โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โขน วัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์ ยูเนสโกตัดสิน วิน-วิน ทั้งไทยและกัมพูชา

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 25 ก.ค. 2565 เวลา 03.08 น. • เผยแพร่ 24 ก.ค. 2565 เวลา 23.16 น.
ภาพประกอบเนื้อหา - นักแสดงโขนผู้รับบททศกัณฐ์ ถ่ายเมื่อ 13 มีนาคม พ.ศ. 2554 กรุงเทพฯ ( AFP PHOTO / PHILIPPE HUGUEN)

จากดราม่าเรื่อง “โขน” ที่จบไปเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 ซึ่งมีประเด็นเกี่ยวกับการที่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศให้ทั้ง “โขนไทย” และ “โขนกัมพูชา” ขึ้นทะเบียนบัญชีมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ทำให้เกิดความสับสนงงงวยกันทั้งชาวไทยและชาวกัมพูชาว่าตกลงแล้ว “โขนเป็นของใครกันแน่?”

อันที่จริงแล้ว ประเด็นเรื่องถิ่นกำเนิดโขนเคยเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันดุเดือดมายาวนาน และดูเหมือนจะปะทุขึ้นมาอยู่เรื่อย ๆ ดังเช่นในช่วงเดือนมีนาคม 2560 หลังจากที่กระทรวงวัฒนธรรมไทยประกาศจะขอขึ้นบัญชีโขนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับโลก ก็ได้เกิดกระแสความไม่พอใจของชาวกัมพูชา โดยทั้งแหล่งข่าวและประชาชนกัมพูชาทั่วไปออกมาให้ข้อมูลผ่านช่องทางต่าง ๆ ว่าที่จริงแล้ว “โขนเป็นของกัมพูชา” ดังจะเห็นได้จากข่าวใน“พนมเปญโพสต์” สื่อใหญ่ภาษาอังกฤษของกัมพูชาที่เผยแพร่ข้อความส่วนหนึ่งว่า

“ละโคนโขลของกัมพูชาเป็นละครรำที่นำเรื่องราวมาจาก Reamker บทประพันธ์ของกัมพูชาซึ่งนำโครงเรื่องมาจากมหากาพย์รามายณะในภาษาสันสกฤตอีก ที-และโขนหลวงของไทยก็เชื่อกันว่ามีรากกำเนิดมาจากรูปแบบของกัมพูชา”

แหล่งข่าวนี้ยังได้กล่าวอ้างถึงข้อมูลในหนังสือ “Acting: An International Encyclopedia of Traditional Culture” (การแสดง: สารานุกรมนานาชาติว่าด้วยวัฒนธรรมตามจารีต” โดย เบธ ออสเนส (Beth Osnes) ซึ่งให้ข้อมูลตอกย้ำที่มาของโขน ว่า

“ถูกขโมยไประหว่างที่ไทยเข้ารุกราน และถูกนำกลับไปยังประเทศไทยเพื่อสร้างความบันเทิงให้กับราชสำนัก”

นอกจากสื่อของกัมพูชาเองแล้วก็พบว่าชาวกัมพูชาทั่วไปก็มีความรู้สึกไม่เห็นด้วยกับเหตุการที่เกิดขึ้น ดังที่ได้มีโพสต์ภาษาอังกฤษแชร์กันโดยทั่วในเฟซบุ๊กว่า

“ละโคนโขล (Lakhon Khol) หรือระบำหน้ากากเป็นของราชอาณาจักรกัมพูชา 100% มันคือมรดกจากบรรพชนชาวขแมร์จากยุคที่สยาม (ประเทศไทย) ยังไม่เกิดด้วยซ้ำ มันเก่าแก่ยิ่งกว่าประเทศที่เรียกตัวเองว่าไทย แม้ว่าเราจะสูญเสียบันทึกเอกสารเกี่ยวกับการละเล่นนี้ไปในช่วง สงครามกลางเมือง และสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่มันยังคงได้รับการบันทึกและรับรู้กันว่าเป็นระบำตามจารีตของกัมพูชา เราไม่เห็นด้วยและจะไม่ยอมให้ไทยมาอุทธรณ์ต่อยูเนสโกว่าระบำตามจารีตขแมร์ เป็นระบำดั้งเดิมของตน โปรดแสดงความรับผิดชอบและทบทวนเรื่องนี้อีกครั้ง เราจะไม่ยอมยุติข้อเรียกร้องนี้จนกว่าจะได้รับความยุติธรรมด้วยการยอมรับว่า ละครโขนหรือระบำหน้ากากเป็นของขแมร์/กัมพูชา”

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าเรื่องที่ว่าโขนมีต้นกำเนิดมาจากกัมพูชานี้ แม้แต่นักวิชาการไทยอย่างสุจิตต์ วงษ์เทศ เองก็ยังเห็นด้วย เพราะในหนังสือ วัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์ในอาเซียน ภายใต้หัวข้อ “โขนอยุธยาจากขอม” สุจิตต์ได้ให้คำอธิบายที่มาของวัฒนธรรมโขนในไทยว่า

