โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

งิ้วมาจากไหน ในไทยเคยฮิตขั้นเจ้าเป็นเจ้าของโรงงิ้ว มหรสพชั้นสูงในราชสำนักถึงช่วงโรย

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 18 ธ.ค. 2566 เวลา 07.50 น. • เผยแพร่ 04 มิ.ย. 2565 เวลา 19.06 น.

คนเมืองกรุงในไทยย่อมคุ้นเคยกับภาพการแสดงงิ้วกันอย่างดี เมื่อจะพูดถึงความมหรสพที่เก่าแก่อย่างงิ้วมีอายุยาวนานไม่ต่ำกว่าพันปีมาแล้ว ไม่เพียงมีความเป็นมายาวนาน มหรสพลักษณะนี้เกี่ยวข้องกับหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นสังคม วัฒนธรรม หรือแม้แต่เรื่องแนวคิดในการดำรงชีวิตของชาวจีน

ความเป็นมาของงิ้วนั้นมีนักวิชาการและนักประวัติศาสตร์ชี้แนะถึงจุดเริ่มต้นแตกต่างกัน บ้างก็ว่าเริ่มต้นจากช่วงรัชสมัยจิว (เลียดก๊ก) ช่วงนั้นเป็นการแสดงที่ผสมการขับร้องและบทเจรจาประกอบกับลีลาท่าทาง เนื้อเรื่องก็เป็นการนำเรื่องราวในประวัติศาสตร์มาดัดแปลงเติมแต่ง เชื่อกันว่า แสดงกันในพระราชวังของพระเจ้าแผ่นดิน และเริ่มมีรูปแบบแตกต่างหลากหลายในเวลาต่อมา ในรัชสมัยจิวก็มีการแสดงรูปแบบใหม่เกิดขึ้น

อาจารย์ถาวร สิกขโกศล นักวิชาการด้านจีนแสดงความคิดเห็นว่า การแสดงมาเป็นรูปร่าง “งิ้ว” ที่ชัดเจนในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ ตรงกับสมัยสุโขทัยประมาณรัชกาลขุนศรีนาวนำถม

ขณะที่สารานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตระบุว่า งิ้วเกิดสมัยพระเจ้าถังสวนจง ราชวงศ์ถัง แต่อาจารย์ถาวร แสดงความคิดเห็นว่า ช่วงเวลานั้น “งิ้ว” ยังไม่เป็นงิ้วที่ชัดเจน พร้อมเปรียบเทียบว่ายังอยู่ในช่วง“เป็นไข่” การแสดงจะเล่นเป็นเรื่องสั้นๆ ตัวละครมีแค่ 3-4 ตัว ไม่ถือเป็น “งิ้ว” แบบสมบูรณ์ เพราะเล่นกับพื้นดิน เป็นวงกลม ผู้ชมมีส่วนร่วมเป็นผู้แสดงด้วย

ระหว่างการสัมมนาเรื่อง “งิ้วในเมืองไทย” จัดเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 อาจารย์ถาวร ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บรรยาย อธิบายว่า งิ้วเรื่องแรกคือ “ถ้าเหยาเหนียง” (tayauniang) หรือ “นางดำเนินครวญ” เรื่องย่อของงิ้ว คือ สตรีรูปงามได้สามีเป็นคนขี้เมา ถูกสามีตี มีตัวละคร 2 ตัวคือ สตรีตัวโศก และสามีตัวตลก เมื่อสตรีโดนสามีทุบตีแล้วก็เดินโซเซร้องไห้เล่าเรื่องให้ชาวบ้านฟัง คนดูที่ล้อมวงก็มีสิทธิ์ร้องเป็นบทงิ้วถามกลับไป ซึ่งงิ้วเรื่องนี้พัฒนาเรื่อยมาจนถึงยุคปัจจุบันเป็นงิ้วเรื่อง “หยงเหนียงหยวน”

สำหรับรายละเอียดเรื่องพระเจ้าถังสวนจง นั้น ผู้เชี่ยวชาญบางรายบรรยายว่า ทรงพระปรีชาหลากหลายด้าน การแสดงงิ้วเป็นมหรสพที่พระองค์ทรงโปรดปราน

