โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อ่านมุมมองนักวิชาการ ทำไมคนไทยเริ่มออกเดินทางท่องเที่ยวตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 02 ม.ค. 2565 เวลา 15.36 น. • เผยแพร่ 02 ม.ค. 2565 เวลา 15.36 น.
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ภาพจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

คําทักทายที่คนไทยใช้กันมากทั่วไปคําหนึ่งในเวลาพบกันคือ “ไปไหน” หรือ “ไปไหนมา” คําตอบที่ได้อย่างเป็นอัตโนมัติคือ “ไปเที่ยว”

คําทักทายนี้เข้าใจว่าจะใช้กันระหว่างเพื่อนหรือคนที่คุ้นเคยกันพอสมควร ในหมู่บ้านหรืออําเภอที่ผู้คนรู้จักมักคุ้นกันตั้งแต่เกิด หรือกระทั่งรู้จักพ่อแม่ปู่ย่าตายาย การทักทายว่า “ไปไหน” หรือ “กินข้าวยัง” จึงเป็นเรื่องธรรมดาและเป็นกันเองพบอาจพูดอย่างภาษาวิชาการว่า “เป็นธรรมชาติ” ก็ได้

ความที่เราคุ้นเคยกับคําทักทายดังกล่าวมาก จนแทบไม่รู้สึกว่ามันมีนัยอย่างอื่นแฝงอยู่ด้วย แม้การใช้ในกาลเทศะที่ต่างกัน ก็ไม่ทําให้คนไทยรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งผิดปกติหรืออาจทําให้ความหมายในการใช้เพี้ยนไปได้ เพราะทั้งคนใช้และคนรับคําพูดดังกล่าว ต่างมีความเข้าใจในความหมายทางสังคมของมันอยู่ก่อนแล้ว นั่นคือไม่ได้ตั้งใจคิดถึงความหมายทางภาษาของมันแต่อย่างเดียว

“ไปเที่ยว” จึงไม่ได้ตอบหรือบอกผู้ถามจริงๆ ว่าผู้ตอบได้ไปทําอะไรที่ไหนมา นอกจากว่า “ไปเที่ยว เท่านั้นเอง

ผมเคยสงสัยว่า แล้วคนไทยเริ่ม “เที่ยว” กันตั้งแต่เมื่อไร

ผู้เชี่ยวชาญการท่องเที่ยวซึ่งไม่ได้ อยู่ในการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้คําตอบว่าจริงๆ แล้วการเที่ยวคงเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ในสังคมทุกแห่ง เพียงแต่ลักษณะและจุดหมายของการเที่ยวคงแตกต่างและปรับปรุงไปตามสภาพวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจและภูมิประเทศการเที่ยวสมัยโบราณ จึงอาจเน้นหนักไปทางสนองตอบความต้องการทางร่างกาย เช่น การได้ข้าวปลาอาหารและเสื้อผ้า ไปจนกระทั่งเสื้อผ้าเครื่องประดับถนิมพิมพาภรณ์จากดินแดนอื่น

ต่อมาเมื่อศาสนาและบ้านเมืองเริ่มเป็นหลักเป็นฐานการเที่ยวก็อิงการศาสนามากขึ้น เช่นการไปนมัสการพระธาตุตามปีเกิด หรือในปัจจุบันคือการไปทอดผ้าป่าและทอดกฐินต่างจังหวัด หรือที่เรียกว่า “ฉิ่งฉับทัวร์” เป็นต้น

หลายปีมาแล้ว อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักประวัติศาสตร์ไทยและผู้สันทัดการท่องเที่ยวเคยตั้งข้อสังเกตว่าคนไทยไม่ใคร่เดินทางท่องเที่ยวไปยังแดนไกลหรือที่ต่างบ้านต่างเมืองมากนัก ทําให้มักมีทรรศนะและสายตาอันสั้นและคับแคบ

ข้อสังเกตนี้ตั้งขึ้นโดยการเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของชาวตะวันตก ลูกฝรั่งนั้นพอเริ่มเข้าโรงเรียนชั้นประถมมัธยม พ่อแม่ครูบาอาจารย์ก็พาไปเที่ยวต่างประเทศต่างเมือง พอเข้ามหาวิทยาลัยพวกนั้นก็เดินทางไปค้นหาข้อมูลยังหมู่บ้านเกือบทั่วโลกและหัดพูดภาษาท้องถิ่นได้ทั้งนั้น กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องของคนอื่นทั่วโลก ยกเว้นแต่เรื่องของตัวเอง

อันนี้ตรงข้ามกับของคนไทย เรายังเป็นผู้เชี่ยวชาญและผูกขาด “เรื่องของเราเอง” มาโดยตลอด แต่ไม่ค่อยเชี่ยวชาญเรื่องของคนอื่นมากนัก

