะเปลี่ยนแปลงประเทศได้ไหม
เป็นความท้าทายส่วนตัว เป็นแรงผลักดันพลังของพรรคสีส้ม น่าจะถึงจุดที่คนให้การยอมรับมากขึ้น
แต่บทเรียนจากคุณธนาธร คุณพิธา ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง การมาอยู่พรรคประชาชน ก็ไม่การันตีว่าจะได้ทำตามที่ฝัน
ผมรู้สึกว่าเป็นความสูญเสียของประเทศ มากกว่าความสูญเสียของพรรค หลังจากตัดสิทธิพรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล วันนี้ดูคนที่เหลืออยู่ในสภา เวลาพูดถึงชนชั้นนำ หรือ ฝั่งอนุรักษนิยม ก็ชวนตั้งคำถามเหมือนกันว่าเขาฝันถึงสังคมไทยแบบไหน การที่ขับไล่คนที่มีความตั้งใจ มันเหลืออะไร เทามากขึ้น หรือ ขาวมากขึ้นกันแน่
ในขณะที่คนที่มีปัญหา ชนักติดหลัง พัวพันหลายกรณี เขารู้สึกว่าเขาเคลียร์ได้แล้วก็กลับมาเป้นรัฐมนตรีได้ทันที ตกลงคนที่มีอำนาจไฝ่ฝันสังคมแบบนี้จริงๆ เหรอ ผมคิดว่าเป็นผลร้ายกับประเทศ มากกว่าเสียกับพรรค
ทุกครั้งที่มีการยุบพรรคอนาคตใหม่ ยุบพรรคก้าวไกล มีชื่อ วีระยุทธ เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ แต่ก็ไม่ใช่ วันนี้ทำไมมาอยู่เบื้องหน้าเป็นแคนดิเดตนายกฯ เป็นตัวละครลับของพรรคหรือเปล่า
อยู่มาตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ ถ้าใครที่เป็นผู้ติดตามผลงานพรรคมาตั้งแต่แรกก็จะรู้จักผม เพราะตอนที่พูดถึงไทยเท่าเทียมกัน เท่าทันโลก ผมก้มีส่วนร่วมออกแบบนโยบายนั้น ข้อดีคือเราอยู่มานานก็เป็นสะพานเชื่อมระหว่างเด็กที่ทำงานตั้งแต่รุ่นแรก ทีมงานเบื้องหลังพรรค กับ สส.เจเนอเรชั่นใหม่ที่เข้ามา ผมก็เป็นสะพานเชื่อมที่จะทำยังไงให้ทั้ง 2 กลุ่มเดินไปทิศทางเดียวกันได้ มุ่งสู่การทำงานร่วมกัน
พร้อมเป็นนายกฯ ไหม
ไม่อยากให้คิดการเมืองล้วนๆ ว่าจะเกิดอุบัติเหตุ 1 2 3 4 เรายืนยันหลักการ ผมและพรรคเชื่อมั่นว่าคุณเท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จะเป็นนายกฯ ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศ ผมไม่ได้พูดว่าคุณเท้งจะเป็นนายกฯ ที่ดีที่สุด แต่เป็นนายกฯ ที่เหมาะสม เพราะเราต้องการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
ในยุคโลกร้อน โลกรวน คุณต้องการคนคิดเป็นระบบ และต้องการคนที่สนใจและเข้าใจการทำงานระบบดิจิทัล ซึ่งคุณเท้งมีแน่นอน ที่จะใช้ดิจิทัลมาช่วยระบบรัฐราชการให้ตอบสนองประชาชนดีขึ้นยังไง เอาดิจิทัลมาช่วย SMEs ทำให้ระบบบัญชี ระบบการขายดีขึ้น
และต้องมีความกล้าหาญ เรามีคนเก่งเยอะ แต่ถ้าไม่มีความกล้า เวลาทำอะไรแล้วเจอตอก็ไม่ได้แก้ ซึ่งผมเชื่อว่าคุณเท้งมีครบ เหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศในเวลานี้