ในช่วงราชวงศ์ซ่งตอนปลายที่มองโกลยึดครองจีนตอนเหนือ ทางใต้ยังคงมีราชวงศ์ซ่งอยู่ ประมาณ พ.ศ. 1700 เกิดงิ้วเล่นเป็นเรื่องเป็นราวที่เมืองเวินโจว มณฑลเจ้อเจียง หลังจากนั้นอีกประมาณ 5-10 ปี เกิดงิ้วตอนเหนือ งิ้วเหนือกับใต้เล่นแตกต่างกัน โดยงิ้วเหนือจะบอกว่าตัวพระเอกเป็นตัวหลัก หรือตัวนางเป็นตัวหลัก ตัวหลักจะเป็นคนร้องตัวเดียว ตัวละครอื่นแค่รำตาม การร่ายรำจึงงดงามประณีต ขณะที่งิ้วใต้ เล่นเหมือนละคร กล่าวคือ มีตัวละคร 10 ตัว แต่ละตัวจะร้องและเล่นบทของตัวเอง

ภายหลังงิ้วใต้แตกแขนงออกเป็น 2 ชนิด คืองิ้วที่เข้าไปเมืองนานกิง ซึ่งกลายเป็นงิ้วคุนซาน และชนิดต่อมาคืองิ้วที่เข้าไปเมืองอื่น จนกลายเป็นงิ้วแต้จิ๋ว อาจารย์ถาวร อธิบายว่า งิ้วแต้จิ๋วช่วงแรกจะร้องเป็นภาษากลางสมัยราชวงศ์หยวน ต่อมาจึงเริ่มแทรกภาษาแต้จิ๋ว แล้วพัฒนาเป็นตัวละครขุนนางร้องเป็นแต้จิ๋ว เจรจาเป็นภาษากลาง ตัวละครชาวบ้านจะร้องแต้จิ๋ว ภายหลังก็กลายมาเป็นร้องแต้จิ๋วหมด เมื่อถึงต้นราชวงศ์หมิง งิ้วก็เริ่มแพร่หลายไปทั่วประเทศ ทำให้มีงิ้วท้องถิ่นตามแหล่งต่างๆ

โดยรวมแล้วงิ้วจากจีนมีมากกว่า 300 ชนิด งิ้วแต้จิ๋วถือเป็นหนึ่งในสิบตระกูลงิ้วที่ยิ่งใหญ่ ร่วมกับงิ้วชนิดอื่น อาทิ งิ้วผิงจี้ว์ งิ้วคุนฉี่ว์ และงิ้วปักกิ่ง อย่างไรก็ตาม งิ้วปักกิ่งเพิ่งสมบูรณ์เมื่อ พ.ศ. 2420 มีอายุประมาณ 100 กว่าปี ไม่เก่าแก่เท่างิ้วแต้จิ๋ว

เมื่อกล่าวถึงงิ้วในเมืองไทยแล้ว มีข้อมูลที่บันทึกแตกต่างหลากหลายเช่นกัน หลักฐานที่มักถูกพูดถึงเกี่ยวกับงิ้วในไทยที่เก่าแก่อันดับต้นๆ ย่อมเป็นบันทึกของบาทหลวงชัวซีย์ ที่เข้ามาอยุธยาเพื่อเจริญไมตรี เมื่อ พ.ศ. 2228 (ค.ศ. 1685) ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ มีกล่าวถึงการแสดงงานฉลองที่ทำเนียบของพระยาวิชเยนทร์ (คอนแสตนติน ฟอลคอน) นักเดินทางและพ่อค้าที่ภายหลังรับราชการกับสมเด็จพระนารายณ์ ข้อความตอนหนึ่งมีว่า

“งานฉลองปิดท้ายรายการลงด้วยงิ้วหรือโศกนาฎกรรมจีน มีตัวแสดงจากมณฑลกวางตุ้งคณะหนึ่ง และจากเมืองจินเจาคณะหนึ่ง”

