โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“ทรัมป์” ขยายคำสั่งเพิ่ม 7 ชาติ ห้ามเข้าสหรัฐ อีก 15 ประเทศเจอข้อจำกัด มีผล 1 ม.ค. 2569

การเงินธนาคาร

อัพเดต 17 ธ.ค. 2568 เวลา 10.32 น. • เผยแพร่ 17 ธ.ค. 2568 เวลา 03.32 น.

"ทรัมป์" ขยายคำสั่งเพิ่ม 7 ชาติ ห้ามเข้าสหรัฐ อีก 15 ประเทศเจอข้อจำกัด มีผล 1 ม.ค. 2569 โดยให้เหตุผลด้านความมั่นคง การคัดกรองผู้เดินทาง และการแบ่งปันข้อมูลที่ไม่เพียงพอ

วันที่ 17 ธันวาคม 2568 เวลา 04.22 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศขยายรายชื่อประเทศที่ถูกห้ามเดินทางเข้าสหรัฐอย่างเต็มรูปแบบ โดยห้ามพลเมืองจากอีก 7 ประเทศเพิ่มเติม รวมถึงซีเรีย ไม่ให้เดินทางเข้าสหรัฐอเมริกา

ทำเนียบขาว ระบุในแถลงการณ์ว่า ทรัมป์ได้ลงนามในประกาศคำสั่งเพื่อขยายและเสริมความเข้มงวดของมาตรการจำกัดการเดินทางต่อพลเมืองจากประเทศที่มีข้อบกพร่องรุนแรงและต่อเนื่องด้านการคัดกรอง การตรวจสอบประวัติ และการแบ่งปันข้อมูล เพื่อปกป้องประเทศจากภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติและความปลอดภัยสาธารณะ

มาตรการดังกล่าวสั่งห้ามพลเมืองจากบูร์กินาฟาโซ มาลี ไนเจอร์ ซูดานใต้ และซีเรีย รวมถึงผู้ถือเอกสารเดินทางที่ออกโดยหน่วยงานปาเลสไตน์ (Palestinian Authority) ไม่ให้เข้าสหรัฐ นอกจากนี้ยังขยายการห้ามเดินทางแบบเต็มรูปแบบไปยังลาวและเซียร์ราลีโอน ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกจำกัดการเดินทางเพียงบางส่วนเท่านั้น โดยทำเนียบขาวระบุว่า มาตรการขยายครั้งนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569

การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้น แม้ทรัมป์จะเคยให้คำมั่นว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยให้ซีเรียประสบความสำเร็จ ภายหลังการเจรจาครั้งสำคัญในเดือนพฤศจิกายนกับประธานาธิบดีอาห์เหม็ด อัล-ชาราอา ของซีเรีย อดีตผู้บัญชาการอัลกออิดะห์ ซึ่งจนถึงไม่นานมานี้ยังถูกสหรัฐ ขึ้นบัญชีคว่ำบาตรในฐานะผู้ก่อการร้ายต่างชาติ

ทรัมป์ให้การสนับสนุนอัล-ชาราอา ซึ่งการเยือนของเขาถือเป็นจุดสูงสุดของปีที่พลิกผันอย่างมาก หลังจากอดีตกบฏรายนี้โค่นล้มบาชาร์ อัล-อัสซาด ผู้นำเผด็จการที่ครองอำนาจมายาวนาน และได้เดินสายพบผู้นำทั่วโลกเพื่อพยายามสร้างภาพลักษณ์ของตนในฐานะผู้นำสายกลาง ที่ต้องการรวมประเทศซึ่งบอบช้ำจากสงคราม และยุติการถูกโดดเดี่ยวจากประชาคมโลกที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ

อย่างไรก็ดีในโพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวันเสาร์ ทรัมป์ให้คำมั่นว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรงมาก หลังจากกองทัพสหรัฐระบุว่าทหารกองทัพบกสหรัฐ 2 นาย และล่ามพลเรือน 1 คน ถูกสังหารในซีเรีย จากการโจมตีของผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มรัฐอิสลาม (IS) ซึ่งเล็งเป้าขบวนรถของกองกำลังสหรัฐและซีเรีย ก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะถูกยิงเสียชีวิต โดยทรัมป์เรียกเหตุการณ์ดังกล่าวในการให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่าเป็นการโจมตีที่เลวร้าย

