โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“การปรับตัวของเจ้า” : การทรงเจ้าของชุมชนบ้านหนองขาว อ.ท่าม่วง กาญจนบุรี

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 11 พ.ค. 2565 เวลา 08.53 น. • เผยแพร่ 11 พ.ค. 2565 เวลา 08.52 น.
ศาลเจ้าพ่อแม่ บ้านหนองขาว อ.ท่าม่วง กาญจนบุรี (ภาพจาก ธนพล หยิบจันทร์)

ชุมชนหนองขาวหรือบ้านหนองขาวเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่มีประวัติความเป็นมายาวนานและมีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ปัจจุบันสภาพสังคมของบ้านหนองขาวกำลังเปลี่ยนไปตามสังคมสมัยใหม่ แต่ชาวบ้านยังคงสืบทอดขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ ไว้ได้อย่างมาก หนึ่งในพิธีที่ยังคงดำรงอยู่ได้คือประเพณี “การทรงเจ้า” โดยที่ปราณี วงษ์เทศ ได้วิเคราะห์ถึงพิธีกรรมได้อย่างน่าสนใจไว้ว่านับเป็นการแสดงออกของสังคมในการสร้างความสัมพันธ์ในระดับมนุษย์ด้วยกันเอง ในระดับมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม และในระดับมนุษย์กับอำนาจเหนือธรรมชาติ เพื่อที่จะถ่ายทอดค่านิยม อุดมการณ์ร่วมกันในชุมชนเพื่อสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันต่อไป1

การที่ประเพณีความเชื่อเหนือธรรมชาติยังคงดำรงอยู่ได้อาจจะต้องพิจารณาถึงสภาพสังคมของชุมชนหนองขาว โดยหลักฐานตั้งแต่อดีตพบว่าอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพสำคัญของบ้านหนองขาวเพราะสภาพภูมิศาสตร์ตั้งอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำ พื้นดินอุดมสมบูรณ์ สามารถปลูกข้าวได้ผลดี ชุมชนแห่งนี้จึงเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวที่สำคัญของจังหวัดกาญจนบุรีมาตั้งแต่อดีต ดังปรากฏหลักฐานในตามเสด็จไทรโยค พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า ชุมชนรอบ ๆ ต้องซื้อข้าวจากบ้านหนองขาว

จนหมากพลูอยู่ข้างจะขัดสน แม่กลองต้องทนส่งมาถึงนี่
นาเข้าทาไม่ใคร่จะได้ดี กินเข้าที่
หนองขาวแลบ้านน้อย
มักวิบัติขัดข้องด้วยน้าท่า เข้าปลาบ่ใคร่ดีมีบ่อยบ่อย
ต้องกินเข้าต่างเมืองฝืดเคืองคอย เข้านับร้อยเกวียนมีที่เข้ามา
2

ด้วยเหตุที่ประชากรส่วนใหญ่ของบ้านหนองขาวประกอบอาชีพเกษตรกรรมโดยเฉพาะการปลูกข้าวนั้น จึงเป็นผลให้ชาวบ้านต้องพึ่งพิงกับธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ และการที่ธรรมชาติเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถกำหนดดิน ฟ้า อากาศ ได้หรือควบคุมได้ไม่หมด ซึ่งปัจจัยทางธรรมชาติเหล่านี้มีผลต่อปากท้องและการผลิต ฉะนั้นชาวบ้านจึงจำเป็นที่จะต้องพึ่งพิงกับสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาตินั้นคือ “ผี” หรือว่า “เจ้า” ที่คุ้มครองหมู่บ้านหนองขาวอยู่ซึ่งพบว่ามีศาลประจำหมู่บ้านทั่วชุมชนหนองขาว ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของ “เจ้า” กับความสัมพันธ์ของคนในชุมชนตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

