โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ต้องรุกรานเพื่อป้องกันตนเองและสกัดกั้นการรุกรานของศัตรู กรณีศึกษาการยึดครองซีเรียโดยตุรกี

The Better

อัพเดต 14 ธ.ค. 2568 เวลา 08.59 น. • เผยแพร่ 14 ธ.ค. 2568 เวลา 08.53 น. • THE BETTER

1. ในช่วงสงครามกลางเมืองซีเรีย กองกำลังประชาธิปไตยซีเรีย (SDF) เป็นฝ่ายติดอาวุธที่เข้าร่วมในสงครามกลางเมืองซีเรียและทำหน้าที่เป็นกองกำลังติดอาวุธของฝ่ายบริหารปกครองตนเองทางเหนือและตะวันออกของซีเรีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ติดกับตุรกี และเป็นพื้นที่ที่มีชนชาติเคิร์ดอาศัยอยู่ โดยชาวเคิร์ดมีความต้องการตั้งประเทศของตัวเองโดยรวมเอาคิดแดนของชาวเคิร์ดในตุรกี ซีเรีย และอิรักเข้าด้วยกัน

2. SDF ประกอบด้วยกลุ่มต่างๆ มากมาย โดยกลุ่มที่โดดเด่นที่สุดคือ หน่วยป้องกันประชาชน (YPG) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดในซีเรีย และหน่วยคุ้มครองสตรี (YPJ) ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยชาวเคิร์ดโดยสาขาทางการเมืองของสองกลุ่มนี้คือ พรรคสหภาพประชาธิปไตย (PYD) พรรคการเมืองฝ่ายซ้ายของชาวเคิร์ดในซีเรีย ซึ่งตุรกีถือว่าเป็นสาขาหนึ่งของพรรคแรงงานเคิร์ด (PKK) ซึ่งตุรกีถือว่าเป็นกลุ่มก่อการร้ายและได้ทำสงครามกันมาตั้งแต่การเจรจาสันติภาพล้มเหลวในปี 2015

3. ด้วยเหตุนี้ ตุรกีจึงมองว่า SDF ทั้งหมดเป็นเพียงส่วนขยายของ PKK ส่งผลให้ตุรกีเข้าแทรกแซงกลุ่มนี้สองครั้งภายในปี 2019 ครั้งแรกโดยตุรกีทการบุกซีเรียตอนเหนือเพื่อป้องกันการเชื่อมต่อพื้นที่ที่ SDF ยึดครอง และต่อมาโดยการโจมตี SDF อย่างเต็มรูปแบบในเมืองอัฟริน ผลจากการบุกรุกเหล่านี้ ตุรกีได้จัดตั้งเขตยึดครองในซีเรียตอนเหนือ ซึ่งกลายเป็นพื้นที่ที่ SDF ก่อความไม่สงบ ทำให้ประธานาธิบดีตุรกี เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ต้องแสดงความต้องการที่จะขับไล่กองกำลัง SDF ออกจากชายแดนซีเรีย-ตุรกีโดยใช้กำลังบ่อยครั้ง

4. อย่างไรก็ตาม การเผชิญหน้าระหว่างตุรกีกับ SDF มีความซับซ้อนทางการเมืองระหว่างประเทศ เพราะกองกำลัง SDF เองก็กลายเป็นหนึ่งในพันธมิตรหลักของสหรัฐฯ ในซีเรียในการทำสงครามกับกลุ่มรัฐอิสลาม ส่งผลให้กองกำลังสหรัฐฯ ถูกส่งไปประจำการในดินแดนที่ SDF ยึดครอง ซึ่งเป็นการยับยั้งการรุกรานข้ามพรมแดนของตุรกีไปด้วย ในขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ (ในสมัยแรก) ก็แสดงเจตจำนงที่จะถอนตัวออกจากสงครามกลางเมืองซีเรีย โดยในตอนแรกสั่งให้ถอนกำลังพลสหรัฐฯ ทั้งหมดในซีเรีย ก่อนที่จะตัดสินใจคงกำลังพลจำนวนเล็กน้อยไว้ในภายหลัง ตามคำแนะนำของที่ปรึกษาทางทหารของเขา

