โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘เด็กซีด’ ภัยเงียบเด็กไทย! เสี่ยงเกินครึ่ง ‘โลหิตจาง’ ขาดธาตุเหล็ก กระทบพัฒนาการสมอง แต่ป้องกันได้

TODAY

อัพเดต 09 ม.ค. เวลา 10.53 น. • เผยแพร่ 09 ม.ค. เวลา 10.53 น. • TODAY

‘เด็กซีด’ กระทบพัฒนาการสมอง

ภาวะโลหิตจางขาดธาตุเหล็กในเด็ก

ความเสี่ยงเด็กไทยที่ป้องกันได้

‘เด็กซีด’ คือคำเรียกด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายของ ‘ภาวะขาดโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็ก’ หรือ IDA (Iron Deficiency Anemia) หนึ่งในภาวะทางสุขภาพซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ขอความร่วมมือจากรัฐบาลทั่วโลกให้ป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

องค์การอนามัยโลกกำหนดว่า ตัวเลขของ ‘เด็กซีด’ ในแต่ละประเทศไม่ควรเกิน 20% ของประชากรวัยเด็กทั้งหมด ถ้าเกินตัวเลขนี้ไปจะบ่งชี้ได้ว่าประชากรกลุ่มนี้ในประเทศ ‘เริ่มมีปัญหา’

แต่ประเทศไทยพบว่า 1 ใน 3 ของประชากรเด็กปฐมวัย กำลังประสบภาวะนี้อยู่ ขณะที่สถิติจากการตรวจเชิงรุกล่าสุด พบสูงเกินครึ่ง

วันเด็กปีนี้ สำนักข่าวทูเดย์ ขอชวนทุกคนตระหนักถึงความกังวลนี้ ที่อย่างน้อยก็ยังมีโชคดี คือ ภาวะนี้สามารถป้องกันได้ หากมีการตรวจพบได้ล่วงหน้า

[อาการของ ‘เด็กซีด’ และผลที่ตามมา ‘น่าเป็นห่วง’ กว่าที่คิด]

กลุ่มอาการที่เป็นสัญญาณของภาวะโลหิตจางในเด็ก คือ ซึม เบื่ออาหาร ไม่อยากทำกิจกรรม เหนื่อยง่าย เพลีย รู้สึกอยากนอน หรือถ้าออกกำลังกายมากอาจหน้าซีดขาวจนถึงเขียว

ดร.พญ.สุธี สฤษฎิ์ศิริ ผู้อำนวยการกองสร้างเสริมสุขภาพ กรุงเทพมหานคร ให้ข้อมูลว่า ปัญหาโลหิตจางเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น กรรมพันธุ์ซึ่งทำให้เป็นโรคธาลัสซีเมีย การเสียเลือด ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ การมีประจำเดือน หรือมีเลือดออกในร่างกาย เช่น มีแผลในกระเพาะอาหาร ริดสีดวง ล้วนเป็นสาเหตุของโลหิตจางได้ทั้งสิ้น

แต่ถ้าพูดถึง ‘ภาวะซีด’ หรือภาวะโลหิตจางในเด็ก ณ ปัจจุบัน มักเกิดจากการขาดสารอาหาร โดยเฉพาะ ‘ธาตุเหล็ก’ ซึ่งร่างกายจำเป็นต้องใช้ในการสร้าง ‘ฮีโมโกลบิน’ สารประกอบสำคัญในเม็ดเลือดแดง

ขณะเดียวกัน เม็ดเลือดแดงมีหน้าที่ลำเลียงสารอาหารไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย เด็กที่มีภาวะโลหิตจางจึงอาจได้รับผลกระทบด้านการเจริญเติบโตแทบทุกด้าน รวมถึง ‘พัฒนาการทางสมอง’ เพราะมีเม็ดเลือดแดงน้อยหรือมีไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย

ภาวะโลหิตจาง หรือ เด็กซีด เปรียบได้กับ ‘ภัยเงียบ’ ที่ส่งผลต่อสุขภาวะของเด็กไทยซึ่งเป็นอนาคตของชาติ โดยข้อมูลจาก WHO เมื่อปี 2019 รายงานว่า เด็กอย่างน้อย 1 ใน 3 ในไทย มาเลเซีย และเวียดนาม มีภาวะโลหิตจาง ถ้าเพิกเฉยอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ทั้งในระดับภูมิภาคไปจนถึงระดับโลก