“การทรงเจ้า” หมายถึงการที่เทวดา ผี หรือเจ้านั้นได้เลือกคนในชุมชนเป็นตัวแทนในการเป็นคนประกอบพิธีกรรม โดย “เจ้า” จะมาประทับร่างในงานประจำปีหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “งานเจ้า” โดยเฉพาะงานประจำปีของศาลประจำหมู่บ้านเช่น ศาลพ่อแม่ ศาลเจ้าพ่อโรงหนัง ศาลเจ้าพ่อลมบน เป็นต้น ซึ่งแต่ละศาลนั้นยังประกอบด้วยศาลบริวารที่เป็นเครือญาติที่อาจมีที่ตั้งที่เดียวกันหรือคนละที่แต่ในวันงานประจำปีร่างทรงของเจ้าที่เป็นเครือญาติกันก็จะมาชุมนุมประกอบพิธีด้วยกันเป็นจำนวนมาก อาทิ เจ้าพ่องานแซงเป็นเครือญาติของศาลพ่อแม่ ศาลเจ้าพ่อลมบน ศาลเจ้าพ่อโรงหนัง ร่างทรงก็จะไปร่วมงานประจำปีศาลนั้น ๆ ซึ่งงานประจำปีนั้นสัมพันธ์กับผีของบรรพบุรุษประจำบ้านกับ “เจ้า” ดูแลหมู่บ้านของชาวหนองขาว

“การตั้งศาล” พิธีการตั้งศาลเป็นการสืบทอดมาเป็นรุ่น ๆ เริ่มจากครอบครัวใหญ่ที่มีการนับถือ
“หม้อยาย” (มีลักษณะเป็นเหมือนหม้อดินเผา) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ถึงบรรพบุรุษของชาวหนองขาวที่ล่วงลับไปแล้ว และได้บอกต่อ ๆ กันมาว่าลูกหลานจะต้องไปตั้ง “สำรับ” (อุปกรณ์ที่ใช้ในการตั้งศาลของชุมชนหนองขาว) เพื่อเคารพบูชา “เจ้า” ที่คุ้มครองบ้านหนองขาว ซึ่ง”สำรับ” ประกอบไปด้วย บายศรีปากชาม ขนมต้มแดงต้มขาวหรือขนมเปียกปูน น้ำเปล่า ถาด โดยแต่ละบ้านก็จะตั้ง “สำรับ” ไม่เท่ากันแล้วแต่บรรพบุรุษของแต่ละบ้านบอกกล่าวกันต่อ ๆ มา3 ซึ่งเมื่อมีคนในบ้านแต่งงานหรือย้ายบ้านก็ต้องรับ “หมอย้าย” ไปอยู่ด้วยนั่นหมายความว่าจะมี “สำรับ” เพิ่มมากยิ่งขึ้นเพราะมีครอบครัวเกิดขึ้นมาใหม่และถ้าไม่ไปตั้งสำรับก็จะทำให้เกิดสิ่งผิดปกติหรือความเจ็บป่วยได้ สะท้อนให้เห็นการพยายามยึดโยงอุดมคติความเป็นเครือญาติของคนในชุมชนโดยผ่านพิธีกรรม

การทรงเจ้าของบ้านหนองขาวยังคงดำเนินต่อไปตามพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ของหมู่บ้าน งานของเบญจรัชต์ เมืองไทย ได้อธิบายไว้ว่าพิธีทรงเจ้าที่หนองขาวมีบทบาทและความสำคัญทั้งในระดับปัจเจก
กลุ่มและชุมชนที่ต่างเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน โดยแบ่งออกเป็นบทบาทในการตอบสนองความต้องการทางจิตใจและการตอบสนองความต้องการทางสังคม กล่าวคือ การตอบสนองความต้องการทางจิตใจ พิธีกรรมมีความสำคัญในการให้ความมั่นคงทางจิตใจและการแสวงหาความหมายให้กับโลกและชีวิต ตามแบบสังคมชาวนาที่ต้องพึ่งพาอาศัยธรรมชาติและสภาพแวดล้อมในการดำรงชีพ ทั้งยังเป็นกลไกในการตอกย้ำการรวมกลุ่ม การระบายความขัดแย้งและความไม่พึงพอใจต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อให้ชาวบ้านสามารถเผชิญกับชีวิตในโลกที่เป็นจริงต่อไปได้ รวมทั้งยังเป็นการตอบสนองความต้องการทางสังคม พิธีกรรมมีความสำคัญในการสร้างสำนึกร่วมและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในชุมชนภายใต้ตำนานความเชื่อ ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์และการเป็นเชื้อสายเดียวกัน การประกอบพิธีกรรมแต่ละระดับยังเป็นการยึดโยงความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจก เครือญาติ กลุ่มพรรคพวกและความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม4