ข้อสังเกตและภาพที่วาดไว้ดังกล่าวมาในยุคปัจจุบันอาจต้องปรับเปลี่ยนบ้างแล้วเพราะความเจริญก้าวหน้าของบ้านเมือง (แปลว่าสังคม) ไทยในยุคอุตสาหกรรมใหม่ ทําให้คนไทยมีสตางค์มาก และเหลือเฟือยิ่งนัก จึงสามารถส่งหรือพาลูกหลานไปเที่ยวต่างประเทศต่างเมืองได้มากขึ้น หรือการส่งลูกหลานไปศึกษาต่อยังต่างเมืองก็ไม่ใช่สิ่งเหลือบ่ากว่าแรงอีกต่อไป

ยิ่งเมื่อกลับจากการเที่ยวเมืองนอกกันแล้ว จะยิ่งกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญและรักเมืองไทยยิ่งกว่าก่อนเสียอีก

เรื่องการไปเที่ยวนั้นน่าจะสัมพันธ์กับความคิดหรือโลกทรรศน์ของคนในแต่ละสังคมด้วย การไปเที่ยวที่เรารู้จักกันในปัจจุบันนี้หรือในยุคสมัยใหม่ไม่ใช่สมัยกรุงสุโขทัยและอยุธยาแล้ว คือการเดินทางไปหาความสำราญ เปิดหูเปิดตาให้แก่ตัวเอง รวมไปถึงการได้ไปช็อปปิ้งตามห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่และแพงที่สุดของโลกด้วย

การเที่ยวค่อยๆ กลายมาเป็นความสุขทางใจอย่างหนึ่งของปัจเจกชนไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจไม่ก็อาจเป็นการแสวงหาความรู้เพิ่มเติมจากการเดินทางด้วยก็ได้ ความคิดความเข้าใจแบบนี้ถือว่าเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่ใช่เกิดที่ใดเมื่อใดก็ได้ หากจะต้องมีเงื่อนไขทางสังคมและวัฒนธรรม ตลอดจนบ้านเมืองที่พัฒนาขึ้นมารองรับได้พอสมควร

สังคมไทยเริ่มมีความคิดแบบใหม่ต่อการเที่ยวแต่เมื่อไร

คําตอบที่ผมพอหาได้คือ อย่างน้อยเริ่มมีตัวอย่างแต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 แล้ว นอกจากการเสด็จประพาสหัวเมืองแล้ว รัชกาลที่ 5 และเจ้านายต่างๆ ยังเสด็จประพาสต่างประเทศตั้งแต่เมืองอาณานิคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น พม่า มลายู สิงคโปร์ ชวา อินเดีย ไปถึงประเทศในยุโรปและรัสเซีย

ไม่เพียงเจ้านายคนชั้นสูงเท่านั้นที่มีโอกาสเดินทางไปเที่ยว แต่ช่องทางก็เริ่มเปิดให้มากขึ้น (แม้จะยังแคบและไม่กว้างเท่าก็ตาม) แก่สามัญชนคนทั่วไปได้เดินทางไปเที่ยวยังแดนไกลมากขึ้นด้วย เช่น นายศรีโหม้ จากเมืองเชียงใหม่ไปสหรัฐอเมริกากับหมอสอนศาสนาคริสเตียน

ก.ส.ร.กุหลาบเป็นเสมียนห้างฝรั่งในสมัยรัชกาลที่ 4 อยู่ 15 ปี ระหว่างทํางานห้างฝรั่ง ก.ส.ร.กุหลาบ เขียนในอัตชีวประวัติว่า “นายห้าง พาไปเที่ยวตรวจสินค้าจะนํามาขาย” ยังต่างประเทศ ได้ไปสิงคโปร์ ปีนัง สุมาตรา มานิลา ปัตะเวีย มะกาว ฮ่องกง กาละ กะตะ อินเดีย หลายเมือง ตลอดในประเทศยุโรปด้วย ในสมัยรัชกาลที่ 5 ก.ส.ร. กุหลาบไปเป็นล่ามให้หลวงนายสิทธิ (จุ) ไปซื้อของยังเมืองจีนเพื่อมาทําเมรุพระศพพระนางเจ้าสุนันทาฯ อีกด้วย

การไปเที่ยวดังกล่าวนั้นอาจถือได้ว่าเป็นการไปทําธุระหรือไปราชการงานเมืองเป็นหลักมากกว่าการไปเที่ยวเพื่อความสําราญใจหรือเพื่อไปพักผ่อนอย่างที่เราคุ้นเคยกันในสมัยต่อมา