แคนดิเดตนายกฯ อีก 2 คน ต่างกับคุณเท้งอย่างไร
ตอนที่คัดเลือกแคนดิเดตนายกฯ แล้วคุณเท้งกลับมาพร้อมเสนอ 3 กรอบใหญ่ที่เราต้องทำคือ ไทยไม่เท่า ไทยเท่ากัน ไทยทันโลก ทั้ง 3 องค์ประกอบเหมาะกับการทำงานของแคนดิเดตทั้ง 3 คน คุณเท้งเรียกว่า เท้งเอาตายแน่ รับผิดชอบไทยไม่เทา ลงไปจัดการสแกมเมอร์ถึงต้นตอ ใช้ระบบเข้ามาจัดระบบใหม่ ให้ไทยเป็นศูนย์กลางในการแก้ปัญหาสแกมเมอร์ให้โลกยอมรับ
คุณศิริกัญญา ตันสกุล รู้กันดีว่ากินหนังสืองบประมาณเป็นอาหาร รู้ตัวเลขหมด ขณะเดียวกันคุณไหมก็สนใจการปฏิรูปรัฐ ก็จะมารับผิดชอบเรื่องการปฏิรูปรัฐทำให้บริการสาธารณะดีขึ้น เรียกว่าไทยเท่ากัน
ตัวผมมีประสบการณ์ต่างประเทศ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศต่างๆ สนใจปัญหาเศรษฐกิจการค้าโลก ก็จะมาทำอย่างไรให้ไทยทันโลก มีบรรทัดฐานสากลเข้ามาด้วย ดังนั้น องค์ประกอบ 3 ส่วน เป็นทีมแต่มีจุดชำนาญเฉพาะอย่างค่อนข้างกลมกล่อมลงตัว สำคัญที่สุดเหมาะกับปัญหาของประเทศในเวลานี้
1 คน เป็นนายกฯ อีกสองคนการันตีเป็นรัฐมนตรีแน่นอน
ก็อยู่ในทีมบริหารแน่นอน
ถ้าพรรคประชาชนเป็นรัฐบาลจะดีไซน์การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ กับ ต่างประเทศอย่างไร
เรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องใหญ่และต้องทำหลายขาไปพร้อมกันทั้ง 4 ล้อ ล้อแรกที่สำคัญที่สุด ต้องยกระดับทักษะคนไทยครั้งใหญ่จริงๆ สังคมไทยพูดเรื่อง re-skill มาเยอะ เราเชื่อว่าเราจริงจังมาก และเราลงไปดูในรายละเอียดว่าที่ผ่านมาไม่ค่อยเวิร์คเพราะอะไร
เพราะล้อที่ 1 ให้รัฐนำมาเกินไป รัฐไม่ได้มีกำลังคนหรือทักษะพอ เช่น อีวี จะให้รัฐไทยไปเทรนช่างฝีมือที่เก่งในยานยนต์สันดาปไปอีวีไม่ได้ คุณต้องเอาเอกชนเข้ามาช่วย ทำยังไงให้มีเป็นพาร์ทเนอร์ ต้องเป็นพันธมิตรร่วมกับต่างชาติด้วยซ้ำ
ดังนั้น วิธีคิดเรื่องยกระดับทักษะของเรา เปลี่ยนเอาดีมานด์นำ ใครอยากเรียนเรื่องไหน รัฐช่วยส่งเสริม รัฐไปสนับสนุนให้มีแพลตฟอร์มกลางในการเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการเทรนนิ่งด้านต่างๆ
ล้อที่ 2 ด้านเกษตร พูดเรื่องเกษตร ที่ผ่านมาเราไปเน้นฝั่งเกษตรกรว่าจะช่วยเหลือเกษตรกรอย่างไร แต่ลืมทำอีกขาหนึ่ง จะทำยังไงให้ดีมานด์หรือความต้องการของคน มีความรุ่มรวยมันมีความหลากหลาย
ผมเดินเข้าไปร้านสตอเบอรี่ในญี่ปุ่น เขาจะถามว่าเอาแบบไหนเอาพันธุ์อะไร แล้วก็มชาร์ทขึ้นมาให้ดูเลยว่าสตอเบอรี่จากเมืองชิสึโอกะเป็นแบบนี้นะหวานประมาณ ชอบไหม แต่ถ้าเป็นสตอเบอรี่อีกเมืองหนึ่งรสชาติอีกแบบนึง ทำให้เมื่อเราไปเที่ยวเมืองอื่น เราก็อยากกินสตรอเบอร์รี่พันธุ์อื่น