ที่ผ่านมา การตรวจคัดกรองภาวะซีดในเด็กมักใช้วิธี ‘เจาะเลือด’ ช่วงเดียวกับที่เด็กมารับวัคซีนที่จำเป็น แต่มีปัญหาตรงที่ผู้ปกครองจำนวนมากไม่ค่อยอยากให้เด็กเข้ารับการคัดกรอง เพราะกลัวเด็กเจ็บตัวซ้ำซ้อน

อีกอย่างคือการประเมินภาวะโภชนาการของเด็กไทยที่แบ่งเด็กออกเป็น 3 กลุ่ม คือ ผอม สมส่วน และอ้วน ไม่สามารถใช้ประเมินภาวะซีดหรือโลหิตจางในเด็กได้ เพราะผลจากการลงพื้นที่สำรวจพบว่าไม่ได้มีเพียงเด็กผอมที่มีภาวะซีด แต่เด็กในกลุ่มสมส่วนหรืออ้วนก็พบภาวะซีดเช่นกัน ดร.พญ.สุธี ย้ำว่า “เด็กทุกคนควรได้รับการคัดกรอง” เพราะภาวะซีดสามารถรักษาได้ สังคมไทยต้องตระหนักและส่งเสริมให้มีการตรวจคัดกรองในประชากรทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มเด็กแรกเกิด ไปจนถึงเด็กอายุ 5-6 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญต่อพัฒนาการในด้านต่างๆ

ปัจจุบันหน่วยงานรัฐบางส่วนได้รับการสนับสนุนเครื่องตรวจจากเอกชน ซึ่งเป็นเครื่องตรวจคัดกรองที่ใช้วิธี ‘หนีบนิ้ว’ แบบเดียวกับเครื่องตรวจวัดปริมาณออกซิเจนช่วงโควิด-19 ทำให้จำนวนเด็กได้รับการตรวจคัดกรองเพิ่มขึ้น

กรณีของกรุงเทพมหานคร มีการนำเครื่องตรวจแบบหนีบนิ้วไปใช้ที่คลินิกสุขภาพเด็กดี เจอภาวะซีดในเด็กเกินกว่า 50% จนนำไปสู่การปรับกลยุทธ์ในการรักษาและป้องกันในรูปแบบอื่นเพิ่มเติม

“การจะตรวจอะไรต่างๆ ต้องได้รับการยินยอมจากผู้ปกครอง เพราะฉะนั้นเราก็เลยให้คำแนะนำผู้ปกครอง ให้ผู้ปกครองมาฟังด้วยว่าสาเหตุเป็นยังไง จะดูแลยังไง เพราะการคัดกรองเป็นแค่เบื้องต้น”

“หลังจากที่คัดกรองแล้ว สิ่งสำคัญคือผู้ปกครองที่อยู่ที่บ้านว่าจะมีส่วนร่วมในการที่จะรักษาหรือว่าปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหาร แล้วก็บางครั้งทางโรงเรียนก็มีส่วนช่วยด้วย”

ดร.พญ.สุธี กล่าวถึงโครงการที่ได้ผลักดันไปแล้วบางส่วน มีตั้งแต่การให้ความรู้กับผู้ปกครองเรื่องความจำเป็นของการตรวจคัดกรอง การให้คำแนะนำเรื่องโภชนาการให้เด็กได้รับสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ โดยเฉพาะธาตุเหล็ก และการให้รับประทานยาเสริมธาตุเหล็ก โดยร่วมมือกับทางโรงเรียนเป็นผู้จัดการเรื่องนี้แก่เด็กเพื่อแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง เป็นต้น

[ภัยเงียบ ‘เด็กซีด’ ต้องดูแลป้องกันตั้งแต่อาหารมื้อแรกของชีวิต]

แม้การตรวจคัดกรองจะช่วยให้เกิดการรักษาเยียวยาเด็กซีดได้ แต่ยังมีข้อจำกัดที่หน่วยงานรัฐขาดอุปกรณ์ ทำให้ขณะนี้มีเด็กได้รับการคัดกรองภาวะซีดหรือโลหิตจางประมาณ 30% เท่านั้น