สังคมเปลี่ยนไป “เจ้า” ปรับตัวไหม? แต่เดิมชุมชนหนองขาวปัญหาสำคัญในการดำรงชีพ คือความไม่แน่นอนของธรรมชาติ ความไม่ปลอดภัยในการเดินทาง การต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บที่มีอยู่มากมายในป่ารกชัฏ ตลอดจนอันตรายจากโจรผู้ร้ายซึ่งมักเข้ามาปล้นชิงทรัพย์สิน วัว ควาย ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการทำนาอยู่เนือง ๆ เจ้าจึงเป็นที่พึ่งทางใจที่สำคัญเมื่อชาวบ้านต้องเดินทางไปค้าขายทั้งทางใกล้และทางไกล หรือเดินทางเข้าไปในป่ารกชัฏ จึงต้องทำพิธีเซ่นสรวงบูชาเพื่อให้เกิดความมั่นใจ หรือบอกกล่าวแก่เจ้าที่ตนนับถือให้คุ้มครองความปลอดภัยให้เสมอ การเซ่นสรวงบูชาในแต่ละปียังเกี่ยวข้องกับการขอฝนและความอุดมสมบูรณ์ในการผลิต การสะเดาะเคราะห์ต่อชะตาให้กับคนในครอบครัวและสมาชิกในสังคมทั้งหมด เจ้าบางองค์ยังมีความสามารถในการรักษาความเจ็บป่วย หาของหายโดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัว ควายในหมู่บ้าน5

ปัจจุบันความมั่นคงความปลอดภัยในชีวิตได้แปรสภาพไปพร้อมกับการพัฒนาไปสู่ความเป็นเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา ซึ่งประเทศไทยได้พยายามผลักดันให้ไทยในช่วงนั้นมีการเจริญเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นยุคทองทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายที่โดดเด่นที่สุดของ พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ คือ นโยบายการเปลี่ยนสนามรบเป็นตลาดการค้า ซึ่งนโยบายดังกล่าว เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญทางเศรษฐกิจ ที่สร้างความมั่นใจให้ต่างชาติเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยได้รับความสำเร็จอย่างสูง จนได้รับการกล่าวขานว่า “ไทยกำลังจะก้าวสู่ความเป็น NIC” เป็นการเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด6 ทำให้จากเดิมที่ชาวบ้านมุ่งแต่ทำเกษตรกรรมหันไปทำงานโรงงานอุตสาหกรรมในเมืองหรือต่างจังหวัดมากขึ้นเพราะได้เงินเดือนดีกว่า7 และเกิดกิจการใหม่ ๆ ขึ้นอย่างมากมาย อาทิ ร้านขายของชำ เป็นต้น

