โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มหัศจรรย์ แห่งศูนย์ ฯ ภูพาน สืบสานพระราชดำริ ส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ช่วยเกษตรกร

สวพ.FM91

อัพเดต 12 ก.ค. 2563 เวลา 07.11 น. • เผยแพร่ 12 ก.ค. 2563 เวลา 07.11 น.

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร ได้ดำเนินงานตามแนวพระราชดำริ มากว่า 37 ปี โดยศึกษา ค้นคว้า วิจัย และทดลอง จนประสบผลสำเร็จ โดยเฉพาะด้านปศุสัตว์ ที่มีการศึกษาและพัฒนา จนกำเนิดเป็น 3 ดำมหัศจรรย์แห่งศูนย์ ฯ ภูพาน คือ ไก่ดำ, หมูดำและวัวดำ สามารถขยายผลถ่ายทอดองค์ความรู้
สู่ราษฎรในพื้นที่ ให้มีอาชีพ สร้างรายได้ มาจวบจนปัจจุบัน
นายสัตวแพทย์วิศุทธิ์  เอื้อกิ่งเพชร หัวหน้างานศึกษาและพัฒนาด้านปศุสัตว์ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ กล่าวว่า ศูนย์ศึกษา ฯ แห่งนี้ ก่อตั้งขึ้นตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อจะให้เป็นศูนย์ ฯ ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจได้เข้ามาศึกษา นำความรู้จากที่นี่ไปใช้ประโยชน์ โดยจุดเริ่มต้นของศูนย์ ฯ ภูพาน เราได้หานวัตกรรมตามแนวพระราชดำริเกี่ยวกับงานด้านปศุสัตว์ มีหลักการ อยู่ 5 ข้อ คือ 1. พันธุ์สัตว์ต้องเลี้ยงง่าย 2.เทคโนโลยีในการเลี้ยงต้องง่าย 3.อาหารสัตว์ต้องหาได้ในท้องถิ่น 4.สัตว์ต้องปรับตัวอยู่ในท้องถิ่นได้ง่าย และ 5.เมื่อเกษตรกรนำไปเลี้ยงแล้วต้องสามารถบริโภคได้และขายได้กำไร
จึงเริ่มทำง่าย ๆ ก่อน คือ เริ่มจาก ไก่ เพราะวงจรชีวิตสั้น ที่น่าสนใจคือ “ไก่ดำ” โชคดีได้ไปเจอไก่ดำฝูงหนึ่ง เป็นไก่ดำลูกผสมอยู่ในสกลนคร จึงนำมาทำการผสมพันธุ์ โดยใช้เวลาประมาณ 4-5 ปี  จึงพัฒนาจนได้ตัวต้นแบบขึ้นมาเกิดเป็น “ไก่ดำภูพาน 1” มีขนดำ หนังดำ เนื้อดำ กระดูกดำ แล้วเริ่มทำการส่งเสริมให้เกษตรกรนำไปเลี้ยง เมื่อเห็นผลดี คนที่อยากได้พันธุ์มาเลี้ยงก็มากขึ้น แทนที่จะมารับพันธุ์จากศูนย์ ฯ ก็ไปซื้อได้ที่เกษตรกร ซึ่งสามารถจำหน่ายได้ในราคาสูงถึง 250 บาท จากนั้นได้พัฒนาสายพันธุ์จากขนสีดำเป็นสีขาว แต่ยังมีหนัง เนื้อและกระดูกสีดำเหมือนเดิม เรียกว่า “ไก่ดำภูพาน 2” ราคาขยับเป็น 300 บาท และพัฒนาสายพันธุ์ต่อเนื่องเกิดเป็นสีประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร คือสีเหลืองออกเหลืองทอง ซึ่งเป็นสีที่เป็นมงคล เกิดเป็น “ไก่ดำภูพาน 3” ได้รับเสียงตอบรับดีมาก มีต่างประเทศต้องการติดต่อไปเลี้ยงด้วย
ต่อมามี“หมูดำ” ที่ได้พัฒนามาจาก “หมูพันธุ์พระราชทาน” จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เรียกว่าพันธุ์ “เหมยซาน” ของจีน ที่โดดเด่นเรื่องลูกดก เลี้ยงง่าย กินง่าย แต่อยากได้เนื้อมากขึ้น จึงใช้เหมยซานผสมกับหมูพื้นเมือง และผสมข้ามพันธุ์กับหมูยุโรป ใช้เวลาพัฒนา 3-4 ปี จึงได้หมูต้นแบบ คือ หมูสีดำ เรียกว่า “หมูภูพาน” ประกอบกับมีกระแสโซเชียลมีเดีย บอกว่าถ้าจะกินหมูให้อร่อยต้องกินหมูคุโรบุตะจากญี่ปุ่น ที่แปลว่า หมูสีดำ ซึ่งหมูภูพานเองก็มีสีดำ จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “หมูภูพานคุโรบุตะ” คุณภาพเทียบชั้นหมูจากญี่ปุ่น ช่วยให้เกษตรกรเข้าสู่ตลาดชั้นสูงและตลาดธรรมดาเพื่อบริโภคได้ หรือทำลูกหมูเพื่อจำหน่ายได้ด้วย