“พิธีกวนเกษียรสมุทรของราชสำนักขอมกัมพูชา เป็นต้นแบบให้ราชสำนักไทยสยามอยุธยา ที่นับถือศาสนาผี – พราหมณ์ – พุทธ มีการละเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ ในพระราชพิธีอินทราพิเษก ซึ่งจะมีพัฒนาการเป็นโขนต่อไป”

ถึงแม้เรื่องที่ว่าโขนไม่ได้ถือกำเนิดในประเทศไทยจะเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต่างเห็นพ้องต้องกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสุจิตต์ ยังได้ขยายความต่อไปอีกว่ารากเหง้าเดิมของโขนในรูปแบบปัจจุบันนี้ก็คือการผสมผสานกันระหว่างวัฒนธรรมของอินเดียและวัฒนธรรมในอุษาคเนย์ กล่าวคือเครื่องแต่งกายมาจากอินเดียและเปอร์เซีย ส่วนองค์ประกอบอื่น ๆ เช่นคำว่า “โขน” นั้นได้มาจากคำพื้นเมืองตระกูลชวา-มลายูว่า “Lakon” หรือ “Lakun” หรือคำบาหลีว่า “Legong” สำหรับท่าโขนและปี่พาทย์รับโขนก็ได้มาจากวัฒนธรรมการเต้นและการดนตรีของชาวอุษาคเนย์เมื่อ 3,000 ปีที่แล้ว นอกจากนี้การพากย์โขนที่แต่งด้วยคำประพันธ์ประเภทกาพย์นั้นก็มีแบบแผนมาจากกัมพูชา และการเจรจาโขนแต่งด้วยร่ายยาวนับเป็นร้อยกรองก็เป็นของพื้นเมืองดั้งเดิมตระกูล ลาว-ไทย

จากคำอธิบายข้างต้นนี้ สุจิตต์จึงได้ให้ข้อสรุปว่า “โขนเป็นวัฒนธรรมร่วมของสุวรรณภูมิในภูมิภาคอุษาคเนย์ มีรากเหง้าความเป็นมาร่วมกัน จะแยกโดด ๆ มิได้ ว่าเป็นสมบัติของใครของมัน หรือของที่นี่ ที่โน่น ที่นั่น”

ทั้งนี้ข้อสรุปดังกล่าวก็อาจช่วยบรรเทาดราม่าการแย่งกันแสดงความเป็นเจ้าของวัฒนธรรมโขน เพราะแท้จริงแล้วโขนไม่ใช่ของไทยหรือของกัมพูชาแต่เป็นวัฒนธรรมร่วม ไม่ควรมีใครออกมาแสดงความเป็นเจ้าของ อีกทั้งการที่ไทยหรือกัมพูชาเสนอให้องการยูเนสโกประกาศให้โขนขึ้นทะเบียนบัญชีมรดกวัฒนธรรมก็ไม่ใช่วิธีการแสดงความเป็นเจ้าของแต่อย่างใด หากแต่เป็นความพยายามที่จะคงรักษาวัฒนธรรมนี้เอาไว้ดังที่ นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) ขณะนั้น ได้กล่าวไว้ว่า

“…การขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้เป็นความภาคภูมิใจของประเทศที่นำเสนอให้ขึ้นทะเบียนไม่ใช่การจดลิขสิทธ์หรือการแสดงความเป็นเจ้าของ ที่สำคัญการแสดงโขนของกัมพูชาและการแสดงโขนในประเทศไทยต่างมีแบบแผนที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเองและเป็นเครื่องแสดงความภาคภูมิของประเทศ”

อ้างอิง :

“โขน, ละคร”. จากหนังสือ “วัฒนธรรมร่วมอุษาคเนย์ในอาเซียน”. โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ. สำนักพิมพ์นาตาแฮก. 2559

“จบดราม่า… “โขนไทย-โขนเขมร” ได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกทั้งคู่ รมว.วัฒนธรรมยืนยันไม่ซ้ำซ้อนกัน”. ประชาชาติธุรกิจ ออนไลน์

สุจิตต์ วงษ์เทศ. “โขน มาจากไหน”. เอกสารประกอบการเสวนา เนื่องในงานสัปดาห์อนุรักษ์มรดกไทย พุทธศักราช 2556 ณ สังคีตศาลา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร วันเสาร์ที่ 6 เมษายน 2556
<http://www.sujitwongthes.com/…/u…/2013/04/khon3april1530.pdf>

“Thai claim to dance draws ire”. The Phnom Penh Post.
<http://www.phnompenhpost.com/nat…/thai-claim-dance-draws-ire>

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 30 พฤศจิกายน 2561

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...