มหัศจรรย์ แห่งศูนย์ ฯ ภูพาน สืบสานพระราชดำริ ส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ช่วยเกษตรกร
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร ได้ดำเนินงานตามแนวพระราชดำริ มากว่า 37 ปี โดยศึกษา ค้นคว้า วิจัย และทดลอง จนประสบผลสำเร็จ โดยเฉพาะด้านปศุสัตว์ ที่มีการศึกษาและพัฒนา จนกำเนิดเป็น 3 ดำมหัศจรรย์แห่งศูนย์ ฯ ภูพาน คือ ไก่ดำ, หมูดำและวัวดำ สามารถขยายผลถ่ายทอดองค์ความรู้
สู่ราษฎรในพื้นที่ ให้มีอาชีพ สร้างรายได้ มาจวบจนปัจจุบัน
นายสัตวแพทย์วิศุทธิ์ เอื้อกิ่งเพชร หัวหน้างานศึกษาและพัฒนาด้านปศุสัตว์ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ กล่าวว่า ศูนย์ศึกษา ฯ แห่งนี้ ก่อตั้งขึ้นตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อจะให้เป็นศูนย์ ฯ ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจได้เข้ามาศึกษา นำความรู้จากที่นี่ไปใช้ประโยชน์ โดยจุดเริ่มต้นของศูนย์ ฯ ภูพาน เราได้หานวัตกรรมตามแนวพระราชดำริเกี่ยวกับงานด้านปศุสัตว์ มีหลักการ อยู่ 5 ข้อ คือ 1. พันธุ์สัตว์ต้องเลี้ยงง่าย 2.เทคโนโลยีในการเลี้ยงต้องง่าย 3.อาหารสัตว์ต้องหาได้ในท้องถิ่น 4.สัตว์ต้องปรับตัวอยู่ในท้องถิ่นได้ง่าย และ 5.เมื่อเกษตรกรนำไปเลี้ยงแล้วต้องสามารถบริโภคได้และขายได้กำไร
จึงเริ่มทำง่าย ๆ ก่อน คือ เริ่มจาก ไก่ เพราะวงจรชีวิตสั้น ที่น่าสนใจคือ “ไก่ดำ” โชคดีได้ไปเจอไก่ดำฝูงหนึ่ง เป็นไก่ดำลูกผสมอยู่ในสกลนคร จึงนำมาทำการผสมพันธุ์ โดยใช้เวลาประมาณ 4-5 ปี จึงพัฒนาจนได้ตัวต้นแบบขึ้นมาเกิดเป็น “ไก่ดำภูพาน 1” มีขนดำ หนังดำ เนื้อดำ กระดูกดำ แล้วเริ่มทำการส่งเสริมให้เกษตรกรนำไปเลี้ยง เมื่อเห็นผลดี คนที่อยากได้พันธุ์มาเลี้ยงก็มากขึ้น แทนที่จะมารับพันธุ์จากศูนย์ ฯ ก็ไปซื้อได้ที่เกษตรกร ซึ่งสามารถจำหน่ายได้ในราคาสูงถึง 250 บาท จากนั้นได้พัฒนาสายพันธุ์จากขนสีดำเป็นสีขาว แต่ยังมีหนัง เนื้อและกระดูกสีดำเหมือนเดิม เรียกว่า “ไก่ดำภูพาน 2” ราคาขยับเป็น 300 บาท และพัฒนาสายพันธุ์ต่อเนื่องเกิดเป็นสีประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร คือสีเหลืองออกเหลืองทอง ซึ่งเป็นสีที่เป็นมงคล เกิดเป็น “ไก่ดำภูพาน 3” ได้รับเสียงตอบรับดีมาก มีต่างประเทศต้องการติดต่อไปเลี้ยงด้วย
ต่อมามี“หมูดำ” ที่ได้พัฒนามาจาก “หมูพันธุ์พระราชทาน” จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เรียกว่าพันธุ์ “เหมยซาน” ของจีน ที่โดดเด่นเรื่องลูกดก เลี้ยงง่าย กินง่าย แต่อยากได้เนื้อมากขึ้น จึงใช้เหมยซานผสมกับหมูพื้นเมือง และผสมข้ามพันธุ์กับหมูยุโรป ใช้เวลาพัฒนา 3-4 ปี จึงได้หมูต้นแบบ คือ หมูสีดำ เรียกว่า “หมูภูพาน” ประกอบกับมีกระแสโซเชียลมีเดีย บอกว่าถ้าจะกินหมูให้อร่อยต้องกินหมูคุโรบุตะจากญี่ปุ่น ที่แปลว่า หมูสีดำ ซึ่งหมูภูพานเองก็มีสีดำ จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “หมูภูพานคุโรบุตะ” คุณภาพเทียบชั้นหมูจากญี่ปุ่น ช่วยให้เกษตรกรเข้าสู่ตลาดชั้นสูงและตลาดธรรมดาเพื่อบริโภคได้ หรือทำลูกหมูเพื่อจำหน่ายได้ด้วย