นอกจากนี้ยังได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ วัวดำ” จาก “วัวพันธุ์ทาชิมะ” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ดีที่สุดในโลก เป็นเนื้อวัวขุนราคาแพงที่สุดในโลก และเป็นพันธุ์หวงห้ามพิเศษของญี่ปุ่น โดยรัฐบาลญี่ปุ่นเคยน้อมเกล้า ฯ ถวาย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 2 ตัว จากนั้นพระราชทานต่อให้กรมปศุสัตว์ จึงได้ทำเรื่องขอวัวนี้มาดูแลภายใต้ศูนย์ ฯ เพื่อจะทำเนื้อพันธุ์ดี ผลจากกระบวนการขุนปรากฏว่า ได้คุณภาพเนื้อดีมาก จึงเกิดเป็น “โคขุนสายพันธุ์ภูพาน” ปัจจุบันได้พ่อพันธุ์ที่ดีและส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยง โดยนำน้ำเชื้อไปผสมเทียมให้กับวัวของเกษตรกร จากการติดตามผลสามารถให้คุณภาพเนื้อในเกรดที่ดีมาก สร้างผลกำไรให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี
นอกจาก 3 ดำมหัศจรรย์แห่งศูนย์ ฯ ภูพานแล้ว ยังมีการขยายผลไปสู่การพัฒนาพันธุ์ “กระต่ายดำ” โดยนำกระต่ายที่มีอยู่ในสกลนคร มาพัฒนาร่วมกับกระต่ายอีกหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งเป็นกระต่ายเพื่อการบริโภคโดยตรง จนจบกระบวนการพัฒนาสายพันธุ์ เมื่อปี 2562 ได้เป็น “กระต่ายดำภูพาน”  มีขนดำ ลำตัวใหญ่ ขนดี เนื้อกระต่ายมีโปรตีนสูง ไขมันต่ำ ย่อยง่าย และเป็นแหล่งอาหารโปรตีนให้กับเกษตรกรที่อยู่ห่างไกล
จากนั้นทางศูนย์ ฯ ได้รับมอบหมายจากกรมปศุสัตว์ ว่ามี กระบือพันธุ์พระราชทาน” ซึ่งรัฐบาลอินเดีย น้อมเกล้า ฯ ถวายให้กับพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มากว่า 10 ปี ควรจะทำการส่งเสริมให้เกษตรกร คือ “กระบือเมซานี” ซึ่งเป็นกระบือที่ผลิตน้ำนม นำไปทำผลิตภัณฑ์ เช่น ชีส จึงนำมาทดลองเลี้ยงและเริ่มสาธิตกระบวนการเลี้ยงแล้วให้เกษตรกร มาลองชิมน้ำนม จากผลการทดลองพบว่า ต้นทุนการเลี้ยงต่ำ ให้น้ำนมราคาดี บริโภคเองก็มีประโยชน์
นอกจากนี้ยังมี “กวางรูซ่า” ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์เศรษฐกิจของไทย และกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นิยมบริโภคเขากวางอ่อน ซึ่งช่วยลดอักเสบเอ็นกล้ามเนื้อ บำบัดอัมพาต จึงส่งเสริมการเลี้ยงให้แก่เกษตรกร และหาวิธีตัดเขากวางอ่อนให้ โดยทำคอกตัดเขาให้เกษตรกรในราคาถูก เป็นคอกตัดเขากวางแบบภูพานโมเดล จากราคา 250,000 บาทเหลือเพียง 20,000 บาท และต่อยอดเพิ่มมูลค่าโดยสอนวิธีการทำเขากวางอ่อนเป็นแคปซูลจำหน่าย
จากการดำเนินงานที่ผ่านมา ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทางศูนย์ ฯ พยายามสร้างแรงบันดาลใจให้กับเกษตรกรกล้าที่จะลงทุนเลี้ยงสัตว์ เพราะนอกจากจะให้เกษตรดูงาน ศึกษาและอบรมแล้ว สำหรับคนที่ไม่มีต้นทุน ทางศูนย์ก็สามารถให้ยืมพันธุ์สัตว์ไปได้ หวังว่าหลังจากที่ประสบความสำเร็จแล้ว ขอให้ส่งต่อองค์ความรู้ที่ได้ไปให้กับผู้อื่นได้ใช้ประโยชน์ต่อเนื่อง และร่วมกันสนองพระราชปณิธานและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ได้พระราชทานแนวพระราชดำริการพัฒนาด้านต่าง ๆ เพื่อประโยชน์สุขของราษฎรเสมอมา
 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...