‘เด็กซีด’ ภัยเงียบเด็กไทย! เสี่ยงเกินครึ่ง ‘โลหิตจาง’ ขาดธาตุเหล็ก กระทบพัฒนาการสมอง แต่ป้องกันได้
‘เด็กซีด’ กระทบพัฒนาการสมอง
ภาวะโลหิตจางขาดธาตุเหล็กในเด็ก
ความเสี่ยงเด็กไทยที่ป้องกันได้
‘เด็กซีด’ คือคำเรียกด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายของ ‘ภาวะขาดโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็ก’ หรือ IDA (Iron Deficiency Anemia) หนึ่งในภาวะทางสุขภาพซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ขอความร่วมมือจากรัฐบาลทั่วโลกให้ป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง
องค์การอนามัยโลกกำหนดว่า ตัวเลขของ ‘เด็กซีด’ ในแต่ละประเทศไม่ควรเกิน 20% ของประชากรวัยเด็กทั้งหมด ถ้าเกินตัวเลขนี้ไปจะบ่งชี้ได้ว่าประชากรกลุ่มนี้ในประเทศ ‘เริ่มมีปัญหา’
แต่ประเทศไทยพบว่า 1 ใน 3 ของประชากรเด็กปฐมวัย กำลังประสบภาวะนี้อยู่ ขณะที่สถิติจากการตรวจเชิงรุกล่าสุด พบสูงเกินครึ่ง
วันเด็กปีนี้ สำนักข่าวทูเดย์ ขอชวนทุกคนตระหนักถึงความกังวลนี้ ที่อย่างน้อยก็ยังมีโชคดี คือ ภาวะนี้สามารถป้องกันได้ หากมีการตรวจพบได้ล่วงหน้า
[อาการของ ‘เด็กซีด’ และผลที่ตามมา ‘น่าเป็นห่วง’ กว่าที่คิด]
กลุ่มอาการที่เป็นสัญญาณของภาวะโลหิตจางในเด็ก คือ ซึม เบื่ออาหาร ไม่อยากทำกิจกรรม เหนื่อยง่าย เพลีย รู้สึกอยากนอน หรือถ้าออกกำลังกายมากอาจหน้าซีดขาวจนถึงเขียว
ดร.พญ.สุธี สฤษฎิ์ศิริ ผู้อำนวยการกองสร้างเสริมสุขภาพ กรุงเทพมหานคร ให้ข้อมูลว่า ปัญหาโลหิตจางเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น กรรมพันธุ์ซึ่งทำให้เป็นโรคธาลัสซีเมีย การเสียเลือด ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ การมีประจำเดือน หรือมีเลือดออกในร่างกาย เช่น มีแผลในกระเพาะอาหาร ริดสีดวง ล้วนเป็นสาเหตุของโลหิตจางได้ทั้งสิ้น
แต่ถ้าพูดถึง ‘ภาวะซีด’ หรือภาวะโลหิตจางในเด็ก ณ ปัจจุบัน มักเกิดจากการขาดสารอาหาร โดยเฉพาะ ‘ธาตุเหล็ก’ ซึ่งร่างกายจำเป็นต้องใช้ในการสร้าง ‘ฮีโมโกลบิน’ สารประกอบสำคัญในเม็ดเลือดแดง
ขณะเดียวกัน เม็ดเลือดแดงมีหน้าที่ลำเลียงสารอาหารไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย เด็กที่มีภาวะโลหิตจางจึงอาจได้รับผลกระทบด้านการเจริญเติบโตแทบทุกด้าน รวมถึง ‘พัฒนาการทางสมอง’ เพราะมีเม็ดเลือดแดงน้อยหรือมีไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย
ภาวะโลหิตจาง หรือ เด็กซีด เปรียบได้กับ ‘ภัยเงียบ’ ที่ส่งผลต่อสุขภาวะของเด็กไทยซึ่งเป็นอนาคตของชาติ โดยข้อมูลจาก WHO เมื่อปี 2019 รายงานว่า เด็กอย่างน้อย 1 ใน 3 ในไทย มาเลเซีย และเวียดนาม มีภาวะโลหิตจาง ถ้าเพิกเฉยอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ทั้งในระดับภูมิภาคไปจนถึงระดับโลก