แต่จะว่าการไปเที่ยวพักผ่อนและหาความสําราญใจไม่มีในสมัยนั้นก็คงไม่ได้ เพราะมีข้อเขียนชิ้นหนึ่งของสมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ (ขณะนั้นดํารงพระยศพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดํารงราชานุภาพ) ตีพิมพ์ในวชิรญาณ ของหอพระสมุดวชิรญาณ ฉบับเดือนตุลาคม ร.ศ. 113 (พ.ศ. 2437) เรื่อง “อธิบายการไปเที่ยว” ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นวาทกรรมสมัยใหม่ของผู้นําและปัญญาชนสยามที่เป็นตัวอย่างและดัชนีของการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในสยาม ประเทศในยุคของการปฏิรูปของรัชกาลที่ 5 ได้

ประเด็นที่น่าสังเกตในบทความ “อธิบายการไปเที่ยว” ดังกล่าว คือ ประการแรก การไปเที่ยวไม่ใช่สิ่งเลวร้ายและไร้ประโยชน์ดังที่ผู้ปกครอง มักว่ากล่าวตักเตือนแก่ลูกหลานอยู่เนื่อง หากผู้นิพนธ์ทรงระบุไว้อย่างชัดเจนเลยว่า “การเที่ยว เตร่นั้นมีประโยชน์ 2 ประการ คือได้ความสุขสำราญ 1 แลได้ความรู้อีกประการ 1”

ความสุขสําราญนั้นมาจากการสนองความพึงพอใจในส่วนบุคคล อันเกิดขึ้นจาก “การไปพบเห็นภูมิประเทศ แลผู้คนสิ่งของซึ่งยังไม่เคยพบเห็นมาก่อน” นี่เป็นความสุขแบบใหม่ที่เกิดขึ้นมา พร้อมกับความรู้ใหม่ที่ให้ความสําคัญและไร ตามที่เป็น “สิ่งที่ยังไม่เคยพบเห็นมาก่อน” ทรรศนะเช่นนี้น่าจะมาพร้อมกับการมีวิถีชีวิตและการทํางานที่เป็นระบบมากขึ้น (คือเชื่อในความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกันระหว่างมูลเหตุหรือ cause กับผลหรือ affect) ที่สําคัญระบบการงานนี้จะต้องให้ความสําคัญต่อปัจเจกชน ทําให้การเปิดหูเปิดตาและพักผ่อนเป็นสิ่งที่ไม่ทําให้การงานและชีวิตเสียหายไป หากในมุมกลับยิงเป็นการดีเสียอีก เพราะจะทําให้คนๆ นั้นมีพลังและความคิดอ่านกว้างขวางดียิ่งขึ้นอันจะมีผลด้านดีต่อการงานต่างไป

ทรรศนะต่อความรู้ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ก็น่าสนใจอย่างยิ่ง ในบทความกล่าวว่า “ในข้อที่ว่า (การไปเที่ยว) ได้ความรู้นั้น เปนข้อสำคัญ ควรจะอธิบายให้ชัดเจน แต่จะต้องขอยกความข้อต้นให้เปนอันเข้าใจเสียกันเสียว่า ‘มีความรู้ย่อมเปนทางที่จะได้ดี’ ดังนี้อย่าให้ต้องอธิบายเปลืองกระดาด จะตั้งต้นแต่ว่า การอย่างใดๆ ที่คนเราจะรู้นั้น อาไศรยเหตุ 3 อย่าง รู้ได้โดยรู้สึกเอง กล่าวคือที่ได้เห็นได้ยินได้ถูกต้องแลชิมรสเปนต้นอย่าง 1 รู้ได้โดยความรู้สึกของผู้อื่นกล่าวคือได้ฟังคำหรือได้อ่านหนังสือผู้อื่นเขาได้รู้สึกมาเองแล้วมาพรรณาให้เข้าใจอย่าง 1 แลตริตรองตามด้วยสติปัญญาของตนอีกอย่าง 1 ที่ว่าตริตรองตามด้วยสติปัญญานั้น เพราะความคิดย่อมต้องอาไศรยความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งได้ว่ามาก่อนนั้นเป็นเหตุ”

ที่สําคัญคือในบรรดาความรู้ 3 แบบนี้ ความรู้ที่ถูกต้องที่สุดคือตามที่จริง “เท่าได้แลเห็น ด้วยตาของตัวเองนั้นเป็นอันไม่มี” แสดงว่าการได้มาซึ่งความรู้ที่ถูกต้องนั้นย่อมจะต้องมาจากการแสวงหา และปฏิบัติด้วยตัวเองมากกว่ามาจากการบอกเล่าหรือจากความรู้สึกของผู้อื่น ถ้าจะพูดภาษาวิชาการสมัยใหม่ก็คงพูดได้ว่า ทฤษฎีความรู้ของสมเด็จฯ กรมพระยาดํารงฯ นั้น จัดอยู่ในสํานักความรู้เชิงประจักษ์ได้ (Empiricism)

