นิมณิชา กรรณเลขา นำ "เอ็นทูไอซ์" ไอติมโฮมเมด เจาะ BtoB เมืองน้ำหอม
สัมภาษณ์พิเศษ
กระแสของสินค้าโฮมเมด (homemade) ในยุคปัจจุบัน มีแนวโน้มได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะไอศกรีม อีกหนึ่งสินค้าบริโภคที่ผู้ประกอบการหันมาจับตลาดโฮมเมด จนเรียกได้ว่า เริ่มมาแรงตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ไม่น้อย และเมื่อไม่นานมานี้ “นิมณิชา กรรณเลขา” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็นทูไอซ์ จำกัด (N2ICE Co.,Ltd.) นักธุรกิจสาวผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการไอศกรีมมากว่า 10 ปี ได้ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” เกี่ยวกับธุรกิจของบริษัท และตลาดธุรกิจไอศกรีมในประเทศไทยว่า ยุคนี้การแข่งขันของธุรกิจไอศกรีมในตลาดแมสอาจจะดุเดือด แต่ตลาดแมสเริ่มกลัวตลาดโฮมเมดที่มีอัตราการเติบโตเร็วมาก ทั้งยังมีทิศทางที่สามารถไปได้อีกไกล โดยเฉพาะในประเทศไทยซึ่งเป็นเมืองร้อน
“ภาพรวมของตลาดไอศกรีมในประเทศไทยยังคงเติบโตเรื่อย ๆ และกลุ่มลูกค้ามีแนวโน้มหันมาลองไอศกรีมโฮมเมดมากขึ้นอย่างน้อย 5% เพราะบางคนเบื่อไอศกรีมตลาดแมส เพราะรับประทานมาตั้งแต่เด็กจนโต แต่ไอศกรีมโฮมเมดจะเป็นไอศกรีมที่มีเสน่ห์ ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ รสชาติ สีสัน หรือวัตถุดิบที่ใช้จะมีความเข้มข้นมากกว่ารสชาติไอศกรีมในตลาดแมส ที่สำคัญตอบโจทย์ลูกค้า สามารถทานได้ทุกช่วงวัย ที่สำคัญร้านกาแฟหรือคาเฟ่เริ่มมีไอศกรีมเป็นของตัวเองแล้ว”
ทั้งนี้ กระแสความนิยมในการกินไอศกรีมของลูกค้าจะผลัดเปลี่ยนรสชาติไปเรื่อย แต่ความนิยมสูงสุดที่ขายดีที่สุดในกลุ่มลูกค้าคนไทยจะชอบรสช็อกโกแลต ส่วนกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติจะชอบรสวานิลลา และรสผลไม้จะเป็นรสทุเรียนที่ยังตอบโจทย์คนรักทุเรียนอยู่
สำหรับบริษัท เอ็นทูไอซ์ จำกัด “นิมณิชา” เล่าว่า เปิดทำธุรกิจไอศกรีมมาได้ 10 ปีแล้ว โดยมีออฟฟิศหลักที่นนทบุรี เปิดคอร์สสอนทำไอศกรีมโฮมเมด นำเข้าเครื่องผลิตไอศกรีมมาขาย รวมไปถึงทำไอศกรีมขายในแบรนด์ “เย็นใจ” และรับจ้างผลิต (OEM) ในสัดส่วน 50 : 50 เรียกได้ว่าเราเป็น “total solution” ที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างครบวงจร จับกลุ่มลูกค้าตลาดกลางถึงระดับบน กระทั่งเติบโตและพัฒนามาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งในปี 2562 นี้ ได้มีโปรดักต์ใหม่ล่าสุดคือ ผงไอศกรีมสำเร็จรูป สามารถผสมเข้ากับน้ำเปล่าแล้วเข้าช่องฟรีซก็กลายเป็นไอศกรีมได้เลย เป็นโปรดักต์ที่ง่ายต่อการขนส่ง ไม่ต้องใช้อุณหภูมิติดลบเพื่อรักษาคุณภาพ และสามารถเก็บไว้ได้นานกว่า 1 ปี
ด้านวัตถุดิบในการผลิตมาจากหลากหลายพื้นที่ ทั้งภายในประเทศไทย อิตาลี และญี่ปุ่น โดยส่วนผสมแต่ละแหล่งจะถูกนำมารวมกันเพื่อให้ได้รสชาติที่ต้องการ และทำให้เนื้อไอศกรีมมีเนื้อสัมผัสที่เนียนที่สุด ซึ่งส่วนผสมที่ใช้ในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นผลไม้ เช่น มะม่วง ทุเรียน จากภาคตะวันออกก่อนนำมาทำรูปทรงให้เป็นผลไม้ ซึ่งยังคงรสชาติและหายากในต่างประเทศ เพื่อสร้างเอกลักษณ์เฉพาะของรูปแบบไอศกรีมไทยให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าต่างชาติ และสามารถไปสู่ตลาดโลกได้
“เรียกได้ว่าเราเป็นผู้นำของตลาดไอศกรีมโฮมเมดก็ว่าได้ ทำมาตั้งแต่ตลาดยังไม่บูม พอนำเครื่องทำไอศกรีมเข้ามาตลาดก็เริ่มตื่นตัว เพราะไม่ได้ขายไอศกรีมเพียงอย่างเดียว บางทีลูกค้าอยากเปิดร้านของตัวเองแต่ไม่อยากทำเองเราก็มีโปรดักต์แบบสำเร็จรูปให้มีเครื่องจักรทำไอศกรีมรองรับในระดับโรงแรม เป็นผู้ให้คำปรึกษาทางด้านธุรกิจไอศกรีม สามารถคิดค้นรสชาติไอศกรีมได้หลากหลายรูปแบบ เช่น รสวาซาบิ รสไข่เค็ม หรือรสชาติเฉพาะตามที่ลูกค้าต้องการได้ เราถือว่ามีส่วนแบ่งการตลาดถึง 80% สำหรับผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจด้านไอศกรีมแบบครบวงจร รวมมูลค่ารายได้ต่อปีปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านบาท มีการส่งออกไอศกรีมไปยังประเทศเมียนมา สปป.ลาว เวียดนาม กัมพูชา รวมถึงการส่งออกเครื่องจักรและวัตถุดิบไปยังประเทศในฝั่งยุโรป เช่น ฝรั่งเศส ตั้งเป้ารายได้ในปีนี้จะเติบโตขึ้น 10%”
อย่างไรก็ตาม “นิมณิชา” บอกว่า กว่าจะมาถึงจุดนี้เหนื่อยพอสมควร เพราะสร้างธุรกิจมาด้วยตัวเองโดยไม่มีพาร์ตเนอร์ และต้องศึกษาการทำไอศกรีมจากหลายแห่งหลังจากเรียนจบ ไม่ว่าจะเป็นอิตาลี อเมริกา สิงคโปร์ ฝรั่งเศส แม้ล่าสุดได้รับรางวัล “THAIFEX Taste Innovation Show Winners 2019” โดยส่งเข้าประกวดเป็นครั้งแรก และได้วางแผนจะทำตลาดเข้าสู่โมเดิร์นเทรดบ้างแล้ว แต่ยังไม่มีแผนสร้างแบรนด์เป็นของตัวเองอย่างเต็มตัว