จึงอยากปรับวิธีคิดด้านการเกษตรใหม่ วิธีทำนโยบายที่เอาทำยังไงให้คนไทยจะเข้าใจความหลากหลายของสายพันธุ์ ต่างๆ ซึ่งจะทำให้เกษตรกร อยากรักษาคุณภาพของพันธุ์นั้น มีความหลากหลายไปพร้อมกัน ให้ดีมานด์กดดันผู้ผลิต แทนที่จะไปคิดช่วยฝั่งผู้ผลิตโดยไม่ทำให้ดีมานด์หลากหลาย
ล้อที่ 3 อุตสาหกรรม เป็นโจทย์ใหญ่ที่จีดีพีเราไม่ค่อยโต นอกจากจะถูกสินค้านำเข้าเข้ามาแทนที่แล้ว การผลิตก็ไม่ได้ยกระดับยังเป็นเครื่องยนต์เก่าอยู่ ดังนั้นฝั่งในอุตสาหกรรม สิ่งที่อยากทำนอกจากฝั่งเซมิคอนดักเตอร์ อุตสา กรรมไฮเทค อยากให้คนไทยเห็นภาพและจับต้องได้ คือเราอยากทำสังคมสูงวัย ที่มีความสุขและมีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง
เช่น ถ้าเราซื้อไดร์เป่าผมธรรมดา ราคา 600 บาท แต่ถ้าคุณซื้อไดร์เป่าผมที่มันเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับหนังศีรษะ ช่วยลดผมขาดร่วง ก็ขายได้ 6,000 บาท เพิ่ม 10 เท่า
หรือเตียงนอน ถ้าเป็นเตียงนอนทั่วไปอาจจะขายได้ 5,000 บาท แต่ถ้าเป็นเตียงนอนที่มีระบบเซ็นเซอร์ดูผู้ป่วยติดเตียงได้ วัดความดันได้ สามารถขายได้ 50,000 บาท เป็นสิ่งที่อุตสาหกรรมไทยสามารถยกระดับไปได้
ผมเดินทางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เยอะ บอกเลยว่าถ้าจะต้องเลือกแหล่งพักพิงหรือที่ที่มาใช้บริการเกี่ยวกับสุขภาพยังไงคนก็เลือกประเทศไทย เราพูดเรื่อง wellness center เยอะ แต่ยังลึกไม่พอ มันต้องลงลึกถึงการผลิต ไม่อยากให้ไทยจบแค่ wellness ถ้าทำ wellness center เราจะต้องมีเครื่องวัดความดัน เข็มฉีดยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ เตียงที่มีระบบเซ็นเซอร์ ที่ผลิตในประเทศไทย ลองคิดดูว่าจะสร้างซัพพลายเชนได้ยาวไกลแค่ไหน มันหมายถึงการจ้างงาน คนที่ไปทำงานต่างประเทศก็อาจจะมีโอกาสกลับมาทำงานที่ไทยด้วย
ล้อที่ 4 คือ ความสัมพันธ์กับต่างประเทศก็ต้องเปลี่ยนวิธีคิด ได้คุยกับสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น คีย์เวิร์ดสำคัญที่เขาพูดคือคำว่า ความโปร่งใส สื่อนัยยะว่าประเทศที่ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องความโปร่งใส ไม่มีใครอยากมาลงทุนเพิ่มหรอก แม้เขาอาจจะมีซัพพลายเชนเก่าอยู่ แต่โครงการใหม่ๆ เขาจะไปที่อื่นกันหมด ดังนั้น เวลาขวนคนต่างชาติมาคุยมันหนีเรื่องนี้ไม่พ้น
เรื่องทุนเทา คอรัปชั่น ไม่ได้มีผลแค่เศรษฐกิจในประเทศ แต่ต่างประเทศเขาก็รู้ว่าเวลาลงทุนใหม่ๆ ต้องเสียค่าหัวคิว 30% ใครจะอยากลงทุน ดังนั้น ต้องเริ่มจากการแก้ปัญหาขยะใต้พรหมในบ้าน
