โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

‘แสนสิริ’ ต่อยอด ESG ตั้งศูนย์การเรียนรู้กาแฟครบวงจร ยกระดับเกษตรกร-เพิ่มรายได้ 3 เท่า

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 14 พ.ย. 2568 เวลา 18.08 น. • เผยแพร่ 15 พ.ย. 2568 เวลา 03.10 น.

“แสนสิริ” เดินหน้าสู่โลก ESG เปิดตัวโปรเจ็กต์ธุรกิจเพื่อสังคม “ศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจร” ปักหมุดปอดของเอเชีย อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ วางแผน 5 ปี ยกระดับเกษตรกรภาคเหนือ เพิ่มรายได้ 3 เท่า จากตลาดกาแฟพิเศษที่มีมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาทต่อปี

เป็นการสร้าง Ecosystem ธุรกิจร้านกาแฟและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ขานรับแนวโน้มที่เติบโตต่อเนื่อง โดยส่งออกไปยังประเทศในยุโรป สหรัฐอเมริกา และเอเชีย-แปซิฟิก ที่มีความต้องการกาแฟคุณภาพสูงเพิ่มขึ้น ซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมเศรษฐกิจฐานราก ขับเคลื่อนและผลักดันสู่ Sustainable Model วิสาหกิจเพื่อสังคมเต็มรูปแบบ

มุ่งตอบโจทย์สังคมและความยั่งยืนหนุนกาแฟไทย

“สมัชชา พรหมศิริ” Chief of Staff บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวคิดเรื่องความยั่งยืนและตอบโจทย์สังคมของแสนสิริ ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น แสนสิริเริ่มจากการทำ Football Academy ซึ่งมีคำถามว่า ทำไมถึงทำกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของตัวเอง คำตอบคือเราอยากทำธุรกิจที่ดีต่อสังคม

ต่อมาคือ Zero Dropout ป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษา เพราะแสนสิริอยากเป็นบริษัทที่ริเริ่ม-ค้นหา-สร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในภาพใหญ่

บริษัทมองว่าการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญที่เด็กทุกคนต้องกลับสู่ระบบการศึกษา แต่ไม่สามารถทำคนเดียวได้ ต้องจับมือกับทุกภาคส่วน

การทำกาแฟก็เช่นกัน หากอยากสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในภาพใหญ่ เราต้องมองหาพืชเศรษฐกิจที่จะสร้างโอกาสให้เกษตรกรได้ คำตอบจึงเป็น “กาแฟ”

แสนสิริหนุนกาแฟไทย

สมัชชากล่าวต่อว่า กาแฟไม่ใช่เรื่องใหม่ของแสนสิริ ย้อนไปปี 2013 แสนสิริได้ริเริ่มสนับสนุนกาแฟจากเกษตรดอยผาฮี้ จังหวัดเชียงราย มาผลิตเป็น “แสนสิริ ซิกเนเจอร์ เบลนด์ คอฟฟี่” เพื่อเสิร์ฟใน Sansiri Lounge สำนักงานขาย และเครือโรงแรม

ในปี 2024 ได้สนับสนุนกาแฟเทพเสด็จ ส่งประสบการณ์กาแฟท้องถิ่นให้แก่นักท่องเที่ยวในงาน Chiangmai Coffee Week 2567

ปีเริ่มต้นจริงจังคือ 2025 ที่ได้พูดคุยกันถึงปัญหา PM 2.5 และน้ำท่วม รู้สึกว่าปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมใหญ่เกินกว่าจะทำได้ และไม่สามารถช่วยเหลือได้ตลอดเวลา จึงย้อนมองกลับไปที่จุดเริ่มต้น ค้นหาพืชที่ทดแทนเรื่องการปลูกพืชหมุนเวียน ยึดเกาะพื้นดิน

ขณะที่แสนสิริมีโอกาสได้ปรึกษากับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้รับคำแนะนำถึงแนวทางการส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนต่อยอดการสร้าง Social Enterprise เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

อาทิ จัดตั้งหน่วยงานวิสาหกิจเพื่อสังคมแบบไม่แสวงหากำไร ทำหน้าที่ขับเคลื่อนกิจกรรมหรือโปรเจ็กต์เพื่อสังคมให้มีความต่อเนื่อง สร้างรายได้ด้วยตนเองจากการดำเนินธุรกิจเพื่อไม่ให้ต้องพึ่งพาเงินบริจาคแต่เพียงอย่างเดียว และนำกำไรที่ได้จะกลับคืนสู่ชุมชนทั้งหมด

ในปีเดียวกันได้ริเริ่มโครงการ Future Harvest นำร่องสนับสนุนต้นกล้ากาแฟพันธุ์ดีจำนวน 5,200 ต้น แก่เกษตรกรภาคเหนือด้วย

โดยปี 2026 จะเริ่มทำ “ศูนย์การเรียนรู้กาแฟครบวงจร” เป็นแนวทางที่จะใช้พืชเศรษฐกิจอย่างกาแฟมาเป็นตัวเชื่อมโยงให้เกษตรกรและทุกภาคส่วนที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้หันมายกระดับเศรษฐกิจฐานรากร่วมกัน

