'ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา' เชื่อ 'บิ๊กตู่' น็อตหลุดเพราะถูกยั่วยุ ชี้ฝ่ายค้านสอบตก เสียดายเงินเดือน ส.ส. แต่บางคนก็พูดดี
เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ศ.ดร. จรัส สุวรรณมาลา นักวิชาการรัฐศาสตร์ชื่อดัง แสดงความเห็นในประเด็นภาพรวมของการแถลงนโยบายรัฐบาลว่า มีทั้งส่วนที่ดีและไม่ดี ส่วนดีที่เห็นคือมี ส.ส.จากแทบทุกพรรค ยกประเด็นนโยบายมาทักท้วงและให้ข้อคิดเห็น ถือเป็นเรื่องที่ดี เช่น ส.ส.พรรคเพื่อไทย เป็นคุณหมอท่านหนึ่ง อภิปรายว่ารัฐบาลเสนอนโยบายโดยไม่ได้มีรายละเอียดเรื่องงบประมาณ รัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่าเวลารัฐบาลจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา นโยบายที่เป็นสาระสำคัญจะต้องแจงว่าใช้เงินจากไหน เท่าไหร่ รัฐบาลไม่ได้ใส่ไว้และเป็นประเด็นที่อาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญได้ เหล่านี้เป็นการแถลงนโยบายที่สร้างสรรค์
“มีหลายท่านที่พูดถึงนโยบายที่ชอบ บางท่านพูดถึงนโยบายกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ส่วนมากเป็นฝ่ายค้าน น่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย บอกว่า ครม.ชุดที่ผ่านมาไม่ได้สนใจเรื่องกระจายอำนาจเท่าไหร่
ความจริงไม่ได้สนใจที่จะให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นด้วยซ้ำ เพราะประกาศในรัฐธรรมนูญ แต่ไม่เห็นการดำเนินการ จึงอยากเห็นรัฐบาลจริงจังกับเรื่องนี้ เขาพูดดี บอกว่าถ้ารัฐบาลต้องการจะทำเรื่องกระจายอำนาจก็พร้อมจะสนับสนุน เป็นสัญญาณที่ดี การอภิปรายเช่นนี้ทำให้เกิดประโยชน์และทำให้เห็นความตั้งใจจริงของคนที่ได้รับการเลือกตั้ง
ส่วนที่ไม่ดี คือ ส.ส.หลายคนใช้เวลาไปกับเรื่องน้ำเน่า ตั้งใจยั่วยุให้อารมณ์เสีย รวมทั้งการอภิปรายของคุณเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ทำให้นายกฯต้องลุกขึ้นมา น็อตหลุด ซึ่งเข้าทาง เพราะความจริงมีเจตนาจะทำอย่างนั้น ส่วนตัวเห็นว่าการทำเช่นนี้ไม่ได้ประโยชน์บ้านเมือง แต่เป็นการหาช่องทางที่จะทำให้เกิดปัญหา เวลาอภิปรายส่วนใหญ่ยกเอาประเด็นที่รัฐบาลชุดที่แล้วทำไว้แล้วมีปัญหา ความจริงไม่เฉพาะรัฐบาลชุดก่อนหน้า แต่เป็นจากรัฐบาลชุดก่อนหน้านู้นด้วย เป็นเรื่องที่ไม่ใช่เวลาของการอภิปราย เป็นนอกประเด็นและเสียเวลาไปมาก”
ศ.ดร. จรัส กล่าวอีกว่า เชื่อว่าหลายคนที่ฟังการอภิปรายจะรู้สึกเสียดายเงินที่ให้คนเหล่านี้มาเป็น ส.ส. รับเงินรวมกว่า 4.5 แสนบาทต่อเดือน ยังมีกองทุน สิทธิประโยชน์ที่จะได้ตลอดชีวิต บอกตามตรงว่ารู้สึกเสียดาย คัดเอา ส.ส.ที่อภิปรายดีๆไว้ และเอา ส.ส.ที่อภิปรายอย่างไม่ทรงเกียรติออกไป รู้สึกรังเกียจเสียด้วยซ้ำ เพราะเงินเดือนที่มาจากประชาชนใช้ไม่คุ้ม เราไม่จำเป็นต้องมี ส.ส.มากขนาดนั้น ให้เหลือสักประมาณ 50 คนก็พอ ที่เหลือไม่ต้องมีก็ได้ ไม่รู้ว่าคนที่อยากเลือกตั้งได้ฟังการอภิปรายหรือไม่ ได้ฟังแล้วรู้สึกว่าอยากเลือกตั้งหรือไม่ ผมเองก็อยากให้มีการเลือกตั้ง แต่ถ้าเลือกตั้งแล้วได้ ส.ส.คุณภาพแบบนี้ก็ไม่คุ้ม