สภาพการณ์เช่นนี้จึงทำให้ชุมชนหนองขาวแต่เดิมที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงสู่อาชีพใหม่ ๆ คนเริ่มขยับออกจากตัวชุมชนสู่การแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ หรือปรับเปลี่ยนการประกอบอาชีพเกษตรกรรมแบบเดิมมาสู่การปรับให้เข้ากับระบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่ขยายตัว ตัวอย่างเช่น แต่เดิมในการทำนาจำเป็นต้องใช้กำลังคนในขั้นตอนต่าง ๆ บ้านหนองขาวจึง มีธรรมเนียมการช่วยเหลือกันในหมู่ญาติมิตร เรียกว่า “การเอาแรง” กล่าวคือ เมื่อมีชาวบ้านจะเกี่ยวข้าวคนในครอบครัวนั้นจะเดินไป “ขอแรง” จากครอบครัวอื่น ภายหลังเมื่อบ้านที่เคยมาเอาแรงไว้จะเกี่ยวข้าวบ้าง บ้านที่ไปขอแรงในตอนแรกก็จะไปช่วยเหลือเป็นการตอบแทนน้ำใจกัน ซึ่งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของสังคมทำให้ธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติมาก็ค่อย ๆ หายไป และนำมาสู่ธรรมเนียมใหม่ ๆ ที่เริ่มมีความเป็นปัจเจกมากยิ่งขึ้น เช่น เจ้าของนาจะติดต่อจ้างคนที่มีรถไถและรถเกี่ยวข้าวไว้ เมื่อถึงเวลาไถพลิกหน้าดินหรือหว่านเมล็ดข้าว เจ้าของนาเพียงอยู่เฝ้า คนที่มารับจ้างในระหว่างทำนาเท่านั้น เป็นต้น เพื่อตอบสนองกับเศรษฐกิจที่กำลังขยายตัวขึ้น

การเปลี่ยนแปลงของสังคมทำให้คนในชุมชนเริ่มมีความปัจเจกมากขึ้น แต่ชาวบ้านก็ยังคงต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงทางจิตใจจากภาระ และปัญหาในการประกอบอาชีพและความเจ็บป่วยอื่น ๆ การขอความคุ้มครองช่วยเหลือจากเจ้าจึงยังมีคงอยู่ต่อเนื่องและแปลงไปสู่การตอบสนองความการเป็นปัจเจก ฉะนั้น “เจ้า” จึงได้มีการปรับตัวเพื่อตอบสนองกับบริบทของสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปของชุมชนหนองขาว เช่นสามารถขอให้เจ้าช่วยในการเข้าเรียนต่อ ขอให้ได้งานทำ ขอให้ประสบความสำเร็จและรุ่งเรืองในการค้า เป็นต้น สะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวของเจ้าในการเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในสังคมจากรูปแบบที่เป็นส่วนรวมสู่การให้พรที่มีลักษณะเป็นปัจเจกขึ้นเรื่อย ๆ ของชาวบ้านหนองขาว

การรักษาโรคของชุมชนบ้านหนองขาวแต่เดิมรักษาเริ่มต้นจากการพึ่งพาตนเองในครัวเรือนก่อนด้วยสมุนไพรต่าง ๆ รวมไปถึง “ยาผีบอก” หมายถึง ยาที่ได้จากการฝันหรือเข้าทรง กล่าวคือเมื่อรักษาไม่หายจะไปหา “เจ้า” เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วย แต่ต่อมาการรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันเริ่มมีบทบาทจริงจังก็ต่อเมื่อมีการขยายระบบสาธารณสุขจากส่วนกลางสู่ภูมิภาคทำให้คนชุมชนหนองขาวหันมารักษาแพทย์แผนปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่นประมาณช่วง พ.ศ. 2490-2520 ชาวบ้านหนองขาวเริ่มหันมาสนใจยาแผนปัจจุบันใช้แพร่หลายมากขึ้น เนื่องจากมี “หนังขายยา” หรือบริษัทยามาเร่จำหน่ายยาพร้อมเปิดฉายภาพยนตร์ในหมู่บ้าน บริษัทยาที่ชาวบ้านยังจำชื่อได้ เช่น โอสถตรามือ เจดีย์ห้าชั้น โอสถสภา เป็นต้น ยาส่วนใหญ่ที่นำมาขายมียาหม่อง ยาแก้ไข้ และยาแก้ปวดเป็นหลัก สถานที่ฉายภาพยนตร์จะอยู่ภายในวัดอินทาราม ก่อนฉายหนังแต่ละครั้งจะมีรถมาขับตระเวนประชาสัมพันธ์รอบ ๆ หมู่บ้านช่วงกลางวัน พอตกเย็น ชาวบ้านที่สนใจก็จะไปรวมกันที่วัด8 เพื่อการแพทย์สมัยใหม่เริ่มเข้ามามีบทบาท “เจ้า” เองก็ปรับตัวโดยการรักษาแบบพิธีกรรมดังเดิมและแนะนำให้กินยาแผนปัจจุบันควบคู่กันไปด้วย