ไต้หวัน มาเลเซีย มีอุตสาหกรรมชิป จีนมีรถอีวี สหรัฐอเมริกามีสารพัดแพลตฟอร์ม อยากให้ไทยมีอุตสาหกรรมอะไร
ผมอยากสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่คนนึกถึงสังคมสูงวัยและสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสังคมสูงวัย ต้องนึกถึงประเทศไทย
ครีม สิ่งที่เกี่ยวกับความงาม คนไทยใช้เยอะมาก ยอดขายให้โตขึ้นทุกปี คนแต่ละวัยเดี๋ยวนี้ใช้ครีมไม่เหมือนกัน เราสามารถลงทุนเฉพาะทางได้เลย อุตสาหกรรมไฮเทคให้เป็นคลัสเตอร์เราทำ แต่สิ่งที่อยากให้คนส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่ามันไปต่อได้ จริงๆมันคือการเปลี่ยนสังคมสูงวัยให้เป็นเศรษฐกิจใหม่ตรงนี้
อุตสาหกรรมนี้ยังไม่มีคู่แข่ง
มีคู่แข่งแต่ยังไม่เป็นระบบ เรามีพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว ผมเดินทางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เยอะ บอกเลยว่าถ้าจะต้องเลือกแหล่งพักพิงหรือที่ที่มาใช้บริการเกี่ยวกับสุขภาพยังไงคนก็เลือกประเทศไทย เราพูดเรื่อง wellness center เยอะ แต่ยังลึกไม่พอ มันต้องลงลึกถึงการผลิต ไม่อยากให้ไทยจบแค่ wellness แล้วเอาเทคโนโลยีจากต่างประเทศเข้ามา ไม่อย่างนั้นก็กลายเป็นรับจ้างประกอบ เราไม่อยากให้จบแค่นั้น
แต่ถ้า ทำ wellness center เรามีเครื่องวัดความดัน เข็มฉีดยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ เตียงที่มีระบบเซ็นเซอร์ ที่ผลิตในประเทศไทย ลองคิดดูว่าจะสร้างซัพพลายเชนได้ยาวไกลแค่ไหน มันหมายถึงการจ้างงาน คนที่ไปทำงานต่างประเทศก็อาจจะมีโอกาสกลับมาทำงานที่ไทยด้วย
เมกกะโปรเจกต์สีส้ม 6.3 แสนล้าน ใน 8 ปี จะเปลี่ยนประเทศได้แค่ไหน
เมกกะโปรเจกต์สีส้ม เราพูดถึงขนส่งสาธารณะ เราพูดถึงน้ำประปา เราพูดถึงน้ำเสีย เราพูดถึงการจัดการขยะนะครับ แล้วก็ไปถึง สมาร์ทกริด ที่อยากให้คนซื้อขายไฟเสรีนะครับ เป็นเหมือนธนู 3 ดอก
ดอกแรก ตอบโจทย์ให้คุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ต่างๆ เช่น ทุกวันนี้เวลาคุณจะคุณอยู่ต่างจังหวัด กว่าคุณจะไปถึงโรงพยาบาลในเมืองได้ลำบากมากเหลือเกิน
ดอกที่ 2 กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างการท่องเที่ยวด้วย เวลาเราไปเที่ยวญี่ปุ่น เราสามารถวางแผนรายวันได้ เพราะมีระบบขนส่งสาธารณะที่ดีพอ จะเดินทางจากจุด ก ไปจุด ข ไปจุด ค ด้วยระบบใหน เวลาเท่าไหร่
แต่ของไทยเรามีเมือง unseen เมืองน่าท่องเที่ยวเต็มหมด แต่อยู่กันไกลกันเหลือเกิน ไม่สามารถวางแผนเที่ยว ไม่รู้จะไปใช้บริการยังไง บริการที่มีก็แพงเหลือเกินเ เพราะเก็งกำไรกัน เนื่องจากไม่มีบริการพื้นฐาน