นอกจากนี้ยังได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ “วัวดำ” จาก “วัวพันธุ์ทาชิมะ” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ดีที่สุดในโลก เป็นเนื้อวัวขุนราคาแพงที่สุดในโลก และเป็นพันธุ์หวงห้ามพิเศษของญี่ปุ่น โดยรัฐบาลญี่ปุ่นเคยน้อมเกล้า ฯ ถวาย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 2 ตัว จากนั้นพระราชทานต่อให้กรมปศุสัตว์ จึงได้ทำเรื่องขอวัวนี้มาดูแลภายใต้ศูนย์ ฯ เพื่อจะทำเนื้อพันธุ์ดี ผลจากกระบวนการขุนปรากฏว่า ได้คุณภาพเนื้อดีมาก จึงเกิดเป็น “โคขุนสายพันธุ์ภูพาน” ปัจจุบันได้พ่อพันธุ์ที่ดีและส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยง โดยนำน้ำเชื้อไปผสมเทียมให้กับวัวของเกษตรกร จากการติดตามผลสามารถให้คุณภาพเนื้อในเกรดที่ดีมาก สร้างผลกำไรให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี
นอกจาก 3 ดำมหัศจรรย์แห่งศูนย์ ฯ ภูพานแล้ว ยังมีการขยายผลไปสู่การพัฒนาพันธุ์ “กระต่ายดำ” โดยนำกระต่ายที่มีอยู่ในสกลนคร มาพัฒนาร่วมกับกระต่ายอีกหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งเป็นกระต่ายเพื่อการบริโภคโดยตรง จนจบกระบวนการพัฒนาสายพันธุ์ เมื่อปี 2562 ได้เป็น “กระต่ายดำภูพาน” มีขนดำ ลำตัวใหญ่ ขนดี เนื้อกระต่ายมีโปรตีนสูง ไขมันต่ำ ย่อยง่าย และเป็นแหล่งอาหารโปรตีนให้กับเกษตรกรที่อยู่ห่างไกล
จากนั้นทางศูนย์ ฯ ได้รับมอบหมายจากกรมปศุสัตว์ ว่ามี “กระบือพันธุ์พระราชทาน” ซึ่งรัฐบาลอินเดีย น้อมเกล้า ฯ ถวายให้กับพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มากว่า 10 ปี ควรจะทำการส่งเสริมให้เกษตรกร คือ “กระบือเมซานี” ซึ่งเป็นกระบือที่ผลิตน้ำนม นำไปทำผลิตภัณฑ์ เช่น ชีส จึงนำมาทดลองเลี้ยงและเริ่มสาธิตกระบวนการเลี้ยงแล้วให้เกษตรกร มาลองชิมน้ำนม จากผลการทดลองพบว่า ต้นทุนการเลี้ยงต่ำ ให้น้ำนมราคาดี บริโภคเองก็มีประโยชน์
นอกจากนี้ยังมี “กวางรูซ่า” ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์เศรษฐกิจของไทย และกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นิยมบริโภคเขากวางอ่อน ซึ่งช่วยลดอักเสบเอ็นกล้ามเนื้อ บำบัดอัมพาต จึงส่งเสริมการเลี้ยงให้แก่เกษตรกร และหาวิธีตัดเขากวางอ่อนให้ โดยทำคอกตัดเขาให้เกษตรกรในราคาถูก เป็นคอกตัดเขากวางแบบภูพานโมเดล จากราคา 250,000 บาทเหลือเพียง 20,000 บาท และต่อยอดเพิ่มมูลค่าโดยสอนวิธีการทำเขากวางอ่อนเป็นแคปซูลจำหน่าย
จากการดำเนินงานที่ผ่านมา ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทางศูนย์ ฯ พยายามสร้างแรงบันดาลใจให้กับเกษตรกรกล้าที่จะลงทุนเลี้ยงสัตว์ เพราะนอกจากจะให้เกษตรดูงาน ศึกษาและอบรมแล้ว สำหรับคนที่ไม่มีต้นทุน ทางศูนย์ก็สามารถให้ยืมพันธุ์สัตว์ไปได้ หวังว่าหลังจากที่ประสบความสำเร็จแล้ว ขอให้ส่งต่อองค์ความรู้ที่ได้ไปให้กับผู้อื่นได้ใช้ประโยชน์ต่อเนื่อง และร่วมกันสนองพระราชปณิธานและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ได้พระราชทานแนวพระราชดำริการพัฒนาด้านต่าง ๆ เพื่อประโยชน์สุขของราษฎรเสมอมา