เปิดใจวิศวกร TRAVO-e ปิกอัพอีวี ฝีมือคนไทย
สัมภาษณ์พิเศษ
จากจุดเริ่มต้นเมื่อ 4 ปีก่อน หลังจากมีโอกาสมาทำงานที่เป็นรถทั้งคัน และบังเอิญรถคันแรกเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ไฮลักซ์ รีโว่-อี ถือว่ายากมาก
ในเวลานั้น รถยนต์ไฟฟ้าถือว่าค่อนข้างใหม่ เทคนิคอลเซ็นเตอร์ในประเทศไทยนี่ไม่เคยทำรถปิกอัพไฟฟ้ามาก่อน ถือเป็นรถไฟฟ้าครั้งแรก คันแรกของโตโยต้า และทางโตโยต้าญี่ปุ่นก็เป็นครั้งแรกเช่นเดียวกัน
ถือเป็นครั้งแรกทั้งหมดเลย เลยค่อนข้างจะยาก
นี่คือการเปิดอกอย่างตรงไปตรงมา กับ “ประชาชาติธุรกิจ” ของ สุวดี สมุทรธนานนท์ หัวหน้าวิศวกรระดับภูมิภาค บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เอเชีย ประเทศไทย จำกัด ผู้หญิงไทยที่ได้รับโอกาสให้ขึ้นมานำทีมพัฒนารถภายใต้โปรเจ็กต์ IMV ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบการออกแบบและพัฒนารถปิกอัพไฟฟ้าคันแรกของโตโยต้าอย่าง ไฮลักซ์ ทราโว่-อี (Hilux TRAVO-e) และสเต็ปต่อไปของการพัฒนารถยนต์โตโยต้าภายใต้แนวคิด มัลติพาร์ตเวย์ หรือบนพื้นฐานความหลากหลายของการใช้พลังงาน จะเป็นอย่างไรไปติดตามกัน
จากความชอบเป็นแรงบันดาลใจ
ย้อนกลับไปเมื่อ 24-25 ปีที่ผ่านมา “สุวดี” หรือคุณกิ๊ฟ ได้พาเราย้อนกลับไป ในจุดเริ่มต้น “แรงบันดาลใจ” ให้ก้าวเข้ามาสู่เส้นทางนี้
สุวดียอมรับว่า ความที่โตโยต้าเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่ ประกอบกับที่บ้านดำเนินธุรกิจ ค้าขายอะไหล่รถยนต์ของโตโยต้า ทำให้เป็นความคุ้นเคยกับแบรนด์นี้มาตั้งแต่เด็ก ผนวกกับความชื่นชอบในวัยเด็ก จึงตัดสินใจเข้าเรียน “วิศวกรรมเครื่องกล” แล้วนี่ มันเลยรู้สึกว่า เออนี่มันใช่ มีความสนใจว่า อยากจะเข้ามาทำงานเกี่ยวกับรถยนต์
โดยเริ่มต้นเข้าทำงานกับโตโยต้าที่ส่วนของงานเทคนิคอลเซ็นเตอร์ ที่โรงงานสำโรง จ.สมุทรปราการ รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องงานวิศวกรรมที่เกี่ยวกับการพัฒนารถใหม่ ๆ แต่ยังไปไม่ถึงที่พัฒนาจริงจัง เพราะขณะนั้นไทยยังไม่มีศูนย์เทคนิคอลเซ็นเตอร์
ก่อนไปร่วมงานด้าน Evolution การทดสอบต่าง ๆ และเมื่อโตโยต้าประเทศไทย มีการเปิดศูนย์เทคนิคอลเซ็นเตอร์ ก็เข้ามาร่วมงาน มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับวัสดุ แมทีเรียล, สีรถยนต์, พลาสติก, ผ้า ฯลฯ ที่นำมาใช้ในการออกแบบและพัฒนารถยนต์ รวมทั้งการป้องกันสนิม
จนเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา “สุวดี” ได้รับโอกาสให้เข้ามารับผิดชอบโครงการพัฒนารถปิกอัพไฟฟ้าคันแรกของโตโยต้า โดยเริ่มต้นจากการพัฒนารถปิกอัพ ไฮลักซ์ รีโว่ มาทำเป็น ไฮลักซ์ รีโว่-อี (BEV) ซึ่งถือเป็นงานยาก
