โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รัฐบาลเปิดเสรีดาวเทียมรับบริการดิจิทัลรูปแบบใหม่ (Cyber Weekend)

Manager Online

อัพเดต 01 ธ.ค. 2561 เวลา 01.16 น. • เผยแพร่ 01 ธ.ค. 2561 เวลา 01.16 น. • MGR Online

แม้ว่าปัญหาวุ่นๆของดาวเทียมไทยคม 7 และ 8 ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กับ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะต้องเข้าไปอยู่ในระบบสัญญาสัมปทานหรือไม่ทั้งๆที่ได้ใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพราะยังอยู่ในขั้นตอนอนุญาโตตุลาการ ก็ตาม

แต่เมื่อรัฐบาลต้องการมีกฎหมายกิจการอวกาศซึ่งต้องนำเรื่องดาวเทียมทั้งหมดเข้าไปอยู่ในกฎหมายนี้ และต้องมีการเปิดเสรีเพื่อให้มีดาวเทียมเทคโนโลยีใหม่ที่ต้นทุนต่ำ รองรับธุรกิจใหม่ๆ ภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 เข้ามาในประเทศไทย แต่ไม่สามารถทำได้

เนื่องจากขัดรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 60 กำหนดให้ "รัฐต้องรักษาไว้ซึ่งคลื่นความถี่และสิทธิการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมอันเป็นสมบัติของชาติ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน …" ทำให้การขอ "Landing Right" ไม่สามารถอนุญาตให้ดาวเทียมสัญชาติอื่นเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยได้ ยกเว้นดาวเทียมสัญชาติไทย

ทำให้ล่าสุดมติ คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (บอร์ดดีอี) เห็นชอบร่างเปิดเสรีให้ดาวเทียมต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยได้ ซึ่งต่อไปเหลือเพียงการนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเท่านั้น การเปิดเสรีดาวเทียมต่างชาติก็จะเกิดขึ้น

***ทำไมต้องเปิดเสรีดาวเทียม

"วรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา" เลขาธิการ บอร์ดดีอี และรองปลัดกระทรวงดีอี เปิดเผยถึงเหตุผลที่รัฐบาลไทยต้องเปิดเสรีดาวเทียมให้ต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจในประเทศ ว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้กิจการดาวเทียมยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และสร้างบริการและโอกาสธุรกิจใหม่ๆ จากเดิมที่บริการส่วนใหญ่มาจากดาวเทียมที่มีวงโคจรประจำ (Geostationary Satellite Orbit: GSO)

แต่ปัจจุบัน แนวโน้มของโลกมุ่งไปสู่การลงทุนในบริการที่เกิดจากดาวเทียมแบบวงโคจรไม่ประจำที่ (Non-Geostationary Satellite Orbit : NGSO) เช่น ดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit : LEO) และดาวเทียมวงโคจรระยะปานกลาง (Medium Earth Orbit : MEO) ที่มีขนาดเล็กและสามารถส่งขึ้นไปบนฟ้าได้ครั้งละหลายพันดวง ดาวเทียมเหล่านี้สามารถให้บริการได้หลากหลาย เช่น การส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง การส่งผ่านข้อมูลความเร็วสูง การส่งสัญญาณโทรทัศน์ด้วยเทคโนโลยีภาพที่คมชัดมากขึ้น รวมถึงการสำรวจ การนำทาง และการถ่ายภาพที่มีความชัดเจนในระดับสูงมาก

ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้ดาวเทียม NGSO สามารถให้บริการส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตและข้อมูลแบบความเร็วสูง (Low Latency) ซึ่งทำให้ภาคพื้นดินสามารถรับสัญญาณได้ในเวลาต่ำกว่าเสี้ยววินาที การรับส่งข้อมูลที่รวดเร็วในระดับที่ไม่มีดาวเทียมสมัยก่อนทำได้ ดาวเทียม NGSO จึงเป็นเครื่องมือทำให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ ที่ต้องใช้การรับส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด อาทิ ยานยนต์ไร้คนขับ (Unmanned Aerial Vehicle : UAV) บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในที่ทุรกันดารเพื่อให้คนที่อยู่นอกเมืองเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และโดรนสำรวจในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก เป็นต้น รัฐบาลจึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเข้ามาของเทคโนโลยีได้ และยิ่งประเทศไทยมีนโยบายไทยแลนด์ 4.0 จึงจำเป็นต้องเปิดเสรี

บอร์ดดีอีจึงได้ผ่านความเห็นชอบ (ร่าง) แนวทางการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกิจการดาวเทียมวงโคจรประจำที่ (Geostationary-Satellite Orbit : GSO) ตามที่คณะกรรมการนโยบายอวกาศแห่งชาติ ได้มีมติเห็นชอบ เพื่อมุ่งเน้นให้ประเทศไทยมีนโยบายที่กำหนดแนวทางในการรักษาตำแหน่งวงโคจรและข่ายงานดาวเทียมของประเทศที่ชัดเจน เป็นไปตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 60 ที่กำหนดให้ รัฐต้องรักษาไว้ซึ่งคลื่นความถี่และสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมอันเป็นสมบัติของชาติ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน

คณะกรรมการฯ ยังเห็นชอบ (ร่าง) นโยบายการพิจารณาอนุญาตให้ดาวเทียมต่างชาติให้บริการในประเทศ (Landing Right) เนื่องจากที่ผ่านมา ประเทศไทยยังไม่มีนโยบายอนุญาตให้ใช้งานดาวเทียมต่างชาติในเชิงพาณิชย์ ในขณะที่ผู้ประกอบการและผู้ใช้งานดาวเทียมสื่อสารมีความต้องการใช้งานดาวเทียมต่างชาติเพิ่มมากขึ้น ซึ่งขั้นตอนต่อจากนี้คือ รอนำเสนอเข้า ครม. และรับมติมาดำเนินการต่อโดยออกเป็นประกาศหรือเป็นนโยบาย

"เนื่องจากดาวเทียมไทยคมที่จะหมดอายุในเดือนกันยายน 2564 จำเป็นต้องมีนโยบายต่อไปว่าจะมีวิธีบริหารจัดการอย่างไร เพราะต้องคำนึงถึงลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าไม่เตรียมการไว้อาจประสบปัญหาไม่ได้รับการบริการ จึงต้องมีการดำเนินการในเรื่องนี้ ซึ่งจะครอบคลุมทั้ง 2 ส่วน คือ เรื่องทรัพย์สินจากสัมปทานที่สิ้นสุดลงและโอนมาเป็นของกระทรวงดีอี ต้องมีการดำเนินการคัดเลือกผู้ที่เข้ามาให้บริการต่อ โดยอาจเป็นในรูปแบบของ การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ Public Private Partnerships (PPP)"

ขณะที่ในส่วนของรักษาไว้ซึ่งคลื่นความถี่และสิทธิในการเข้าใช้วงโคจร และพิจารณาอนุญาตให้ดาวเทียมต่างชาติให้บริการในประเทศ ต้องเข้าสู่กระบวนการขอใบอนุญาตให้บริการจาก สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช. )โดยเป็นไปตามกฎเกณฑ์ กสทช. ทุกอย่าง

ขณะที่ "Jan Schmidt" หัวหน้ากลุ่มธุรกิจอวกาศ บริษัท Swiss Re Corporate Solutions จำกัด กล่าวว่า จากผลการศึกษาพบว่าปัจจุบันยังมีคนอีก 3.5 พันล้านคนทั่วโลก ที่ยังไม่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ขณะที่มีการประเมินว่า ถ้าประเทศใดสามารถทำให้ประชากรเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้มากขึ้น 10% จะสร้างการเติบโตให้กับจีดีพีของประเทศอีก 1.5%

ดังนั้น นโยบายเปิดเสรีตลาดดาวเทียมของประเทศไทยมีความสำคัญกับประเทศ เพราะโครงสร้างพื้นฐานด้านดาวเทียม เป็นสิ่งที่จะช่วยให้คนทั่วทุกส่วนของประเทศที่ไฟเบอร์ออปติกเข้าไม่ถึง สามารถเชื่อมต่อกับทั้งโลกด้วยอินเทอร์เน็ต เข้าถึงการศึกษา การเกษตรเชิงพยากรณ์ บริการสาธารณสุข และโอกาสทางธุรกิจ เป็นต้น อีกทั้งกฎหมายที่เปิดกว้าง จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันของไทย และเร่งความเร็วในการบรรลุนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ด้วย

"ร.ศ.สุธรรม อยู่ในธรรม" กรรมการกำกับกิจการพลังงาน คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กล่าวว่า ประเทศไทยควรเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับประเด็นเรื่องนโยบายความถี่ (Spectrum) ที่ประเทศใหญ่ๆ ของโลก อย่าง สหรัฐอเมริกา และยุโรป เริ่มมีการกำหนดนโยบายเพื่อรองรับอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 5G ที่จะเป็นตัวผลักดันเศรษฐกิจของโลกในอนาคตอันใกล้

"ในปี 2564 ไทยคมจะหมดสัญญาสัมปทาน การผูกขาดจะหมดลง ก่อนที่จะรอให้หมดสัญญาสัมปทานประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมการเปิดเสรีตามหลัก WTO เพราะรูปแบบการให้สัมปทานไทยคมแบบยาวนานเป็นโมเดลที่ไม่น่ารอด ขณะที่โลกเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน รูปแบบธุรกิจใหม่ต้องการดาวเทียมแบบใหม่และต้นทุนถูกกว่า"