“งานเจ้า” ในงานประจำปีเมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงพิธีกรรมบางอย่างก็ได้รับอนุญาตจาก “ร่างทรง” ปรับเปลี่ยนไปตามสภาพสังคม อย่างเช่น สำรับ ของที่อยู่ในสำรับ เมื่อก่อนเป็นขนมต้มแดงต้มขาว ซึ่งแสดงถึงสัญลักษณ์ของศาสนาพราหมณ์ ขนมเปียกปูน ดอกไม้อะไรก็ได้ แต่ส่วนใหญ่เป็นดอกเฟื่องฟ้า น้ำเปล่าใส่กระทง บายศรีปากชามเล็ก สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือแต่เดิมคนนิยมนำขนมต้มแดงต้มขาวและขนมเปียกปูนน้อยในการนำมาไหว้ แต่ในปัจจุบันกลับพบขนมตามร้านค้าและตลาด เช่น ขนมยี่ห้อต่าง ๆ เป็นต้น เนื่องจากสะดวกไม่ต้องเสียเวลาในการทำซื้อได้ง่ายตามร้านค้า สะท้อนให้เห็นถึงการบริโภคของคนในชุมชนที่เปลี่ยนแปลงไป และการปรับตัวของเจ้าที่เมื่อก่อนจะรับเครื่องบูชาจากขนมต้มแดงต้มขาวและขนมเปียกปูนน้อยมาสู่ขนมอื่น ๆ ที่สามารถหาซื้อได้ง่ายอย่างไม่เคอะเขิน

ของแก้บนที่ชาวบ้านนำมาแก้บนในงาน ได้แก่ เงิน ชาวบ้านที่นำเงินมาแก้บนอาจจะนำมาให้เจ้าในงานปี ซึ่งพี่เลี้ยงจะเป็นคนคอยเก็บเงินไว้เพื่อเอาไว้ใช้เกี่ยวกับการทรงเจ้า เช่น ซื้อของประดับหิ้งเจ้า เสื้อผ้า ซ่อมบำรุงศาลและนำเงินเหล่านี้มาเลี้ยงคนที่มาในงานปี เช่น ซื้อน้ำดื่ม นอกจากเงินชาวบ้านก็ยังนิยมนำผ้า วงดนตรี ลิเก หนัง อาหาร เป็นต้น สิ่งที่เปลี่ยนไปคือในเรื่องของอาหาร เมื่อก่อนใช้เหล้าหมัก ซึ่งชาวบ้านจะทำกันเอง แต่ปัจจุบันนี้ของที่นำมาแก้บนเปลี่ยนมาเป็นเหล้าแม่โขง เบียร์สิงห์ บุหรี่ยี่ห้อต่าง ๆ โค้ก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสภาพของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นกระแสบริโภคนิยมอย่างเห็นได้ชัด ในขณะเดียวกัน “เจ้า” เองก็ต้องปรับตัวไปตามกระแสของสังคมด้วยโดยการใช้ ดื่ม กินของทุกอย่างที่มีชาวบ้านนำมาแก้บน รวมทั้งดนตรีที่นำมาแก้บน “เจ้า”ได้ปรับตัวสามารถรำเพลงในยุคปัจจุบันได้อย่างกลมกลืน