ขณะที่บันทึกของบาทหลวงตาชาร์ด (Tachard) ผู้เดินทางเข้าสยามสมัยเดียวกับบาทหลวงเดอชัวซีย์ ก็กล่าวถึงการแสดงรื่นเริงต้อนรับราชทูต การแสดงเป็นงิ้วบู๊แนวตลก หลังจากนั้นก็มีหุ่นกระบอกของชาวลาว ฟ้อนรำของสยาม และการแสดงของอีกหลากหลายกลุ่ม ปิดท้ายด้วยการแสดงจากจีนอีก

นอกเหนือจากนั้น บันทึกของลาลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสยังกล่าวถึงการแสดงงิ้วเพื่อต้อนรับราชทูตฝรั่งเศสอีกคณะ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า“งิ้ว” สมัยนั้นเป็นการแสดงที่มีสถานะ “วัฒนธรรมชั้นสูง” เอกสารคำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม ซึ่งบอกเล่าสภาพวัฒนธรรมประเพณีสมัยรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ มีปรากฏคำว่า “งิ้ว” อยู่ในส่วนเนื้อหาเกี่ยวกับการพระเมรุ เอกสารนี้มีข้อสังเกตว่าเป็นเอกสารที่เขียนขึ้นหลังสมัยอยุธยาโดยใช้เรียบเรียงเอกสารจากสมัยอยุธยา

อย่างไรก็ตาม มีเอกสารเกี่ยวกับ “งิ้วในเมืองไทยที่เข้ามาเล่นเป็นครั้งแรกในไทย” อีกแห่ง เขียนโดย “พระสันทัดอักษร” จากหนังสือ “ศัพท์ไทย” เล่ม 3 ตอนที่ 9 เดือนเมษายน พ.ศ. 2467 เนื้อหาเล่าย้อนไปถึง พ.ศ. 2367 อันเป็นปีสุดท้ายของรัชกาลที่ 2 ระบุว่า

“ประวัติงิ้วในเมืองไทยที่เข้ามาเล่นเป็นครั้งแรกในไทยนั้นเรียกว่า ‘งิ้วลั่นถั่น’ หรือ ‘ไซฉิน’ ครั้งต่อมางิ้วลั่นถั่นกลายเป็นงั่วกัง…”

สมัยต้นรัตนโกสินทร์ปรากฏหลักฐานที่เอ่ยถึงงิ้วในวรรณกรรมและจดหมายเหตุต่างๆ และคาดการณ์ว่าน่าจะมาเฟื่องฟูในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยพระสันทัดอักษร ยังบันทึกความนิยมของงิ้วสมัยนั้นใน “ตำนานงิ้วเมืองไทย” ว่า

“ความนิยมงิ้วของเรามากขึ้นเป็นลำดับ จนกระทั่งถึงเป็นเจ้าของก็มี เช่น คุณจ่ามีงิ้ว 1 โรง ขุนพัฒน์แหยมมีงิ้วถึง 4-5 โรง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ มีงิ้วงั่วกงโรงหนึ่ง และพระองค์ท่านยังมีงิ้วเล่าแป๊ะอีกโรงหนึ่ง

แม้ที่สุดกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ ในรัชกาลที่ 5 ก็ทรงเป็นเจ้าของโรงงิ้วโรงหนึ่ง ยังเรียกกันติดปากจนบัดนี้ว่างิ้ววังหน้า ซึ่งทรงรวบรวมลูกจีนและมหาดเล็กเด็กชายในพระองค์หัดขึ้นจนออกโรงเล่นได้เป็นอย่างไรดี นอกจากนี้ยังมีเจ้านาย ข้าราชการ และคหบดีอีกมากมาย หลายพระองค์หลายท่านที่เป็นเจ้าของโรงงิ้ว”

มีหลักฐานว่าในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ งิ้วถูกนำมาประกอบพิธีในราชสำนัก อาทิ งิ้วประกอบพิธีถวายพระเพลิงพระศพในการสร้างพระเมรุมาศถวายพระเพลิงพระบรมศพในท้องสนามหลวง ปีพ.ศ. 2354 สร้าง “โรงโขน โรงละคร โรงงิ้ว สิ่งละ 2 โรง”