***เปิดร่างเสรีดาวเทียม

การเปิดเสรีดาวเทียมนั้น หากดูในรายละเอียดของร่างฯแล้วจะเห็นได้ว่าดาวเทียมสัญชาติไทยไม่เสียเปรียบเพราะมีเงื่อนไขต่างๆที่ต้องไม่ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบ ตั้งแต่การจ่ายค่าธรรมเนียมที่ต่างชาติต้องจ่ายทั้งค่าใบอนุญาตและค่าธรรมเนียม Landing Right ด้วย ซึ่งอย่างหลังไม่เคยมีการเก็บมาก่อน นอกจากนี้การจะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย จำเป็นต้องมีการเจรจาระหว่างรัฐและรัฐของประเทศนั้นๆว่าต้องเปิดให้ดาวเทียมไทยเข้าไปทำธุรกิจในประเทศที่ดาวเทียมชาตินั้นๆจะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยด้วย ซึ่งคณะกรรมการกิจการอวกาศจะต้องเสนอหลักเกณฑ์ให้ครม.เห็นชอบอีกครั้งหนึ่ง

นอกจากนี้ บริษัทที่ตั้งขึ้นมาเพื่อทำธุรกิจในประเทศไทยต้องเป็นไปตามเงื่อนไขการจัดตั้งธุรกิจในประเทศไทย ตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 (พ.ร.บ.กสทช.) เพื่อขอรับใบอนุญาตจาก กสทช.ด้วย เช่น หากใช้ในกิจการกระจายเสียงต้องมีคนไทยถือหุ้นไม่น้อย 75% และห้ามครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว หากใช้ในกิจการโทรคมนาคม ต้องมีคนไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่า 50% เป็นต้น รวมถึงต้องมีประสบการณ์ในการทำตลาดมาก่อน

"ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปิยะบุตร บุญอร่ามเรือง" อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คนทั่วไปมักมองว่าการเปิดเสรีให้ต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจต้องเป็นรูปแบบ การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ PPPเท่านั้น ซึ่งจริงๆ มีกฎหมายที่สามารถเข้ามาถือหุ้นได้ ยกเว้นหากทรัพย์สินของไทยคมที่หมดสัมปทานลงจะต้องถูกโอนให้กระทรวงดีอีนั้น การจะนำไปทำธุรกิจต้องเป็นรูปแบบPPPเพราะทรัพย์สินเป็นของรัฐ

*** ไทยคม-มิวสเปซขานรับเปิดเสรี

การเปิดเสรีครั้งนี้ ไทยคม เองก็ยอมรับว่าไม่มีปัญหา ซึ่ง "ภาคย์ บุญยุบล" หัวหน้าส่วนงานวิศวกรรมดาวเทียมและปฏิบัติการ ไทยคม กล่าวว่า การแข่งขันเป็นเรื่องที่ดี แต่ผู้ที่เข้ามาในตลาดต้องอยู่ในกติกาเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันธุรกิจให้บริการดาวเทียมเผชิญแรงกดดันจากเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง ผู้บริโภคไม่ได้ดูทีวีจากดาวเทียม แต่ดูผ่านโทรศัพท์มือถือ ดังนั้นแม้ปัจจุบันเป็นผู้ให้บริการเพียงรายเดียวในไทย ก็ยังต้องเริ่มมองถึงการขยายธุรกิจนอกเหนือไปจากธุรกิจหลักเดิม อีกทั้งเพื่อรองรับสัมปทานที่จะสิ้นสุดลงในปี 2564 ด้วย

ขณะที่น้องใหม่อย่าง บริษัท มิว สเปซ แอนด์ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด ที่แม้ว่าได้รับใบอนุญาตการประกอบกิจการอย่างถูกต้องจากกสทช.แต่ก็ยังไม่สามารถขอ Landing Right จากประเทศไทย เพราะเป็นดาวเทียมสัญชาติลักเซมเบิร์ก ก็พร้อมสนับสนุนการเปิดเสรีครั้งนี้ด้วย เพื่อจะได้ดำเนินธุรกิจต่อไป

"ศมาธร เทียนกิ่งแก้ว" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านเทคโนโลยี มิว สเปซ กล่าวว่า พร้อมสนับสนุนนโยบายเปิดเสรีตลาดดาวเทียมของรัฐบาล แต่ควรมีเงื่อนไขที่ต้องไม่ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นเพียงผู้ซื้อเทคโนโลยี และมองแนวโน้ม 2-3ปีข้างหน้าว่า จะมีดาวเทียม MEO จากต่างประเทศเข้ามาในตลาดไทยมากขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการในไทยก็อาจเข้าไปเป็นพันธมิตรกับกลุ่มผู้สร้างดาวเทียม หรือผู้ให้บริการจากต่างชาติ เพื่อดูแลบริการตลาดประเทศไทย

ดังนั้น การเปิดเสรีครั้งนี้นอกจากเปิดให้ต่างชาติได้เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยมากขึ้นแล้วก็ยังเป็นเรื่องดีที่ มิว สเปซ จะได้ Landing Right จากประเทศไทยเสียที หลังจากเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยได้ระยะหนึ่งแล้ว ส่วนจะมีดาวเทียมชาติอื่นเข้ามาลงทุนในไทยหรือไม่นั้น ต้องรอดู

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...