5. ถึงกระนั้น สหรัฐฯ ก็กระตือรือร้นที่จะรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับตุรกี ซึ่งในขณะนั้นความสัมพันธ์ดังกล่าวก็ตึงเครียดอยู่แล้วจากการที่สหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะส่งตัวเฟทุลลาห์ กูเลน ผู้ต่อต้านรัฐบาลตุรกี (ซึ่งตุรกีกล่าวหาว่าเป็นผู้บงการการรัฐประหารที่ล้มเหลวในปี 2016) และการที่ตุรกีซื้อระบบขีปนาวุธ S-400 จากรัสเซียจนทำให้สหรัฐฯ เกิดความเคลือบแคลงใจต่อตุรกีในฐานะพันธมิตรและการที่ตุรกีเป็นสมาชิกสำคัญของนาโตในตะวันออกกลาง ความไม่ลงรอยระหว่างสหรัฐฯ กับตรุกีในประเด็นเหล่านี้ ทำให้ แนวคิดของ SDF ที่จะสร้างเขตปลอดอาวุธ หรือ DMZ ทำไม่สำเร็จและไม่สามารถถ่วงดุลแนวคิดรุนกรานซีเรียของตุรกีได้

6. ในช่วงฤดูร้อนปี 2019 ประธานาธิบดีตุรกี เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ประกาศว่าตุรกี "รอต่อไปไม่ได้แล้ว" และจะไม่ยอมให้กองกำลัง SDF ประจำการอยู่ตามแนวชายแดนตุรกี-ซีเรียต่อไป เขากล่าวว่าหากสหรัฐฯ ไม่ตกลงทำข้อตกลงที่จะถอนกองกำลัง SDF ออกจากพื้นที่เหล่านั้น ตุรกีจะเริ่มการรุกรานอย่างเต็มรูปแบบฝ่ายเดียวต่อดินแดนที่กองกำลัง SDF ยึดครองทางตะวันออกของแม่น้ำยูเฟรติส โดยจัดตั้ง "เขตปลอดภัย" ที่ตุรกียึดครองตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้นำสหรัฐฯ มองว่า "ยอมรับไม่ได้"

7. เมื่อกองทัพตุรกีระดมกำลังพลตามแนวชายแดน รัฐบาลทรัมป์จึงตัดสินใจเจรจากับตุรกีเกี่ยวกับการจัดตั้ง "เขตปลอดภัย" ซึ่งจะแก้ไขปัญหาการประจำการของกองกำลัง SDF ในซีเรียตอนเหนืออย่างเป็นพื้นฐาน ในตอนแรกทั้งสองฝ่ายไม่สามารถบรรลุข้อตกลงใดๆ ได้ โดยสหรัฐฯ เสนอเขตที่มีความลึกเข้าไปในพรมแดนซีเรีย 10–15 กิโลเมตร ภายใต้การควบคุมร่วมกันของสหรัฐฯ และตุรกี ในขณะที่ตุรกีเรียกร้องเขตที่มีความลึกเข้าไปในพรมแดน 30–50 กิโลเมตร ภายใต้การควบคุมของตุรกีแต่เพียงผู้เดียว

8. จนเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2019 ตุรกีกล่าวว่าได้บรรลุข้อตกลงกรอบความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาที่จะป้องกันการรุกรานซีเรียตอนเหนือโดยฝ่ายเดียวของตุรกี ขั้นตอนแรกเริ่มนั้นรวมถึงการจัดตั้ง "ศูนย์ปฏิบัติการร่วม" ซึ่งจะประสานงานการจัดตั้ง "ระเบียงสันติภาพ" ตามแนวชายแดนซีเรีย-ตุรกีฝั่งซีเรีย ระเบียงสันติภาพดังกล่าวจะมีระดับความลึก 5 กิโลเมตรในพื้นที่ส่วนใหญ่ ในขณะที่ในบางพื้นที่จำกัดจะขยายออกไปเป็น 9–14 กิโลเมตร และกองกำลัง YPG และ YPJ จะถอนตัวออกจากพื้นที่กันชนระยะ 5-9-14 กิโลเมตรโดยสิ้นเชิง

