STGTคือนิวนอร์มอล คู่แข่งน้อยเป้า56บาท
ทันหุ้น-สู้โควิด- จับตา STGT เทรดวันนี้ ราคาจอง 34 บาท เจ้าธุรกิจถุงมือยางอันดับ 3 ของโลก เป็นสินค้าในยุควิถีใหม่ (นิว นอร์มอล) ของคนทั้งโลก หลังจากไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาด นักวิเคราะห์คาดกำไรปีนี้โต 5 เท่าจากปีก่อน เคาะพื้นฐาน 56 บาทต่อหุ้น หนุน STA บริษัทแม่รับอานิสงส์เต็มๆ เล็งไตรมาส 2 แจ่ม
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประกาศรับหลักทรัพย์บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT ผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่ของไทย และเป็นอันดับ 3 ของโลก เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ หรือ SET ในวันนี้ เสนอขายหุ้น IPO ไม่เกิน 438.78 ล้านหุ้น ในราคาเสนอขายหุ้นละ 34 บาท มีบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัดเป็นที่ปรึกษาทางการเงินและเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย
STGT ในไตรมาส 1/2563 มีกำไรอยู่ที่ 421.89 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 273.33 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 184% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน สาเหตุหลักมาจากกำไรขั้นต้นที่สูงขึ้น ประกอบกับการลดลงของค่าใช้จ่ายทางการเงิน และการลดลงของค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลจากสิทธิประโยชน์การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลภายใต้บัตรส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI จากการขยายโรงงานสาขาหากใหญ่ และสาขาตรัง และมีอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 11.2% จาก 5.0% ในงวดเดียวกันปีก่อน
พื้นฐาน 56 บาท
บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง(ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) มองว่า STGTได้ประโยชน์จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ความต้องการใช้ถุงมือยางเพิ่มขึ้น รวมถึงยังมีปัจจัยบวกจากการที่มีบริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STAซึ่งเป็นผู้ส่งออกยางพาราส่วนแบ่งอันดับ 1 ของโลก รวมถึงการที่ประเทศไทย เป็นผู้ส่งออกน้ำยางธรรมชาติเข้มข้นรายใหญ่ของโลก โดยมีส่วนแบ่ง 73% ทำให้ STGT ไม่มีความเสี่ยงด้านขาดแคลนวัตถุดิบ
ขณะที่เงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้น IPO ประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท ส่วนหนึ่งบริษัทมีแผนจะนำไปขยายกำลังการผลิตอีก 1 เท่าตัวใน 5-6 ปีข้างหน้า ในส่วนของบริษัทก็มีแผนเจาะตลาดในประเทศที่กำลังพัฒนา ที่ยังมีจำนวนการใช้ถุงมือยางต่ำ เช่นจีนที่ใช้ประมาณ 4-10 ชิ้นต่อคนต่อปี เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว จะใช้ถุงมือยาง 100-150 ชิ้นต่อคนต่อปี ทำให้ยังมีโอกาสเติบและไต่อันดับโลกสูงขึ้นไปได้อีก
ทั้งนี้ ประเมินราคาพื้นฐานของหุ้น STGT อยู่ที่ 56 บาทต่อหุ้น โดยคาดว่าในปีนี้มีกำไรสุทธิที่ 3.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 5 เท่าจากปีก่อน เป็นผลมาจากกำลังการผลิตใหม่ที่เข้ามาต้นปีประมาณ 20% และราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 15%จากภาวะขาดแคลนถุงมือยางทั่วโลก ซึ่งคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้น จะปรับขึ้นเป็น 25.7% จาก 12.0% ในปีก่อน ซึ่งในไตรมาส 1/2563 ปรับขึ้นมาแล้วอยู่ที่ 18.8%
บริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด คาดว่าผลประกอบการของ STA ในไตรมาส 2/2563 มีโอกาสขยายตัวได้ต่อเนื่อง มีแรงหนุนหลักมาจากธุรกิจถุงมือยางที่ขยายกำลังการผลิตต่อเนื่อง และมองว่าธุรกิจถุงมือยางในยุค New Normal ก็มีอุปสงค์การใช้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและเริ่มมีลูกค้ากลุ่ม Non-Medical มากขึ้นด้วย
STA เป้า 39.90 บาท
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แนะนำซื้อหุ้น STA ให้ราคาเป้าหมายที่ 39.90 บาทต่อหุ้น โดยมีมุมมองเชิงบวกต่อผลประกอบการไตรมาส 2/2563 ที่คาดว่าจะมีกำไรที่แข็งแกร่ง จากราคาขายเฉลี่ยที่สูงขึ้นทั้งธุรกิจยางธรรมชาติ และธุรกิจถุงมือยาง
โดยได้ปรับประมาณการกำไรในปี 2563 ของ STA ขึ้นประมาณ 8.8% จากผลดำเนินงานของธุรกิจถุงมือยางในไตรมาสแรกปีนี้ออกมาดีกว่าคาด และแนวโน้มการเติบโตที่ดี คาดกำไรสุทธิปีนี้จะอยู่ที่ 3,139.7 ล้านบาท จากเดิมที่คาดไว้ที่ 1,673.8 ล้านบาท