อีกวิธีหนึ่งซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เด็กไทยกลายเป็นเด็กซีดโดยไม่รู้ตัวจึงถูกเน้นย้ำความสำคัญไม่แพ้กัน นั่นก็คือ การดูแลป้องกันตั้งแต่ ‘อาหารมื้อแรก’

นพ. ธาริต มงคล รองผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าในวัย 6 เดือน เด็กจะได้รับอาหารมื้อแรกของชีวิตซึ่งมีความสำคัญมาก เพราะอาจเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมการกินของเด็กในเวลาต่อมา ถึงขั้นอาจส่งผลให้เด็ก ‘ติด’ รสชาติใดรสชาติหนึ่งไปเลย

ปัญหาของประเทศไทยตอนนี้คือเด็กไทยในช่วงวัยนี้กินได้ไม่ครบ 5 หมู่ โดยอ้างอิงการสํารวจว่าอาหารมื้อแรกของชีวิตตอน 6 เดือนมีอะไรบ้าง พบว่าอันดับ 1 คือ ข้าวบดนมแม่ อันดับ 2 คือ กล้วยบด ส่วนเด็กที่กินไข่แดง กินเนื้อ กินตับ หรือผักใบเขียว ซึ่งมีธาตุเหล็กที่สำคัญสำหรับเม็ดเลือดแดง กลับมีไม่ถึง 20%

“พอเด็กไม่คุ้นรสชาติพวกเนื้อพวกตับ แล้วอีกสักพักหนึ่งเด็กเขาก็จะไม่กิน ถ้าเราไปป้อนเด็กตอนประมาณขวบหนึ่ง เด็กไม่เอาละ…อย่างมื้อแรกไปกินกล้วยนี่ก็ติดหวานไปเลยอะไรอย่างนี้”

“เราไม่ได้ห้ามว่าอย่ากินกล้วย อย่ากินข้าวบดนมแม่ เราอยากให้กินอย่างอื่นให้ครบ 5 หมู่ด้วยเท่านั้นเอง”

อีกปัญหาหนึ่งที่เป็นเรื่องใหญ่ไม่แพ้กัน คือเด็กไทยมีอัตราการเกิดต่ำ โดย นพ.ธาริตระบุว่าปีนี้เด็กไทยเกิดแค่ประมาณ 400,000 คน ทำให้มีคำถามตามมาว่าเด็กที่เกิดมาแล้วได้รับการดูแลอย่างดีเพียงพอหรือยัง

การที่เด็กไทยมีภาวะซีดสูงราว 40-50% อาจเป็นคำตอบที่ชัดเจนพอสมควร

การแก้ปัญหาเด็กซีดจึงไม่ใช่ภาระของครัวเรือนอย่างเดียว แต่ต้องได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐและความสนับสนุนจากภาคเอกชน เพื่อให้การตรวจคัดกรอง การรักษา และการดูแลส่งเสริมพัฒนาการของเด็กๆ มีความเหมาะสมต่อเนื่อง

กรมอนามัยร่วมกับราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ประจำประเทศไทย มีคำแนะนำว่าให้ตรวจคัดกรองภาวะซีดในช่วง 9 เดือนและ 4 ปี เพราะสองช่วงอายุนี้เป็นช่วงเวลาที่เด็กต้องไปรับวัคซีนพอดี และช่วงวัยนี้เด็กจะต้องได้รับการดูแลเรื่องโภชนาการอย่างเคร่งครัดด้วย

“เป้าหมายเราชัดเจนว่าต้องให้เด็กซีดเหลือน้อยกว่า 20% ซึ่งก็เป็นตัวเลขจาก WHO นั่นแหละครับ ตัวเลข 20% เราต้องคำนึงถึงว่าเด็กที่เกิดมาแล้ว เด็กกลุ่มนี้จะเป็นกำลังหลักของประเทศในอนาคต ถ้าเด็กไม่ได้รับการดูแลจากพวกเราที่ดี เราก็ไม่อยากจินตนาการว่าอนาคตที่เราแก่ไปประเทศไทยเราจะเป็นยังไง”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...