9. เครื่องบินลาดตระเวนของตุรกีจะได้รับอนุญาตให้เฝ้าระวังพื้นที่ดังกล่าว แต่เครื่องบินรบของตุรกีจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป และจะไม่มีการโจมตีทางอากาศเกิดขึ้น นอกจากนี้ สหรัฐฯ และตุรกีจะร่วมกันลาดตระเวนทางทหารตามแนวเขตกันชน แต่จะไม่เข้ายึดครองดินแดน และจะไม่อนุญาตให้มีการลาดตระเวนแยกต่างหากของตุรกี โดยตุรกีจะงดเว้นจากการรุกรานใดๆ เข้าสู่ซีเรียตอนเหนือ แบะตุรกีจะไม่จัดตั้งจุดสังเกการณ์ใดๆ ในซีเรียตอนเหนือ เหมือนที่เคยทำในอิดลิบ จุดสังเกตการณ์ทั้งหมดจะต้องสร้างขึ้นบนดินแดนของสาธารณรัฐตุรกีเท่านั้น

10. อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม กำหนดเส้นตายที่ตุรกีกำหนดไว้สำหรับการปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของตุรกีได้หมดอายุลงโดยที่ตุรกีไม่ได้รับความพึงพอใจว่าจได้รับการปฏิบัติตามเงื่อนไขของ SDF และสหรัฐฯ ดังนั้น วันที่ 5 ตุลาคม ประธานาธิบดีเออร์โดกันของตุรกีเตือนว่าการบุกซีเรียตอนเหนืออย่างเต็มรูปแบบอาจเริ่มต้นในวันนั้นหรือวันถัดไป หลังจากที่เขานิยามการลาดตระเวนภาคพื้นดินและทางอากาศร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และตุรกีว่าเป็น "เพ้อฝัน" เขายังกล่าวอีกว่ากองทัพตุรกีได้เตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีแล้วและได้รับแผนการสำหรับการบุกแล้ว

11. วันที่ 7 ตุลาคม แถลงการณ์จากสำนักงานทำเนียบขาวระบุว่า ตุรกีจะ "เดินหน้าปฏิบัติการที่วางแผนไว้มานานแล้วในซีเรียตอนเหนือ" และประกาศว่าแม้กองกำลังสหรัฐฯ จะไม่ให้การสนับสนุนปฏิบัติการอย่างแข็งขัน แต่จะถอนตัวออกจากพื้นที่ ซึ่งเป็นการอนุญาตให้ปฏิบัติการเกิดขึ้นได้ แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เห็นชอบกับการโจมตีของตุรกี หลังจากที่ประธานาธิบดีเออร์โดกันของตุรกีให้คำมั่นกับเขาว่าตุรกีจะรับช่วงดูแลนักโทษกลุ่มรัฐอิสลาม (ID) ที่ถูกกองกำลัง SDF จับกุม

12. การอนุมัติการรุกรานของตุรกีอย่างกะทันหันของทรัมป์ถูกมองว่าเป็นการพลิกผันวัตถุประสงค์ของข้อตกลงเขตกันชน และได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากภายในสหรัฐอเมริกา โฆษกของ SDF กล่าวว่าการกระทำของสหรัฐฯ เป็น "การแทงข้างหลัง" และยืนยันว่า SDF จะ "ปกป้องซีเรียตะวันออกเฉียงเหนือด้วยทุกวิถีทาง" ในขณะที่ ทรัมป์ ก็พยายามถ่วงดุลกับ SDF ที่คอบช่วยควบคุมการโจมตีของ IS โดยทรัมป์ได้ทวีตข้อความข่มขู่เออร์โดกัน โดยระบุว่าหากตุรกีดำเนินการใดๆ ที่เขาเห็นว่า "เกินขอบเขต" เขาจะ "ทำลายล้างและทำลายเศรษฐกิจของตุรกีอย่างสิ้นเชิง"

