“ทรัมป์” ขยายคำสั่งเพิ่ม 7 ชาติ ห้ามเข้าสหรัฐ อีก 15 ประเทศเจอข้อจำกัด มีผล 1 ม.ค. 2569
"ทรัมป์" ขยายคำสั่งเพิ่ม 7 ชาติ ห้ามเข้าสหรัฐ อีก 15 ประเทศเจอข้อจำกัด มีผล 1 ม.ค. 2569 โดยให้เหตุผลด้านความมั่นคง การคัดกรองผู้เดินทาง และการแบ่งปันข้อมูลที่ไม่เพียงพอ
วันที่ 17 ธันวาคม 2568 เวลา 04.22 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศขยายรายชื่อประเทศที่ถูกห้ามเดินทางเข้าสหรัฐอย่างเต็มรูปแบบ โดยห้ามพลเมืองจากอีก 7 ประเทศเพิ่มเติม รวมถึงซีเรีย ไม่ให้เดินทางเข้าสหรัฐอเมริกา
ทำเนียบขาว ระบุในแถลงการณ์ว่า ทรัมป์ได้ลงนามในประกาศคำสั่งเพื่อขยายและเสริมความเข้มงวดของมาตรการจำกัดการเดินทางต่อพลเมืองจากประเทศที่มีข้อบกพร่องรุนแรงและต่อเนื่องด้านการคัดกรอง การตรวจสอบประวัติ และการแบ่งปันข้อมูล เพื่อปกป้องประเทศจากภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติและความปลอดภัยสาธารณะ
มาตรการดังกล่าวสั่งห้ามพลเมืองจากบูร์กินาฟาโซ มาลี ไนเจอร์ ซูดานใต้ และซีเรีย รวมถึงผู้ถือเอกสารเดินทางที่ออกโดยหน่วยงานปาเลสไตน์ (Palestinian Authority) ไม่ให้เข้าสหรัฐ นอกจากนี้ยังขยายการห้ามเดินทางแบบเต็มรูปแบบไปยังลาวและเซียร์ราลีโอน ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกจำกัดการเดินทางเพียงบางส่วนเท่านั้น โดยทำเนียบขาวระบุว่า มาตรการขยายครั้งนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569
การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้น แม้ทรัมป์จะเคยให้คำมั่นว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยให้ซีเรียประสบความสำเร็จ ภายหลังการเจรจาครั้งสำคัญในเดือนพฤศจิกายนกับประธานาธิบดีอาห์เหม็ด อัล-ชาราอา ของซีเรีย อดีตผู้บัญชาการอัลกออิดะห์ ซึ่งจนถึงไม่นานมานี้ยังถูกสหรัฐ ขึ้นบัญชีคว่ำบาตรในฐานะผู้ก่อการร้ายต่างชาติ
ทรัมป์ให้การสนับสนุนอัล-ชาราอา ซึ่งการเยือนของเขาถือเป็นจุดสูงสุดของปีที่พลิกผันอย่างมาก หลังจากอดีตกบฏรายนี้โค่นล้มบาชาร์ อัล-อัสซาด ผู้นำเผด็จการที่ครองอำนาจมายาวนาน และได้เดินสายพบผู้นำทั่วโลกเพื่อพยายามสร้างภาพลักษณ์ของตนในฐานะผู้นำสายกลาง ที่ต้องการรวมประเทศซึ่งบอบช้ำจากสงคราม และยุติการถูกโดดเดี่ยวจากประชาคมโลกที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ
อย่างไรก็ดีในโพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวันเสาร์ ทรัมป์ให้คำมั่นว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรงมาก หลังจากกองทัพสหรัฐระบุว่าทหารกองทัพบกสหรัฐ 2 นาย และล่ามพลเรือน 1 คน ถูกสังหารในซีเรีย จากการโจมตีของผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มรัฐอิสลาม (IS) ซึ่งเล็งเป้าขบวนรถของกองกำลังสหรัฐและซีเรีย ก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะถูกยิงเสียชีวิต โดยทรัมป์เรียกเหตุการณ์ดังกล่าวในการให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่าเป็นการโจมตีที่เลวร้าย