การลงทุนใหม่กับเมกกะโปรเจกต์สีส้ม จะช่วยทำให้เศรษฐกิจในชุมชน การท่องเที่ยวมันไปถึงพื้นที่ต่างๆได้มากขึ้น
และธนูดอกที่ 3 ทำให้เรามีเทคโนโลยีเป็นของตัวเองด้วย ผมชอบเปรียบเทียบว่าเราจะเป็นเสือตัวที่ 5 ไม่ได้ถ้าเรายังไม่มีขาของเราเอง เพราะเราพึ่งแต่ขาคนอื่นถึงวันนึงคุณก็ล้ม
สิ่งที่ผมอยากทำเปลี่ยนให้เสือตัวที่ 5 วิ่งด้วยขาของตัวเอง ซึ่งก็หมายถึงการมีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง สามารถทำระบบรางที่ดีขึ้นได้คุณทำ wellness center ทำขนส่งสาธารณะ ทำสมาร์ทกริดที่มีระบบโซล่าเซลล์ ระบบเซ็นเซอร์ ระบบสมาร์ทมิเตอร์ของน้ำ โรงจัดการขยะเป็นของเรา มีเทคโนโลยีเป็นของเราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
แม้ไม่ได้ในครั้งเดียว แต่สามารถวางแผนได้ว่า 3 ปีแรกควรจะได้เทคโนโลยีในอีก 5 ปี หวังอะไร พอได้สเกลแล้ว 10 ปี เราจะได้อะไร ผมฝันอย่างนี้ไม่ใช่แค่เป็นผู้ให้บริการอย่างเดียว แต่เรามีทั้งสินค้าและซัพพลายเชนที่พร้อมยกระดับไปด้วยกัน
ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล มีนโยบายการเมืองเรือธง ปฏิรูปกองทัพ แก้มาตรา 112 ครั้งนี้จะมีนโยบายแหลมคมอีกไหม
รอบนี้นโยบายต่างประเทศ นโยบายการเมือง นโยบายปราบคอรัปชั่นของเรา จะรวมอยู่ในเรื่องเดียวคือการเป็นศูนย์กลางต่อต้านสแกมเมอร์ เราเชื่อว่าเรื่องนี้คาบเกี่ยวทุกมิติ ตั้งแต่การค้ามนุษย์ คอรัปชั่น การฟอกเงิน ปัญหาชายแดน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
มันมี 2 ชอยส์เท่านั้น ถ้าเราไม่เป็นศูนย์กลางสแกมเมอร์เสียเอง เราก็ต้องเป็นศูนย์กลางในการต่อต้านมัน เดิมเราเคยเป็นทางผ่าน แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ระบบศูนย์กลางการเงินเริ่มไหลผ่านเรามากขึ้น เริ่มไปพัวพันกับธนาคารรัฐ ระบบสหกรณ์ด้วยซ้ำ
ดังนั้น เมื่อการเงินที่เปรียบเหมือนเส้นเลือดทางเศรษฐกิจ พอการเงินเริ่มมีเงินเทาเข้ามา เลือดที่สูบฉีดจะกลายเป็นเลือดเสียมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น การตอบโจทย์ทั้งหลาย รวมอยู่ที่ศูนย์กลางการต่อต้านสแกมเมอร์ให้โลกเห็น เราเป็นศูนย์กลางการรวบรวมข้อมูลกับต่างประเทศ แล้วเราจะได้รับการยกระดับในเวทีโลก ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวไปพร้อมกัน
จะมีนโยบายแก้มาตรา 112 อีกครั้งไหม
ตอบเหมือนที่พริษฐ์ (วชรสินธุ โฆษกพรรค) หรือพรรคตอบว่าทำตามกรอบรัฐธรรมนูญ ถ้ามีปัญหาก็แก้ปัญหาแต่ทำตามกรอบที่ศาลรัฐธรรมนูญวางไว้ เดี๋ยวคงมีอธิบายเพิ่มเติมว่ากรอบที่เราสามารถทำตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะทำได้ประมาณไหน
มีอะไรเป็นจุดเด่นที่จะขาย