ที่ผ่านมา การตรวจคัดกรองภาวะซีดในเด็กมักใช้วิธี ‘เจาะเลือด’ ช่วงเดียวกับที่เด็กมารับวัคซีนที่จำเป็น แต่มีปัญหาตรงที่ผู้ปกครองจำนวนมากไม่ค่อยอยากให้เด็กเข้ารับการคัดกรอง เพราะกลัวเด็กเจ็บตัวซ้ำซ้อน
อีกอย่างคือการประเมินภาวะโภชนาการของเด็กไทยที่แบ่งเด็กออกเป็น 3 กลุ่ม คือ ผอม สมส่วน และอ้วน ไม่สามารถใช้ประเมินภาวะซีดหรือโลหิตจางในเด็กได้ เพราะผลจากการลงพื้นที่สำรวจพบว่าไม่ได้มีเพียงเด็กผอมที่มีภาวะซีด แต่เด็กในกลุ่มสมส่วนหรืออ้วนก็พบภาวะซีดเช่นกัน ดร.พญ.สุธี ย้ำว่า “เด็กทุกคนควรได้รับการคัดกรอง” เพราะภาวะซีดสามารถรักษาได้ สังคมไทยต้องตระหนักและส่งเสริมให้มีการตรวจคัดกรองในประชากรทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มเด็กแรกเกิด ไปจนถึงเด็กอายุ 5-6 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญต่อพัฒนาการในด้านต่างๆ
ปัจจุบันหน่วยงานรัฐบางส่วนได้รับการสนับสนุนเครื่องตรวจจากเอกชน ซึ่งเป็นเครื่องตรวจคัดกรองที่ใช้วิธี ‘หนีบนิ้ว’ แบบเดียวกับเครื่องตรวจวัดปริมาณออกซิเจนช่วงโควิด-19 ทำให้จำนวนเด็กได้รับการตรวจคัดกรองเพิ่มขึ้น
กรณีของกรุงเทพมหานคร มีการนำเครื่องตรวจแบบหนีบนิ้วไปใช้ที่คลินิกสุขภาพเด็กดี เจอภาวะซีดในเด็กเกินกว่า 50% จนนำไปสู่การปรับกลยุทธ์ในการรักษาและป้องกันในรูปแบบอื่นเพิ่มเติม
“การจะตรวจอะไรต่างๆ ต้องได้รับการยินยอมจากผู้ปกครอง เพราะฉะนั้นเราก็เลยให้คำแนะนำผู้ปกครอง ให้ผู้ปกครองมาฟังด้วยว่าสาเหตุเป็นยังไง จะดูแลยังไง เพราะการคัดกรองเป็นแค่เบื้องต้น”
“หลังจากที่คัดกรองแล้ว สิ่งสำคัญคือผู้ปกครองที่อยู่ที่บ้านว่าจะมีส่วนร่วมในการที่จะรักษาหรือว่าปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหาร แล้วก็บางครั้งทางโรงเรียนก็มีส่วนช่วยด้วย”
ดร.พญ.สุธี กล่าวถึงโครงการที่ได้ผลักดันไปแล้วบางส่วน มีตั้งแต่การให้ความรู้กับผู้ปกครองเรื่องความจำเป็นของการตรวจคัดกรอง การให้คำแนะนำเรื่องโภชนาการให้เด็กได้รับสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ โดยเฉพาะธาตุเหล็ก และการให้รับประทานยาเสริมธาตุเหล็ก โดยร่วมมือกับทางโรงเรียนเป็นผู้จัดการเรื่องนี้แก่เด็กเพื่อแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง เป็นต้น
[ภัยเงียบ ‘เด็กซีด’ ต้องดูแลป้องกันตั้งแต่อาหารมื้อแรกของชีวิต]