เวลาต่อมา งิ้วในไทยช่วงรัชกาลที่ 5 ได้รับความนิยมมาก แต่มีบันทึกว่าชาวจีนในไทยยังนิยมว่าจ้างงิ้วจากจีนมาแสดงในงานประจำปีอยู่ การว่าจ้างในสมัยนั้นอาจไม่ใช่เรื่องยาก การจ้างมักจ้างเป็นระยะเวลาประมาณ 4 เดือน งิ้วจากจีนที่เข้ามาแสดงในไทยไม่ใช่งิ้วแต้จิ๋ว แต่เป็นงิ้ว 4 ประเภทคือ งิ้วงั่วกัง งิ้วเจี่ยอิม งิ้วแป๊ะหยี่ งิ้วไซฉิ้ง

ขณะที่งิ้วแต้จิ๋วเริ่มเข้ามาในภายหลัง และทำให้งิ้วชนิดอื่นลดความนิยมลง งิ้วต่างๆ ที่เคยถูกว่าจ้างให้แสดงในศาลเจ้าประจำทุกปีก็กลายเป็นงิ้วแต้จิ๋ว เนื่องจากชาวจีนในไทยเป็นชาวจีนแต้จิ๋วจำนวนมาก หลังจากนั้นงิ้วแต้จิ๋วก็แพร่หลายตามงานศาลเจ้าเรื่อยมา

แต่เป็นที่ทราบกันว่า หลายทศวรรษที่ผ่านมา ความนิยมของงิ้วลดลงไปอย่างมาก โรงเรียนสอนงิ้ว และโรงงิ้วที่เคยมีอยู่ตามถนนสายเยาวราชปิดตัวลง โรงงิ้วที่ให้ความบันเทิงก็แทบไม่หลงเหลือ มีเพียงแค่คณะงิ้วที่เร่เดินทางไปแสดงตามศาลเจ้าต่างๆ ในงานฉลองประจำปี

พรพรรณ จันทโรนานนท์ นักวิชาการผู้ศึกษาวัฒนธรรมจีน วิเคราะห์สาเหตุของความนิยมที่ลดลงว่ามีหลากหลายปัจจัย ทั้งแง่ความเจริญทางสังคมและความบันเทิงรูปแบบใหม่ที่เข้ามา อาทิ ภาพยนตร์ “งิ้ว” จากฮ่องกง เมื่อเวลาผ่านไป ชาวจีนรุ่นหลังก็ให้ความสำคัญกับงิ้วลดลง ไปจนถึงเรื่องค่าจ้างในการว่าจ้างคณะงิ้วที่แพงกว่ามหรสพอื่น

อ้างอิง :

ปรีดา จันทโชติ. การข้ามพ้นวัฒนธรรมของสื่อการแสดงงิ้วในประเทศไทย. วิทยานิพนธ์นิเทศศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานิเทศศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2557. ออนไลน์. เข้าถึง 4 มิถุนายน พ.ศ. 2562.

พรพรรณ ล. จันโรนานนท์. “ฉาวโจวชี่ งิ้วแต้จิ๋ว ความเป็นมาและการแพร่กระจายเข้าสู่เมืองไทย”. ศิลปากร. 27 : 1 (มีนาคม, 2526).

___. “ปู้ไต่ซี่ งิ้วหุ่นกระบอกของชาวจีนฮกเกี้ยนที่สิงคโปร์”. ศิลปการ. 28 : 3 (กรกฎาคม, 2527)

___. “อุปรากรจีน ศิลปะที่กำลังจะสูญไปจากแผ่นดินไทย”. กินรี. 10 (ธันวาคม, 2536)

วิภา จิรภาไพศาล. “‘งิ้ว’ โอเปร่า (แฝงคุณธรรม) ตะวันออก ละครร้องที่ UNESCO ยกย่องเป็นมรดกโลก”. ศิลปวัฒนธรรม. พฤษภาคม 2548

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 4 มิถุนายน 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...