13. วันที่ 9 ตุลาคม ประธานาธิบดีเออร์โดกันของตุรกีประกาศว่าการโจมตี SDF หรือปฏิบัติการฤดูใบไม้ผลิแห่งสันติภาพ (Operation Peace Spring) ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ขณะที่รัฐบาลอัสซาดประณามปฏิบัติการของตุรกีอย่างรุนแรง โดยกล่าวหาตุรกีว่าละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและบูรณภาพดินแดนของซีเรียอย่าง "น่าอับอาย" ส่วน SDF เรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศบังคับใช้เขตห้ามบินเหนือซีเรียตอนเหนือ เพื่อป้องกัน "วิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมที่กำลังจะเกิดขึ้น"

14. ตามที่ประธานาธิบดีตุรกี เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน กล่าว ปฏิบัติการนี้มีจุดประสงค์เพื่อขับไล่ SDF ซึ่งตุรกีกำหนดให้เป็นองค์กรก่อการร้าย "เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับพรรคแรงงานเคิร์ด (PKK)" แม้ว่าตุรกีจะอ้างว่าเป็นการป้องกันตนเอง แต่ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว ถือเป็นการใช้กำลังโดยผิดกฎหมาย ในขณะที่เดิมทีรัสเซียยอมรับ "สิทธิในการป้องกันตนเอง" ของตุรกี แต่ในวันที่ 15 ตุลาคม รัสเซียได้เปลี่ยนท่าทีต่อต้านปฏิบัติการดังกล่าวและส่งกองกำลังเข้าไป นอกจากนี้ ยังมีประเทศในยุโรปและแคนาดาได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรอาวุธต่อตุรกี ในขณะที่สหรัฐฯ ได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรต่อกระทรวงต่างๆ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลตุรกีเพื่อตอบโต้การรุกในซีเรีย

15. จนถึงปี 2024 ก็ยังมีปฏิบัติการทางทหารหลายชุดที่ตุรกีและกองทัพแห่งชาติซีเรีย (SNA) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากตุรกี ได้เปิดฉากขึ้นเพื่อต่อต้าน SDF ที่นำโดยชาวเคิร์ด ท่ามกลางการล่มสลายของระบอบอัสซาด เริ่มต้นเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2024 ด้วยปฏิบัติการรุ่งอรุณแห่งเสรีภาพ (Operation Dawn of Freedom) การโจมตีครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อขยายดินแดนที่ตุรกีควบคุม ลดกำลังของ SDF ป้องกันการปกครองตนเองของชาวเคิร์ดในซีเรียหลังยุคอัสซาด และสอดคล้องกับความคิดริเริ่มของตุรกีในการจัดตั้งเขตกันชนลึก 30 กิโลเมตรทางตอนเหนือของประเทศ

16. ในช่วงหลังของการรุกรานซีเรียของตุรกีมีการสู้รบครั้งสำคัญ ได้แก่ การโจมตีเมืองมันบิจในปี 2024 และการปะทะกันที่โคบานีในปี 2024 โดยมีการสู้รบต่อเนื่องไปจนถึงปี 2025 อย่างไรก็ตาม หลังจากระบอบอัสซาดล่มสลาย พื้นที่ทางตอนเหนือของอเลปโปที่อยู่ภายใต้การควบคุมของตุรกีได้ถูกโอนไปยังรัฐบาลเปลี่ยนผ่านของซีเรียในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 การยึดครองทางทหารในเขตอัฟรินก็สิ้นสุดลงในเดือนกันยายน 2025 เช่นกัน

โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

Photo- ขบวนรถทหารตุรกีบรรทุกรถถังและยานเกราะแล่นผ่านเมืองอิดลิบ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของซีเรีย ใกล้ชายแดนซีเรีย-ตุรกี เมื่อช่วงดึกของวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2020 (ภาพโดย Aref TAMMAWI / AFP)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...