แม้การตรวจคัดกรองจะช่วยให้เกิดการรักษาเยียวยาเด็กซีดได้ แต่ยังมีข้อจำกัดที่หน่วยงานรัฐขาดอุปกรณ์ ทำให้ขณะนี้มีเด็กได้รับการคัดกรองภาวะซีดหรือโลหิตจางประมาณ 30% เท่านั้น
อีกวิธีหนึ่งซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เด็กไทยกลายเป็นเด็กซีดโดยไม่รู้ตัวจึงถูกเน้นย้ำความสำคัญไม่แพ้กัน นั่นก็คือ การดูแลป้องกันตั้งแต่ ‘อาหารมื้อแรก’
นพ. ธาริต มงคล รองผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าในวัย 6 เดือน เด็กจะได้รับอาหารมื้อแรกของชีวิตซึ่งมีความสำคัญมาก เพราะอาจเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมการกินของเด็กในเวลาต่อมา ถึงขั้นอาจส่งผลให้เด็ก ‘ติด’ รสชาติใดรสชาติหนึ่งไปเลย
ปัญหาของประเทศไทยตอนนี้คือเด็กไทยในช่วงวัยนี้กินได้ไม่ครบ 5 หมู่ โดยอ้างอิงการสํารวจว่าอาหารมื้อแรกของชีวิตตอน 6 เดือนมีอะไรบ้าง พบว่าอันดับ 1 คือ ข้าวบดนมแม่ อันดับ 2 คือ กล้วยบด ส่วนเด็กที่กินไข่แดง กินเนื้อ กินตับ หรือผักใบเขียว ซึ่งมีธาตุเหล็กที่สำคัญสำหรับเม็ดเลือดแดง กลับมีไม่ถึง 20%
“พอเด็กไม่คุ้นรสชาติพวกเนื้อพวกตับ แล้วอีกสักพักหนึ่งเด็กเขาก็จะไม่กิน ถ้าเราไปป้อนเด็กตอนประมาณขวบหนึ่ง เด็กไม่เอาละ…อย่างมื้อแรกไปกินกล้วยนี่ก็ติดหวานไปเลยอะไรอย่างนี้”
“เราไม่ได้ห้ามว่าอย่ากินกล้วย อย่ากินข้าวบดนมแม่ เราอยากให้กินอย่างอื่นให้ครบ 5 หมู่ด้วยเท่านั้นเอง”
อีกปัญหาหนึ่งที่เป็นเรื่องใหญ่ไม่แพ้กัน คือเด็กไทยมีอัตราการเกิดต่ำ โดย นพ.ธาริตระบุว่าปีนี้เด็กไทยเกิดแค่ประมาณ 400,000 คน ทำให้มีคำถามตามมาว่าเด็กที่เกิดมาแล้วได้รับการดูแลอย่างดีเพียงพอหรือยัง
การที่เด็กไทยมีภาวะซีดสูงราว 40-50% อาจเป็นคำตอบที่ชัดเจนพอสมควร
การแก้ปัญหาเด็กซีดจึงไม่ใช่ภาระของครัวเรือนอย่างเดียว แต่ต้องได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐและความสนับสนุนจากภาคเอกชน เพื่อให้การตรวจคัดกรอง การรักษา และการดูแลส่งเสริมพัฒนาการของเด็กๆ มีความเหมาะสมต่อเนื่อง
กรมอนามัยร่วมกับราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ประจำประเทศไทย มีคำแนะนำว่าให้ตรวจคัดกรองภาวะซีดในช่วง 9 เดือนและ 4 ปี เพราะสองช่วงอายุนี้เป็นช่วงเวลาที่เด็กต้องไปรับวัคซีนพอดี และช่วงวัยนี้เด็กจะต้องได้รับการดูแลเรื่องโภชนาการอย่างเคร่งครัดด้วย
“เป้าหมายเราชัดเจนว่าต้องให้เด็กซีดเหลือน้อยกว่า 20% ซึ่งก็เป็นตัวเลขจาก WHO นั่นแหละครับ ตัวเลข 20% เราต้องคำนึงถึงว่าเด็กที่เกิดมาแล้ว เด็กกลุ่มนี้จะเป็นกำลังหลักของประเทศในอนาคต ถ้าเด็กไม่ได้รับการดูแลจากพวกเราที่ดี เราก็ไม่อยากจินตนาการว่าอนาคตที่เราแก่ไปประเทศไทยเราจะเป็นยังไง”