ทั้งยังช่วยแก้ปัญหาฝุ่น-น้ำท่วม เป็นการเริ่มสร้างแพลตฟอร์มใหม่ ๆ และสร้างโมเดลให้สังคมเห็นว่าความยั่งยืนเกิดขึ้นได้ หากทุกฝ่ายมีเป้าประสงค์ร่วมกันและช่วยกันทำ

โมเดลต้นแบบ เป้าหมาย 5 ปี

ศูนย์การเรียนรู้กาแฟครบวงจรมีเป้าหมาย 5 ปี แบ่งเป็น 2026 วางรากฐาน เริ่มปลูกกาแฟ ให้เกิดการเรียนรู้การปลูกกาแฟ ด้วยงบฯตั้งต้นในช่วง 3 ปีแรก มูลค่ารวมที่ดินและเมล็ดพันธุ์ 3-5 ล้านบาท รวมไปถึงการจดทะเบียนวิสาหกิจเพื่อสังคมในช่วงสิ้นปี

ปี 2027 สร้างแหล่งเรียนรู้เกษตรกรนอกพื้นที่ ต่อมาปี 2028 ตรวจสอบสายพันธุ์กาแฟ โดยค้นหากาแฟสายพันธุ์พิเศษ และทำ Biochar ช่วยดูดซับน้ำแบบไม่ต้องพึ่งพาแหล่งน้ำ

ปี 2029 คาดว่ากาแฟเริ่มออกผลผลิต จะพัฒนาไปยังผลิตภัณฑ์กาแฟพิเศษท้องถิ่น และสร้างเครือข่ายกาแฟพิเศษในต่างประเทศ และปี 2030 โมเดลยั่งยืนต้นแบบ ศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจร

“จากคนไม่มีความรู้เรื่องกาแฟ ถือเป็นการตั้งไข่ และเป็นวาระที่ต้องมีความหวังว่าเป็นโมเดลที่ภาคธุรกิจ-ประชาสังคมเห็นว่าความยั่งยืนเกิดได้โดยไม่เกี่ยวกับธุรกิจของตัวเอง” สมัชชากล่าว

กาแฟพิเศษ อัพเกรดเศรษฐกิจฐานราก

“ชนัญดา ทวีสิน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง BEANS Coffee Roaster กล่าวว่า ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงผ่านกาแฟพิเศษ ทุกปีภาคเหนือเกิดปัญหาเดิม ๆ ไฟป่า ฝุ่น PM 2.5 เนื่องมาจากการทำเกษตรที่ไม่ยั่งยืน และเกิดภัยธรรมชาติอื่น ๆ ตามมา ซึ่งไม่ใช่เรื่องไกลตัว ชาวบ้านต้องอพยพ เด็ก ๆ ต้องหยุดเรียน

แต่ทุก ๆ ปัญหามีโอกาสซ่อนอยู่ “ต้นกาแฟ” เป็นกุญแจสำคัญ เพราะต้นกาแฟมีรากที่ลึก ยึดหน้าดินได้ดี ลดความเสี่ยงดินถล่ม อุ้มน้ำ และไม่ต้องเผาไร่ นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่รากฐานจนถึงระดับประเทศ

คนไทยบริโภคกาแฟมากกว่า 9 หมื่นตันต่อปี ผลิตเมล็ดกาแฟในประเทศได้ 6 หมื่นตันต่อปี นำเข้ากาแฟจากต่างประเทศ 3 หมื่นตันต่อปี ด้วยราคาที่สูงกว่าผลิตเองหลายเท่า

“ความต้องการกาแฟพิเศษคือโอกาสที่จะดึงมูลค่าเศรษฐกิจไทยได้มหาศาล”

ที่สำคัญเกษตรกรที่ปลูกกาแฟพิเศษสามารถมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า เมื่อเทียบกับกาแฟทั่วไป อ้างอิงมาตรฐานราคาขายกาแฟเกรดพิเศษ 500-3,000 บาทต่อกิโลกรัม คาดเติบโต 30% ใน 5 ปี ซึ่งกาแฟที่ชนะการประมูลจะยังคงทำลายสถิติราคาสูงสุดต่อไป

“กาแฟแก้วเดียวเปลี่ยนโลกไม่ได้ แต่กาแฟแก้วนั้นคือการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ทุกครั้งที่จิบกาแฟสามารถเลือกกาแฟที่มาจากความยั่งยืน ช่วยให้เด็ก ๆ ได้ไปโรงเรียน ช่วยลดไฟป่า และเป็นกาแฟที่ช่วยให้โลกนี้ดีขึ้นได้”