นี่เป็นเพียงยกแรก ตามยกต่อไปว่ากฎหมายต่างๆ ที่สภาจะทำหน้าที่ในการออกและแก้ จะทำหน้าที่ได้ดีหรือไม่ เพราะที่ผ่านมา สภาที่มาจากการเลือกตั้งมักจะผ่านกฎหมายได้ค่อนข้างน้อย 1 ปี ได้ 10 กว่าฉบับ การทำหน้าที่ออกกฎหมายก็น่าจะสอบตกอีก เพราะไม่รู้ได้ทำหน้าที่หรือไม่ เพราะจวักที่ตักแกงไม่เคยรู้รสชาติแกง แต่ต้องรอดูยกต่อไป
“การทำหน้าที่ของประธานสภา คุณชวน หลีกภัย ค่อนข้างโอเคกว่า คุณพรเพชร วิชิตชลชัย คนนี้สอบไม่ค่อยผ่าน ยังทำหน้าที่ไม่ค่อยดีเหราะความยืดหยุ่นที่มีกับ ส.ส.ค่อนข้างน้อย และเข้าใจว่า ส.ส.ก็ไม่ค่อยเกรงใจคุณพรเพชร เป็นเพราะที่มาด้วย แต่เกรงใจคุณชวนมากกว่า เพราะเป็น ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้ง มาจากพรรคการเมือง ทำให้รู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกันมากกว่า
โดยวาระของการประชุมการทำงานของ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล รวมทั้งวุฒิสภายังแสดงบทบาทได้ไม่เต็มที่ เป็นที่รู้กันเรื่องที่มาแต่รัฐบาลจะตำหนินโยบายของตัวเองไม่ได้ ก็ต้องนั่งฟังให้ครบถ้วน ความจริงเสนอแนะหรือตั้งข้อสังเกตก็ได้ แต่ขณะนี้ยังทำหน้าที่ได้ไม่ดีเท่าวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งแล้วเชื่อว่าต่อไปอีก 4-5 ปีก็น่าจะทำหน้าที่ได้ประมาณนี้ ไม่คิดว่าจะดีกว่านี้
ส่วนฝ่ายค้าน ให้คะแนนสอบตก แต่ไม่ใช่ทุกคน ที่ดีก็มี ส่วน ส.ส.พรรคฝ่ายค้านที่สอบตกก็เพราะไม่ได้ทำหน้าที่ในเชิงนโยบาย แต่เป็นลักษณะของการด่าทอมากกว่า ไม่น่าให้สตางค์”
ศ.ดร. จรัสกล่าวว่า ส่วนนายกรัฐมนตรี ความจริงแล้วก็มีคนคาดหวังว่า ไม่ว่าใครจะพูดอะไร นายกฯจะไม่โต้ตอบ ถ้าจะอธิบายในเชิงที่มีการต่อว่า เช่น การปฏิวัติ หรือการเป็นนายกฯ 4-5 ปีไม่ได้เลือกตั้งคราวนี้มาเป็นอีกสมัย น่าอาย ทำนองนี้เป็นประเด็นที่นายกฯไม่ควรโต้ตอบเพราะเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ประเด็น แต่เข้าใจว่าตั้งแต่เช้าถึงเย็น นายกฯก็คงจะมีอารมณ์เสียบ้าง แต่จากนี้ไปนายกฯน่าจะเข้าใจแล้วว่าเกมในสภาเป็นอย่างไร ส่วนเรื่องการอ่านข้าม มองว่าไม่น่าจะเป็นสาระ เพราะไม่ว่านโยบายจะมีกี่หน้า ก็อาจจะสรุปใน 5 นาที โดยไม่ต้องอ่านก็ได้ นายกรัฐมนตรีที่ผ่านมาหลายคนพูดเก่ง ก็ไม่นำเสนอด้วยการอ่าน แต่ใช้การอธิบาย ส่วนเรื่องการอภิปราย โดยมารยาทแล้วต้องพูดผ่านประธานสภา เป็นหนึ่งในข้อบังคับ
โดยภาพรวมของการแถลงนโยบาย ถ้าประเมินก็ให้คะแนนแค่ 50 เต็ม 100 เพราะวัตถุประสงค์ของการอภิปราย เป็นการทำหน้าที่ร่วมกัน เพื่อหาสาระสำคัญเพื่อเป็นแนวทาง เป็นกรอบของรัฐบาลต่อไป กล่าวคือ ฝ่ายรัฐบาลต้องแสดงให้เห็นนโยบายและแสดงความรับผิดชอบ สภาควรไล่เรียงว่าควรทำเรื่องไหนก่อนหลังอย่างไร ที่ให้คะแนนเท่านี้ เพราะสภาไม่ได้มุ่งเรื่องนโยบาย แต่ใช้เวลาส่วนมากกับการทะเลาะ ไม่ใช่หน้าที่ของผู้แทนราษฎร และรัฐบาลเองก็อภิปรายไม่ครบถ้วน