รอบที่แล้วเราเห็นแรงสนับสนุนที่ชัดเจนของสังคม คนที่รักเรา เชียร์เรา ร่วมเป็นหัวคะแนนธรรมชาติ เราอยากให้เดินทางร่วมกับเราต่อในการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่คนที่อาจไม่เห็นด้วยกับเราหลายๆ อย่าง ที่บอกว่า จริงๆ ชอบพรรคสีส้มนะ แต่… ก็เลยไม่ได้เลือก ดังนั้น เลือกตั้งครั้งนี้ อาจไม่ชอบพรรคสีส้มนะ แต่จำเป็นต้องเลือก
ผมคิดว่าความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนประเทศครั้งใหญ่มีอยู่จริง ผมประกาศแล้วว่าปี 2569 จะไม่มีรัฐ เศรษฐกิจ และการเมืองสีเทา เพราะถ้าไม่ขาวขึ้นก็จะดำไปเลย สีเทาเป็นสภาวะชั่วคราว มันไม่เทาไปตลอดหรอกครับ เดี๋ยวจะดำขึ้นของมันเอง ถ้าเราไม่เชื่อในการกล้าเปลี่ยนแปลง ก็จะมีแนวโน้มดำขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้น เราอยากให้เลือกพรรคประชาชน เพราะเป็นความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เวลาเราทำนโยบายเอา สส.เขต คนในพื้นที่ ทีมเครือข่ายมาตั้งคำถาม 3 ชั้น เช่น บอกว่าสินค้าเกษตรตกต่ำเพราะอะไร และตั้งคำถามต่อไปเรื่อยๆ สุดท้ายรากของปัญหาวนกลับมาที่ปัญหาคอร์รัปชั่น ถ้าไม่แก้จุดนี้ก็ยากจะไปต่อ
มีข้อดีอย่างหนึ่ง การเมืองไทย 20-30 ปี เราเห็นแต่คนหน้าเดิมๆ แต่พรรคประชาชน ยังไม่เคยอยู่ในอำนาจ กลับเป็นข้อดีทำให้เราไม่ต้องมีเครือข่ายจะต้องเกรงใจใคร คนเคยอยู่อำนาจมาแล้วเวลามีปัญหา หรือจะแก้ปัญหาอะไรมีแต่คนยกสายล็อบบี้ ดังนั้น การไม่ได้อยู่อำนาจกลายเป็นข้อดีในสถานการณ์ปัจจุบัน
แต่ไม่ใช่เราเริ่มต้นจากศูนย์ เราทำงานการเมืองมาแล้ว 6-7 ปี เราอยู่ในระบบงบประมาณ เราคิดว่าจริงจังมากกับการเข้าใจรัฐไทยแต่ละกระทรวง ใช้งบฯ คุ้มค่า ไม่คุ้มค่า เราอยากทำโครงการพันล้านที่ควรจะเป็นพันล้าน หมื่นล้านที่ควรจะเป็นหมื่นล้าน ไม่ใช่ถูกหักหัวคิวแบบนี้ ดังนั้น นอกจากที่ให้คนเลือกเราเพราะความรักแล้ว เราอยากให้คนเลือกเราเพราะความจำเป็น
6-7 ปี เรามีพันธมิตรข้าราชการและองค์ความรู้ และคิดว่าพร้อมทั้งทำความเข้าใจราชการ แต่ก็พร้อมจะเปลี่ยนแปลงด้วย
หลังการเลือกตั้ง ถ้าพรรคประชาชนจะต้องจับมือกับพันธมิตรในการตั้งรัฐบาลผสม พันธมิตรการเมือง แดง น้ำ เงิน เขียว จะสะดวกจับมืกับใคร
การเมืองไทยเปลี่ยนทุกสัปดาห์ ต้องบอกว่าสถานการณ์การเมือง หรือ ทิศทางของพรรคต่างๆ เราไม่รู้จริงๆ แต่สิ่งที่เราควบคุมได้คือตัวเรา ดังนั้น ถ้าวาระเราชัด และได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ตรงนี้จะเป็นตัวนำว่าพรรคอื่นเอาอย่างไร เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาแล้ว เราก็เอาตรงนี้นำ