กระบะไฟฟ้า คือความท้าทาย
ก่อนหน้านี้ “สุวดี” รับผิดชอบงานด้านแมทีเรียลมาโดยตลอด ดังนั้นการเข้ามารับผิดชอบโปรเจ็กต์นี้ คือการวางแผนและพัฒนารถยนต์ทั้งคัน ตั้งแต่การวางสเป็ก เพอร์ฟอร์มานซ์, ช่วงล่าง, เกียร์, ระบบอีวีซิสเต็ม การเลือกใช้ชิ้นส่วนต่าง ๆ ฯลฯ อีกทั้งการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าในเวลานั้น ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ เพราะศูนย์เทคนิคอลเซ็นเตอร์ของไทยยังไม่เคยพัฒนา และในญี่ปุ่นเองก็ยังไม่เคยทำ รถปิกอัพไฟฟ้าคันนี้ถือเป็นปิกอัพไฟฟ้าคันแรกของโตโยต้า “ทุกอย่างใหม่หมด” และค่อนข้างท้าทาย
บนเงื่อนไขระยะเวลาจำกัด
ขณะนั้นโตโยต้ามีเงื่อนไขที่ได้ให้คำมั่นกับรัฐบาลไทย และบีโอไอว่า ภายในปี 2023 โตโยต้าจะต้องผลิตรถปิกอัพบีอีวีออกมา และครั้งนี้จึงกลายเป็นรถโปรโตรไทป์อย่าง ไฮลักซ์ รีโว่-อี ซึ่งใช้เวลาสั้นมากประมาณ 2 ปีเท่านั้นเอง
ส่วนรถปิกอัพไฟฟ้า ไฮลักซ์ ทราโว่-อี คันนี้มีเงื่อนไขเรื่องความจำกัดของระยะเวลา โดยโตโยต้า และทีมวิศวกร ใช้เวลาในการพัฒนา 4 ปีเต็ม โดยก่อนหน้าที่เป็นรีโว่-อี เราได้มีการทำรถไปทดสอบกับทางพัทยาสองแถว เพื่อทดสอบด้านต่าง ๆ รวมทั้งยังมีการทำแบบสำรวจความต้องการของลูกค้าทั่วโลก ปรากฏลูกค้าส่วนใหญ่ที่ต้องการใช้งานรถปิกอัพไฟฟ้านั้น ไม่นิยมรถแบบขับเคลื่อนสองล้อ แต่กลับมีความต้องการใช้งานรถปิกอัพแบบขับเคลื่อนสี่ล้อ
นี่จึงเป็นที่มาของระบบขับเคลื่อน ไฮลักซ์ ทราโว่-อี คันนี้
โฟกัสกลุ่มลูกค้าชัดเจน
สำหรับตลาดประเทศไทย ลูกค้าหลักของรถปิกอัพไฟฟ้า ไฮลักซ์ ทราโว่-อี เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการซื้อไปใช้งานแบบส่วนตัว เป็นกลุ่มที่มีความสนใจรถยนต์ไฟฟ้า แต่อาจจะไม่มั่นใจกับแบรนด์อื่น
รถคันนี้สามารถบรรทุกของได้ อาจจะไม่บรรทุกหนัก มีขอบเขตการใช้งานในเส้นทางที่จำกัด และชัดเจน สามารถใช้ลุยได้ เพราะโตโยต้าตั้งใจพัฒนาให้เป็นรถปิกอัพไฟฟ้าที่สามารถขับออฟโรดได้นิดหน่อย เพื่อให้ลูกค้าสามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ
และอีกกลุ่มหนึ่งคือ “ตลาดฟลีต” ที่มีเส้นทางและรูปแบบการวิ่งชัดเจน
พัฒนาบนแพลตฟอร์มที่มีอยู่
เราใช้การพัฒนาจากแพลตฟอร์มของรถปิกอัพที่มีอยู่ในปัจจุบัน ที่เรียกว่า “อี-แพลตฟอร์ม” ที่หลายอย่างมีข้อจำกัด เครื่องยนต์ ถูกแทนที่ด้วยระบบไฟฟ้า แบตเตอรี่ ซึ่งต้องมีการคำนวณการทดสอบ การชนใหม่ทั้งหมด โตโยต้าเลือกเสริมความแข็งแรงให้กับตัวรถมากขึ้น คือเป็นเรื่องค่อนข้างยาก ทำให้มีข้อจำกัดหลาย ๆ อย่าง ได้แก่ ระยะทางในการวิ่ง, ประสิทธิภาพการโหลด และการบรรทุก ฯลฯ แต่เนื่องจากรถคันนี้คือกำหนดให้ทำหน้าที่เป็นมัลติพาร์ตเวย์ของไฮลักซ์