เส้นทางของการเที่ยวใน “เมืองไท” หรือ ใน “พระราชอาณาเขตร” ของสมเด็จฯ กรมพระยาดํารงฯ ก็น่าสนใจไม่น้อยเหมือนกัน เพราะมีทั้ง หมดถึง 15 เส้นทางดังต่อไปนี้

“ทางที่ 1 เที่ยวทางชายทะเลตวันออก จับตั้งแต่เมืองชลบุรีลงไปถึงเมืองปัจจันตคีรีเขตร

ทางที่ 2 เที่ยวทางชายทะเลปักษ์ใต้ จับตั้งแต่เมืองเพชรบุรีลงไปจนเมืองตรังกานู

ทางที่ 3 เที่ยวทางชายทะเลตวันตก จับตั้งแต่เมืองกระบุรี ลงไปจนเมืองไทรบุรี

ทางที่ 4 เที่ยวทางลําน้ำแม่กลอง จับแต่เมืองสมุทรสงครามขึ้นไปจนไทรโยกแลศรีสวัสดิ์

ทางที่ 5 เที่ยวทางลําน้ำท่าจีน จับแต่เมืองสาครบุรี ขึ้นไปพระประถมเจดีย์ สุพรรณบุรี จนออกเมืองไชยนาท

ทางที่ 6 เที่ยวลําน้พเจ้าพระยาจับแต่กรุงเทพ ขึ้นไปทางแควใหญ่จนเมืองฝาง แล้วเดินบกมา สวรรคโลก สุโขไทย แล้วข้ามไปลงเรือล่องกลับ ลงจากเมืองตาก

ทางที่ 7 เที่ยวลําน้ำสัก จับตั้งแต่กรุงเก่า ขึ้นไปพระบาทพระฉาย จนเมืองหล่มศักดิ์

ทางที่ 8 เที่ยวลําน้ำบางปะกง จับแต่ฉเชิงเทราไปจนนครนายกปราจิณบุรี

ทางที่ 9 เที่ยวนครราชสีห์มา ขึ้นทางสระบุรี ลงช่องตะโก

ทางที่ 10 เที่ยวหัวเมืองลาวเฉียง จับแต่เมืองตากขึ้นไป กลับมาลงเมืองน่าน

ทางที่ 11 เที่ยวหัวเมืองลาวพุงขาว จับขึ้นเดินแต่อุตรดิฐไปปากลาย แล้วลองน้ำโขงลงมา จนหนองคาย

ทางที่ 12 เที่ยวหัวเมืองในเพชรลาวพวน

ทางที่ 13 เที่ยวหัวเมืองในเขตรลาวกาว

ทางที่ 14 เที่ยวหัวเมืองเขมร ขึ้นเดินแต่ปราจิน แล้วกลับลงเรือที่จันทบุรี

ทางที่ 15 เที่ยวในกรุงเทพฯ ที่นับกรุงเทพฯไว้เป็นทาง 1 ด้วยดังนี้ เพราะเชื่อได้แน่ว่า ในบันดาท่านผู้อ่าน ที่ใครจะได้เที่ยวในกรุงเทพฯ นี้ทั่วเห็นจะไม่มีเลยก็ว่าได้”

นอกจากนี้ สมเด็จฯ กรมพระยาดํารงฯ ยังทรงวิพากษ์วิจารณ์การเขียนเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางไปเที่ยวแต่ก่อน ที่ไม่ได้เป็น “เครื่องชักชวนคนชั้นหนุ่มซึ่งกําลังแสวงหาวิชชาความรู้ ที่มีก็มักเป็นแต่นิราศพรรณาเห็นต้นนั้นเหมือนนั้น ถึงบางโน่นเหมือนนี้ ลงปลายแปลว่าคิดถึงเมียไม่มีแก่นสารอันใด”

นี่ถือเป็นการวิจารณ์ “นิราศหาผัวหาเมีย” ครั้งแรกในวงการนักเขียนและนักวิจารณ์ไทย คง ได้กระมัง

โดยสรุปทรรศนะเรื่องการไปเที่ยวดังกล่าว น่าจะแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการใหม่ในโลกทรรศน์ของคนไทย ที่มีต่อการใช้ชีวิตและการทํางาน ที่ไม่เหมือนกับคติไทยโบราณอีกต่อไป เวลาว่างการไปเที่ยวและความสุขสําราญได้เริ่มกลาย เป็นสิ่งมีประโยชน์มีคุณ (มากกว่าโทษ) ต่อคนไทย (ชั้นสูงก่อน) โดยเฉพาะต่อปัจเจกชนที่เริ่มเติบโตในสังคมเมืองสมัยใหม่หรือสังคมกระฎุมพี ที่ความรู้จากการปฏิบัติของตนเอง เริ่มได้รับการยอมรับว่าเป็นเครื่องมือของความก้าวหน้าและความดีได้

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก เมื่อ 28 สิงหาคม พ.ศ.2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...