ถ้าจำเป็นต้องร่วมรัฐบาลกับพรรคอื่น คุณยอมทำตามเรา 10 ข้อ ถ้าไม่การันตีเรื่องสู้กับสีเทา ก็คงร่วมกับเราไม่ได้ แต่แน่นอนขึ้นอยู่กับเสียงของประชาชน สีเทา เราไม่จับแน่นอน แต่พรรคอื่นไม่พูดเรื่องนโยบายเหมือนเรา
ตอนเซ็น MOA กับพรรคภูมิใจไทย มีเสียงวิจารณ์จากแฟนคลับจะกู้ศรัทธาอย่างไร
เราพร้อมรับดอกไม้และก้อนอิฐ พรรคการเมืองพรรคหนึ่งจะเติบโตขึ้นได้ก็ต้องผ่านการตัดสินใจที่ยากๆ พรรคเรา บุคลากร และความเป็นพรรค พอผ่านการตัดสินใจยากๆ มากขึ้นเรื่อยๆ คิดว่าพรรคเติบโตขึ้นทั้งวิธีคิด และวิธีตัดสินใจ เข้าใจการเมืองไทยมากขึ้น โดยยังยืนยันหลักการเดิม เราไม่ได้ตัดสินใจกันในห้องไม่กี่คน แต่มีการพูดคุยกันในพรรค 2 วันเต็ม เข้มข้นมาก เถียงกันหน้าดำหน้าแดงcรวมถึงถามสมาชิกพรรคทั่วประเทศ พอตัดสินใจแล้วทุกคนก็เดินไปทางเดียวกัน ในความยากลำบากก็สะท้อนการเติบโตของพรรคประชาชน
ผลลัพธ์นาทีนี้ กับที่จินตนาการไว้ก่อนการเซ็น MOA เหมือนหรือต่างกันอย่างไร
แน่นอนเราไม่รู้อนาคต แต่สิ่งที่เรายึดเป็นฐานคือ เรื่องรัฐธรรมนูญ เราคิดว่าต้องแก้ ต่อให้พูดนโยบายดีแค่ไหน แต่สุดท้ายเวลาคุยกับนักลงทุนต่างชาติก็พูดถึงเรื่องการเมืองที่ไม่มั่นคง ย้อนกลับไปก็คือกลไกรัฐธรรมนูญ บทบาทอำนาจองค์กรอิสระ ถ้าไม่แก้รัฐธรรมนูญ ก็แก้ตรงนี้ไม่ได้ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญจึงอยู่ใน MOA
ส่วนเงื่อนไขการยุบสภา เรารู้ว่าไปต่อไม่ได้ เราต้องการให้ประชาชนตัดสินใจใหม่ใน 31 มกราคม 2569 เป็นการตัดสินใจ ฟังทุกฝ่ายรอบด้านแล้ว
นาทีนี้ยังถือว่าพรรคภูมิใจไทยยังปฏิบัติตามหรือไม่
เรื่องรัฐธรรมนูญมีการนัดประชุมสมัยวิสามัญ 10-11 ธันวาคมแล้ว ยังอยู่ตามไทม์ไลน์ ส่วนเรื่องยุบสภา ก็ยังคิดว่าเป็นไปตามกรอบเดิมอยู่
ข้อกล้าวหาที่ทำให้อนุรักษนิยมเบ่งบาน
ทุกคำถามผ่านการพูดคุยถกเถียง การเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือ แม้แต่การไม่เลือกเองมันมีต้นทุน กับผลได้ตามมาอยู่แล้ว ยังไงก็ต้องมีต้นทุนเกิด แต่ผลได้มันได้มากกว่ากันหรือเปล่า คือการได้แก้รัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง
ความพร้อมเลือกตั้งในตอนนี้
ทำ 4 ขา ไปพร้อมกัน ขาหนึ่งคือการเตรียมรับสมัคร สส.เขต ซึ่งก้าวหน้าไปเยอะแล้ว สส.บัญชีรายชื่อ มีการสัมภาษณ์ผู้สมัคร มีความคิดอย่างไร ให้เขานำเสนอ คนที่มาสมัครเราให้อภิปราย 7 นาทีเหมือนในสภา ว่า จะผลักดันวาระคุณอย่างไร มีท่าทีการนำเสนอ เข้าใจประเด็นแค่ไหน