กว่าจะมาเป็นเมล็ดกาแฟ Beans

“อัครินทร์ ศิวพรพิทักษ์” หนึ่งในผู้ก่อตั้งบีนส์ คอฟฟี่ โรสเตอร์ มองแบรนด์ไทยที่ยกระดับสู่สากลว่า ที่บ้านของตนมีไร่กาแฟ และทำโรงคั่วเอง จนกระทั่งมาร่วมกับเพื่อน ๆ ทำร้านบีนส์ สิ่งที่เห็นคือกาแฟที่ดีไม่ได้มีแค่คุณภาพ แต่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม และอยากทำกาแฟไทยไปสู่ตลาดโลกในราคาที่เป็นธรรม

การทำสตอรี่เทลลิ่งเป็นเรื่องสำคัญ ช่วยเพิ่ม Value Added ได้ ศูนย์จะทำให้ความยั่งยืนเกิดขึ้น ซึ่งเป็นข้อสำคัญที่ช่วยส่งกาแฟไปยังตลาดโลกได้ และช่วยลดการนำเข้า

อัครินทร์กล่าวต่อถึงเป้าประสงค์ของศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจรว่า ต้องการยกระดับกาแฟไทยสู่ระดับโลก อย่างน้อยกาแฟไทยต้องมีชื่อติดในลิสต์ที่มีคุณภาพดี ต้องการยกระดับเกษตรกรไทย และเป็นศูนย์ที่รวมองค์ความรู้ทางกาแฟ สร้างความยั่งยืน เป็นแหล่งเรียนรู้ทางเกษตรเพื่อให้ทุกคนเข้ามาเรียนรู้ตรงนี้ได้

“เราต้องยกระดับคุณภาพของเกษตรกร และการแปรรูปให้มีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจรจะช่วยในส่วนนี้ได้ ในอนาคตคาดหวังว่าจะเป็นศูนย์ท่องเที่ยวเชิงเกษตรกรรม เรียนรู้เรื่องการปลูกกาแฟและสร้างความเข้าใจมากขึ้น”

“แสนชัย จูเปาะ” เจ้าของไร่ Saen Chai Estate เกษตรกรต้นแบบ อำเภอกัลยาณิวัฒนา กล่าวว่า การกลับบ้านเป็นสิ่งที่หลายคนกลัว เพราะพ่อแม่คาดหวังให้ลูกมีอาชีพที่มั่นคง มากกว่าที่เป็นเกษตรกร การกลับบ้านจึงหมายถึงการถูกตราหน้าว่าไม่ประสบความสำเร็จ

แต่กับตนเองที่เลือกทำอาชีพที่เกี่ยวข้องกับกาแฟ แสดงให้เห็นว่าเป็นสิ่งที่มั่นคงและยั่งยืนแก่ครอบครัว เป็นอาชีพที่มีเกียรติ ไม่ได้ถูกดูแคลนอย่างที่ผ่านมา

การปลูกกาแฟมี 2 แบบ คือกลางแจ้งและใต้ต้นไม้ ซึ่งแบบหลังมีข้อดีคือไม่มีโรคแทรกซ้อน และได้รับผลผลิตสม่ำเสมอ ซึ่งที่อำเภอกัลยาณิวัฒนากว่า 99% ปลูกใต้ร่มไม้ โดยต้องปลูกกาแฟให้ตรงสายพันธุ์กับที่ตลาดต้องการ จะช่วยเพิ่มมูลค่า

“โมเดลคือ ให้ป่ากับกาแฟอยู่ด้วยกัน และมีมูลค่าให้ป่า-คนอยู่ร่วมกันได้”

ตนเชื่อว่าการกลับมาของเด็กรุ่นใหม่ต้องมีเยอะมากขึ้น ตนเป็นหนึ่งในนั้นที่กลับมาปลูกกาแฟและใช้ทรัพยากรในพื้นที่ให้เกิดมูลค่า

“อยากเห็นคนรุ่นใหม่กลับมาปลูกกาแฟและประสบความสำเร็จ และภาคภูมิใจในพื้นที่บ้านเกิดของตัวเอง”

“บริรักษ์ อภิขันติกุล” ในฐานะผู้อยู่กลางน้ำมองว่า ในการปลูกกาแฟไทยยังขาดองค์ความรู้ที่ถูกต้อง ซึ่งยังไม่แพร่หลาย ศูนย์เป็นเหมือนจุดศูนย์กลางในการเผยแพร่ส่งต่อข้อมูล อย่าง Farm Management ดูแล ตัดแต่ง และโปรเซสที่ดี, การตรวจสอบสายพันธุ์ และเป็นช่องทางในการสนับสนุนการขาย เป็นต้น

ที่สำคัญต้องโฟกัสเรื่ององค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกร ซึ่งศูนย์จะนำมาเผยแพร่แบบจับต้องได้จริง ๆ ทั้งเข้าถึงง่าย ด้วยความเชื่อว่าจะถูกนำไปใช้ยังสถาบัน จะเป็นความรู้องค์รวมด้านเกษตรกรรม

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘แสนสิริ’ ต่อยอด ESG ตั้งศูนย์การเรียนรู้กาแฟครบวงจร ยกระดับเกษตรกร-เพิ่มรายได้ 3 เท่า

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...