ทำเนียบขาวยังอ้างอัตราการอยู่เกินกำหนดวีซ่าของชาวซีเรีย เป็นเหตุผลประกอบการสั่งห้ามดังกล่าว พร้อมระบุว่า “ซีเรียกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวจากความขัดแย้งภายในและสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อ แม้รัฐบาลจะพยายามแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงร่วมกับสหรัฐอย่างใกล้ชิด แต่ซีเรียยังขาดอำนาจส่วนกลางที่เพียงพอในการออกหนังสือเดินทางหรือเอกสารพลเรือน และยังไม่มีมาตรการคัดกรองและตรวจสอบประวัติที่เหมาะสม”

ทั้งนี้ทรัมป์เคยลงนามในประกาศเมื่อเดือนมิถุนายน สั่งห้ามพลเมืองจาก 12 ประเทศเดินทางเข้าสหรัฐ และจำกัดการเดินทางจากอีก 7 ประเทศ โดยให้เหตุผลว่าจำเป็นเพื่อป้องกันผู้ก่อการร้ายต่างชาติ และภัยคุกคามด้านความมั่นคงอื่น ๆ ซึ่งมาตรการดังกล่าวครอบคลุมทั้งผู้อพยพและผู้เดินทางชั่วคราว เช่น นักท่องเที่ยว นักศึกษา และนักธุรกิจ และคำสั่งห้ามต่อ 12 ประเทศดังกล่าวยังคงมีผลอยู่

นอกจากนี้ทรัมป์ยังเพิ่มข้อจำกัดการเดินทางบางส่วนต่ออีก 15 ประเทศ รวมถึงไนจีเรีย ซึ่งอยู่ภายใต้การจับตาของทรัมป์ หลังจากเขาเคยขู่ว่าจะใช้มาตรการทางทหารในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน จากประเด็นการปฏิบัติต่อชาวคริสต์ในประเทศดังกล่าว อย่างไรก็ดีไนจีเรียระบุว่าข้อกล่าวหาเรื่องการกดขี่ข่มเหงชาวคริสต์เป็นการบิดเบือนสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่ซับซ้อน และไม่สะท้อนความพยายามของรัฐในการคุ้มครองเสรีภาพทางศาสนา

นับตั้งแต่กลับมาดำรงตำแหน่งในเดือนมกราคม ทรัมป์ได้ยกระดับการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองอย่างเข้มข้น ส่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางไปยังเมืองใหญ่ทั่วสหรัฐฯ และผลักดันผู้ขอลี้ภัยกลับจากพรมแดนสหรัฐ-เม็กซิโก

การขยายรายชื่อประเทศที่ถูกจำกัดการเดินทางในครั้งนี้ ถือเป็นการยกระดับมาตรการตรวจคนเข้าเมืองเพิ่มเติม ภายหลังเหตุยิงสมาชิกกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ (National Guard) 2 นายในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อเดือนที่แล้ว โดยเจ้าหน้าที่สอบสวนระบุว่าผู้ก่อเหตุเป็นชาวอัฟกัน ซึ่งเดินทางเข้าสหรัฐในปี 2564 ผ่านโครงการตั้งถิ่นฐานใหม่ ที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์เคยวิจารณ์ว่า มีการตรวจสอบประวัติไม่เข้มงวดเพียงพอ

ไม่กี่วันหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ทรัมป์ให้คำมั่นว่าจะระงับการอพยพอย่างถาวรจากประเทศโลกที่สามทั้งหมด แม้เขาจะไม่ได้ระบุรายชื่อประเทศใดโดยตรง หรือให้คำนิยามคำดังกล่าวอย่างชัดเจนก็ตาม

อ้างอิง : www.reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...