ทำเนียบขาวยังอ้างอัตราการอยู่เกินกำหนดวีซ่าของชาวซีเรีย เป็นเหตุผลประกอบการสั่งห้ามดังกล่าว พร้อมระบุว่า “ซีเรียกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวจากความขัดแย้งภายในและสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อ แม้รัฐบาลจะพยายามแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงร่วมกับสหรัฐอย่างใกล้ชิด แต่ซีเรียยังขาดอำนาจส่วนกลางที่เพียงพอในการออกหนังสือเดินทางหรือเอกสารพลเรือน และยังไม่มีมาตรการคัดกรองและตรวจสอบประวัติที่เหมาะสม”
ทั้งนี้ทรัมป์เคยลงนามในประกาศเมื่อเดือนมิถุนายน สั่งห้ามพลเมืองจาก 12 ประเทศเดินทางเข้าสหรัฐ และจำกัดการเดินทางจากอีก 7 ประเทศ โดยให้เหตุผลว่าจำเป็นเพื่อป้องกันผู้ก่อการร้ายต่างชาติ และภัยคุกคามด้านความมั่นคงอื่น ๆ ซึ่งมาตรการดังกล่าวครอบคลุมทั้งผู้อพยพและผู้เดินทางชั่วคราว เช่น นักท่องเที่ยว นักศึกษา และนักธุรกิจ และคำสั่งห้ามต่อ 12 ประเทศดังกล่าวยังคงมีผลอยู่
นอกจากนี้ทรัมป์ยังเพิ่มข้อจำกัดการเดินทางบางส่วนต่ออีก 15 ประเทศ รวมถึงไนจีเรีย ซึ่งอยู่ภายใต้การจับตาของทรัมป์ หลังจากเขาเคยขู่ว่าจะใช้มาตรการทางทหารในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน จากประเด็นการปฏิบัติต่อชาวคริสต์ในประเทศดังกล่าว อย่างไรก็ดีไนจีเรียระบุว่าข้อกล่าวหาเรื่องการกดขี่ข่มเหงชาวคริสต์เป็นการบิดเบือนสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่ซับซ้อน และไม่สะท้อนความพยายามของรัฐในการคุ้มครองเสรีภาพทางศาสนา
นับตั้งแต่กลับมาดำรงตำแหน่งในเดือนมกราคม ทรัมป์ได้ยกระดับการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองอย่างเข้มข้น ส่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางไปยังเมืองใหญ่ทั่วสหรัฐฯ และผลักดันผู้ขอลี้ภัยกลับจากพรมแดนสหรัฐ-เม็กซิโก
การขยายรายชื่อประเทศที่ถูกจำกัดการเดินทางในครั้งนี้ ถือเป็นการยกระดับมาตรการตรวจคนเข้าเมืองเพิ่มเติม ภายหลังเหตุยิงสมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ (National Guard) 2 นายในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อเดือนที่แล้ว โดยเจ้าหน้าที่สอบสวนระบุว่าผู้ก่อเหตุเป็นชาวอัฟกัน ซึ่งเดินทางเข้าสหรัฐในปี 2564 ผ่านโครงการตั้งถิ่นฐานใหม่ ที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์เคยวิจารณ์ว่า มีการตรวจสอบประวัติไม่เข้มงวดเพียงพอ
ไม่กี่วันหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ทรัมป์ให้คำมั่นว่าจะระงับการอพยพอย่างถาวรจากประเทศโลกที่สามทั้งหมด แม้เขาจะไม่ได้ระบุรายชื่อประเทศใดโดยตรง หรือให้คำนิยามคำดังกล่าวอย่างชัดเจนก็ตาม
อ้างอิง : www.reuters.com