เพราะรถไฮลักซ์มีการใช้งานทั่วโลก ลูกค้าสามารถเลือกใช้งานได้ เนื่องจากโตโยต้ามีเวลาไม่มาก จึงได้มีการพัฒนาระบบต่าง ๆ มาให้เหมาะสมกับแพลตฟอร์มรถที่มีอยู่ “การเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่แรกจะง่ายกว่า แต่ที่เราทำถือว่ายากและท้าทาย”
โตโยต้าเลือกเสริมตัวเฟรม เพื่อปกป้องช่างล่าง และใส่เกราะเพื่อปกป้องแบตเตอรี่ โตโยต้าพยายามออกแบบให้สามารถใช้ร่วมกันได้หลาย ๆ โมเดล เพื่อสามารถใช้งานได้สูงสุด
อนาคตเพิ่มระยะทางได้มากขึ้น
อยู่ที่เทคโนโลยีของแบตเตอรี่ เนื่องจากโมเดลปัจจุบันเรามีข้อจำกัดเรื่องของพื้นที่ ขนาดการวางแบตเตอรี่ อนาคตหากเทคโนโลยีแบตเตอรี่ดีขึ้นทั้งในเรื่องของน้ำหนัก ประสิทธิภาพการใช้งาน ความคงทน ฯลฯ ก็มีความเป็นไปได้ในอนาคต
โมเดลนี้เราต้องยอมสละเรื่องของระยะทางการวิ่งเพื่อออกแบบมาให้ปกป้องแบตเตอรี่
ปัจจุบัน ไฮลักซ์ ทราโว่-อี มีกำลังผลิต 5,000-7,000 คันต่อปี เพื่อรองรับความต้องการตลาดโลก ส่วนประเทศไทยตั้งเป้าไว้ที่ปีละ 500 คัน
ได้เห็นพลังงานอื่น ๆ
โตโยต้ามีแผนจะทำรถฟูเอลเซลล์ (Fuel Cell) คือ ไฮลักซ์ FCEV ขณะนี้เริ่มพัฒนาแล้ว เพื่อรองรับตลาดยุโรปและออสเตรเลียเป็นหลัก เนื่องจากเป็นประเทศที่มีความพร้อมทั้งอินฟราสตรักเจอร์ เรื่องกฎหมายและได้รับความนิยม ตามแผนงานหากไม่มีความผิดพลาด คาดว่าจะได้เห็นรถคันนี้ในปี 2028 หรือในอีก 2 ปีจากนี้
ตามแผนงานรถ ไฮลักซ์ FCEV จะผลิตจากโรงงานโตโยต้า ประเทศไทย เพื่อส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ
“สุวดี” ได้ทิ้งท้ายว่า รถไฮลักซ์ ทราโว่-อี ถือเป็นปิกอัพไฟฟ้าคันแรกของโตโยต้า ดังนั้นจึงต้องพยายามคิดในแง่การใช้งานแบบปิกอัพ ทำให้เรื่องการปกป้องแบตเตอรี่มาเป็นที่หนึ่ง และโตโยต้าพยายามกำหนดเป้าหมายการใช้งานของรถคันนี้ให้ใกล้เคียงกับรถดีเซลมากที่สุด
แม้วันนี้มีข้อจำกัดหลาย ๆ ด้าน ทั้งเทคโนโลยี บาลานซ์การออกแบบ และรีซอร์ซต่าง ๆ รถคันนี้เป็นเวอร์ชั่นแรกที่โตโยต้าพัฒนาออกมา และอยากให้ทุกคนได้ลองขับ ลองใช้
ที่สำคัญ โตโยต้าพร้อมรับฟีดแบ็กความต้องการของลูกค้า เพื่อเป็นข้อมูลในการพัฒนารถรุ่นต่อ ๆ ไปด้วย
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดใจวิศวกร TRAVO-e ปิกอัพอีวี ฝีมือคนไทย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net