จับตา NER ครึ่งปีหลังสดใส ASL ชี้มี upside 21.89%
ทันหุ้น-สู้โควิด : บล.เอเอสแอล แนะนำ “ซื้อ” NER ประเมินเป้าหมายปี 2563 ที่ 4.12 บาท คาดการณ์กำไรปีนี้ปรับเพิ่มขึ้นราว 66.3%YoY เนื่องจากแนวโน้มลูกค้า long term ที่เพิ่มขึ้น แนวโน้มอัตรากำไรที่ดีขึ้นอยู่ที่ 10.6% จากปีก่อนที่ 8.6% และ Cost of sale ที่ลดลง
ความเคลื่อนไหวของหุ้น NER ปิดเที่ยงที่ 3.38 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 92.01 ล้านบาท
บริษัทรายงานกำไรสุทธิสำหรับงวด Q2/63 ที่ 223.7 ล้านบาท (+34.5%YoY, +273.5%QoQ) เนื่องมาจากรายได้จากการขายจำนวน 2,693.6 ล้านบาท (-18.5%YoY, -9.1%QoQ) โดยมีปริมาณขายอยู่ที่ 63,304 ตัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 5,779 ตัน โดยเป็นการลดลงจากการลดคำสั่งซื้อของลูกค้าในประเทศ แต่มีคำสั่งซื้อจากลูกค้าประเทศจีนในส่วนของยางผสมเพิ่มขึ้นมา ถึงแม้ปริมาณการขายสำหรับ Q2/63 จะลดลง แต่ยังได้ผลดีจาก Gross Profit ที่ปรับตัวดีขึ้นอยู่ที่ 12.30% จากปีก่อนที่ 8.45%
แนวโน้มของ Cost of sale ที่ลดลงโดยหลักมาจากค่าใช้จ่ายต้นทุนพลังงาน เนื่องจากได้นำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้แทนพลังงานไฟฟ้า และการนำก๊าซไบโอมีเทนอัด (CBG) ที่มีต้นทุนต่ำกว่ามาใช้แทนก๊าซปิโตรเลียม
**แนวโน้ม 2H63 ดีต่อเนื่อง
แนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับช่วงที่เหลือของปี เนื่องจากมีกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นมาจากโรงงานใหม่อีกกว่า 172,800 ตันต่อปี รองรับคำสั่งซื้อจากลูกค้า long term รายใหม่ปีนี้อีก 2 ราย ทั้งนี้สำหรับปีหน้ารวมถึงราคายางพาราที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลดีต่อการขาย spot ส่งผลให้อัตรากำไรสูงขึ้น
ปี 2564 ยังมีการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จากการที่คาดว่าจะมีลูกค้า long term เพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 2 ราย คือ China-Base Ningbo Group (CBNB) และ ATK เป็นผู้ผลิตยางล้อในอินเดีย ซึ่งอยู่ระหว่างการทดสอบสินค้า ซึ่งคาดว่าจะส่งมอบสินได้ในช่วง Q1/64 และจากการที่ลูกค้าหลักของบริษัทอยู่ที่ประเทศจีน ซึ่งมีแนวโน้มคำสั่งซื้อในอนาคตเพิ่มขึ้น จากการยอดการผลิตรถในจีนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะ commercial vehicle salesของจีนที่เติบโตขึ้นกว่า 77.9%YoY
สำหรับธุรกิจใหม่ ธุรกิจฟูกปูนอนวัวนม อยู่ในช่วงของการพัฒนาและทดสองตลาด มีผลตอบรับที่ดี บริษัทมุ่งเป้าลูกค้าในไทยและออสเตรเลียเป็นหลัก คาดจะสามารถออกขายได้ในช่วงปี 2565 เป็นต้นไป
แนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมายสิ้นปี 63 ที่ 4.12 บาท ฝ่ายวิจัยประมาณการใหม่ มีราคาเป้าหมายสำหรับปี 63 ที่ราคา 4.12 บาทต่อหุ้น โดยอิงค่าเฉลี่ย P/E ย้อนหลัง 1ปี + 1 S.D. คิดเป็น P/E ที่ 8.5 เท่า ณ ราคาปัจจุบันยังคงมี upside อยู่ 21.89% มองว่าบริษัทจะมีรายได้เติบโตขึ้นมาจากอัตรากำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นมาของโรงงานใหม่ และสัญญา long term จากลูกค้าใหม่ รวมถึงแนวโน้มอัตรากำไรขั้นต้น และอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้น จากการที่สามารถบริการต้นทุนพพลังงาน ค่าใช้จ่ายที่เป็น fixed cost และการบริหารต้นทุนขายได้ดีขึ้น
สำหรับปัจจัยเสี่ยง คือ ความผันผวนของราคายางพาราในตลาดโลก, การไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายระยะยาวกับลูกค้าบางราย และความเสี่ยงจากการที่ลูกค้าไม่ปฏิบัติตามสัญญา, การเปลี่ยนแปลงในนโยบายของภาครัฐ, และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
อยากลงทุนสำเร็จ เป็นเพื่อนกับเรา พร้อมรับข่าวสารได้ทุกช่องทางที่
APP ทันหุ้น ANDROID คลิ๊ก https://qrgo.page.link/US6SAAPP ทันหุ้น IOS คลิ๊ก https://qrgo.page.link/QJKT7LINE@ คลิ๊ก https://lin.ee/uFms4n5FACEBOOK คลิ๊ก https://www.facebook.com/Thunhoonofficial/YOUTUBE คลิ๊ก https://www.youtube.com/channel/UCYizTVGMealUUalT6VdUdNATELEGRAM คลิ๊ก https://t.me/thunhoon_newsTwitter คลิ๊ก https://twitter.com/thunhoon1