ด้านนโยบายก็ทำงานกันหนัก เพราะนโยบายแก้เศรษฐกิจประเทศต้องทำรอบด้าน อีกทีมหนึ่งคือ เตรียมหาทีมบริหาร เราเริ่มพูดคุยแต่ละคน การหาทีมบริหาร ไม่ใช่แค่ว่าเห็นคนโปรไฟล์ดีแล้วเชิญเขามาอย่างเดียว..ไม่ใช่ เราต้องรู้จักกันและกันและรู้วิธีทำงานด้วย แต่แน่นอนถ้าเสียงระฆังเลือกตั้งดังก็ต้องพร้อม
คนนอกที่จะมาร่วมทำงานกับพรรคประชาชนถ้าเป็นรัฐบาลจะมีหน้าตาแบบไหน
เราพยายามผสมผสาน เพราะเรามีคนในของเราที่เชี่ยวชาญหรือติดตามในแต่ละประเด็น ส่วนคนนอกก็จะเข้ามาผสมผสาน โจทย์คือ เราดูประเด็นเป็นหลักว่าเรื่องนี้ต้องใช้องค์ความรู้ หรือความเข้าใจเรื่องอะไรบ้างในการแก้ ถ้าทรัพยากรของเราพร้อมก็เป็นคนใน ถ้าไม่พร้อมก็ใช้คนนอกร่วมกัน
เปรียบพรรคประชาชนเป็นอะไร
พรรคประชาชนถ้าเปรียบเป็นทีมฟุตบอล เหมือนกับเรามีอาเดมี มีโรงเรียนฝึกสอนของเราเอง มีคนหน้าใหม่เข้ามาทำงานการเมือง ไม่ได้อยู่ในบ้านใหญ่มาก่อน แต่อยากเปลี่ยนแปลงประเทศ แต่ก็เติบโตเรื่อยๆ ลงแข่งในสนามที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และมีคนนอกเข้ามาผสมผสานเพื่อให้ทีมเข้มแข็งมากขึ้น ผมคิดว่าเราไต่ระดับจากที่เคยแข่ง เป็นม้านอกสายตา อยู่นอกลีก
แต่ครั้งต่อไปเป็นเวทีใหญ่ อาจจะเปรียบเทียบว่าเข้าชิงแชมเปียนลีกส์แล้วก็ได้ และเรามีทีมของเราที่มีนักเตะที่พัฒนาจากในสโมสร และมีผู้เชียวชาญจากข้างนอกเข้ามาช่วยด้วย เพราะรอบนี้เราต้องสู้กับโลก การค้าโลกปั่นป่วนจริงๆ ถ้าเราไม่ปรับพื้นที่ ไม่ปรับความเข้าใจใหม่ก็ไปต่อยาก ดังนั้น เป็นการลงสนามที่เรามีวุฒิภาวะมากขึ้น ผสมผสานมากขึ้น
มองอนาคตของทีมเป็นอย่างไร
ความต่างของเกมฟุตบอลกับการเลือกตั้งคือ ไม่ว่าเราพยายามแค่ไหน สุดท้ายประชาชนในสนามเป็นผู้ลงมติ ดังนั้น ต่อให้เราพยายามเล่น เรามีกองหน้าคนใหม่ กองกลางฝึกเก่งขึ้นกว่าเดิม แต่เกมนี้เป็นเกมที่ผู้ชมเข้ามาตัดสินใจว่าคุณจะให้ทีมนี้ชนะหรือเปล่า
เรื่องนี้พยายามทำหน้าที่ พยายามพิสูจน์ตัวเองให้ประชาชนเห็นว่าเราสู้ทุกเม็ด ไม่ยอมล้ม ล้มแล้วลุกขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ประชาชนในสนามเห็นความจำเป็นให้พรรคนี้ไปต่อจริงหรือเปล่า ขึ้นกับประชาชนตัดสินใจ
จะลุ้นแชมป์ที่หนึ่งอีกสมัยหรือเปล่า
ขึ้นกับประชาชนเลยครับ
หวังว่าจะได้ สส.กี่เสียง
ถ้าให้กระบวนการราบรื่น ต้องได้เสียงเกินครึ่งของสภา ถ้า อาจจะผลักดัน ถ้าเราคิดใหญ่ ฝันใหญ่ อยากเปลี่ยนครั้งใหญ่ ก็มีวาระเยอะ ดังนั้น ถ้าประชาชนไว้ใจเกินครึ่งก็จะผลักดันสิ่งต่างๆ เหล่านี้ได้เต็มที่ เต็มแรง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วีระยุทธ ล้างทุนเทา ยกระดับเศรษฐกิจ พรรคประชาชน คิดเปลี่ยนแปลงใหญ่ ไม่ต้องเกรงใจใคร
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net