กล่าวโดยสรุปคือจะเห็นได้ว่าเมื่อบริบททางสังคมและเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปส่งผลให้วิถีชีวิตและค่านิยมของชุมชนชาวหนองขาวนั้นเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย เป็นผลให้ “เจ้า”ในชุมชนหนองขาวต้องปรับตัวให้เข้ากับบริบททางสังคมเพื่อที่จะตอบสนองความต้องการแบบใหม่ที่กำลังทะลักเข้ามาอย่างมากมายเพื่อที่จะดำรงต่อไปในชุมชนบ้านหนองขาว

เชิงอรรถ :

1 ปราณี วงษ์เทศ. (2540). “การรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : การรวบรวมข้อมูลด้านพิธีกรรม”. พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นไทย. เอกสารประกอบสัมมนาวิชาการ 23-24 พฤศจิกายน 2539. กรุงเทพฯ : ศูนย์มานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยศิลปกร. หน้า 35.

2 จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จ พระ. (2511). กลอนไดอรีซึมทราบ ตามเสด็จไทรโยค โคลงนิราศท้าวสุภักติการภักดี และกลอนนารีภิรมย์. พระนคร: จันหว่า. หน้า 62.

3 นงนุช กระต่าย (2562, 20สิงหาคม). สัมภาษณ์.

4 ดูรายละเอียดใน เบญจรัชต์ เมืองไทย. (2543). พิธีทรงเจ้า:พิธีกรรมกับโครงสร้างสังคมที่หนองขาว. ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขามานุษยวิทยา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาศิลปกร.

5 ดูรายละเอียดในบุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์, อุไรรัตน์ ไพบูลย์วัฒนกิจและวิวรรธน์ นาคสุข. (2543). การเข้าทรงของหมู่บ้านหนองขาว ตำบลหนองขาว อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี. วารสารมหาวิทยาลัยศิลปากร, 19-20(3), 257-341

6 ดูรายละเอียดใน จารวี โกมลดิษฐ์. (2544). บทบาทผู้นำด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของ : พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ (ระหว่าง พ.ศ. 2531-2534). ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขารัฐศาสตร์, สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

7 นงนุช กระต่าย (2562, 20 สิงหาคม).สัมภาษณ์.

8 ดูรายละเอียดในปานวาด มากนวล. (2554). บทบาทและการสืบทอดคาถาและพิธีกรรมของหมอพื้นบ้านในการรักษาโรคที่บ้านหนองขาว จังหวัดกาญจนบุรี. อักษรศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาภาษาไทย,จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ้างอิง :

ปราณี วงษ์เทศ. (2540). “การรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : การรวบรวมข้อมูลด้านพิธีกรรม”. พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นไทย. เอกสารประกอบสัมมนาวิชาการ 23-24 พฤศจิกายน 2539. กรุงเทพฯ : ศูนย์มานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยศิลปกร.

จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จ พระ. (2511). กลอนไดอรีซึมทราบ ตามเสด็จไทรโยค โคลงนิราศท้าวสุภักติการภักดี และกลอนนารีภิรมย์. พระนคร : จันหว่า.

นงนุช กระต่าย (2562, 20สิงหาคม). สัมภาษณ์.

เบญจรัชต์ เมืองไทย. (2543). พิธีทรงเจ้า:พิธีกรรมกับโครงสร้างสังคมที่หนองขาว. ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขามานุษยวิทยา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาศิลปกร.

บุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์, อุไรรัตน์ ไพบูลย์วัฒนกิจและวิวรรธน์ นาคสุข. (2543). การเข้าทรงของหมู่บ้านหนองขาว ตำบลหนองขาว อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี. วารสารมหาวิทยาลัยศิลปากร, 19-20(3), 257-341

จารวี โกมลดิษฐ์. (2544). บทบาทผู้นำด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของ : พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ (ระหว่าง พ.ศ. 2531-2534). ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขารัฐศาสตร์, สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

ปานวาด มากนวล. (2554). บทบาทและการสืบทอดคาถาและพิธีกรรมของหมอพื้นบ้านในการรักษาโรคที่บ้านหนองขาว จังหวัดกาญจนบุรี. อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 2 กันยายน 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...