โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

เรื่องจริงของ "เนสซี" สัตว์ประหลาดแห่งล็อกเนสส์ กับการตบตาครั้งใหญ่ของโลก

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 29 ก.ค. 2566 เวลา 05.35 น. • เผยแพร่ 27 ก.ค. 2566 เวลา 09.55 น.
ภาพจำลองของเพลซิโอซอร์ซึ่งคนในยุคหลังเชื่อกันว่าอาจจะเป็นตัวตนที่แท้จริงของสัตว์ประหลาดแห่งล็อกเนสส์ (ภาพโดย S.W. Williston)

เรื่องจริงของ “เนสซี” สัตว์ประหลาดแห่งล็อกเนสส์ กับการตบตาครั้งใหญ่ของโลก

ความเชื่อเรื่องลี้ลับที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้อยู่คู่กับประวัติศาสตร์มนุษยชาติมาตั้งแต่โบราณกาล เรื่องของสัตว์ประหลาดแห่ง“ล็อกเนสส์” (Loch Ness) ในสกอตแลนด์ ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องลี้ลับที่ผู้คนทุกยุคสมัยยังคงพยายามค้นหาหลักฐานตัวตนของสัตว์ประหลาดที่อยู่ในตำนานท้องถิ่น แม้ว่าหลายครั้งที่หลักฐานซึ่งมีผู้หยิบมาอ้างนั้น ปรากฏในภายหลังว่าเป็นเรื่องตบตากันครั้งใหญ่

ก่อนที่ล็อกเนสส์ (Loch Ness) หรือทะเลสาบเนสส์ (Loch แปลว่า ทะเลสาบ) จะโด่งดังในทศวรรษ 1930 และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดผู้สนใจจากทั่วโลก พื้นที่แห่งนี้เงียบสงบ ห่างไกล และเข้าถึงยาก จวบจนมีการตัดถนนในปี 1933 ล็อกเนสส์ก็เริ่มเป็นที่รู้จักของผู้คนภายนอก

นอกจากล็อกเนสส์จะเป็นทะเลสาบที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของสกอตแลนด์แล้ว ยังเป็นทะเลสาบที่มีความลึกลับ น่าค้นหา เพราะเมื่อมองไกลๆ แล้วจะเห็นเป็นผืนน้ำดำมืด บางครั้งมีหมอกปกคลุมพื้นผิวน้ำ รายล้อมด้วยบรรยากาศของต้นสน ปราสาทตระหง่าน และหอคอยที่ถูกทิ้งร้าง ทั้งหมดนี้กลายเป็นองค์ประกอบที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาสัมผัสกับตำนานเรื่องราวลี้ลับต่างๆ

ถนนที่นำสู่ “เนสซี”

ถนนที่นำพาคนภายนอกมาเยือน ทำให้เรื่องราวของ “เนสซี” หรือ“สัตว์ประหลาดแห่งล็อกเนสส์” สัตว์ที่ไม่สามารถระบุประเภทได้ เริ่มกระจายออกไปปากต่อปากจนไปเข้าหูสื่อท้องถิ่น เนสซีปรากฏเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ Inverness Courier เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ปี 1933 เมื่อชายหญิงคู่หนึ่งพบเห็นสัตว์ขนาดใหญ่ดำผุดเหนือผิวน้ำของล็อกเนสส์

วันที่ 22 กรกฎาคม ปี 1933 หนุ่มสาวจากตระกูลสไปเซอร์ไปพักผ่อนในไฮแลนด์ส ขณะขับรถอยู่พวกเขาก็เห็น “สัตว์ที่น่าทึ่งที่สุด” เคลื่อนที่ผ่านถนนตัดหน้าไป พวกเขาอ้างว่า สัตว์ตัวนี้สูงประมาณ 4 ฟุต (1.2 เมตร) ยาว 25 ฟุต (8 เมตร) ลักษณะลำคอยาว ตัวกว้างเกือบเท่าถนน (ประมาณ 10-12 ฟุต หรือ 3-3.5 เมตร) ในปากคาบซากสัตว์อยู่ด้วย มันเคลื่อนที่ด้วยการไถลหรือเลื้อยลงไปในทะเลสาบ พวกเขาอ้างว่า ไม่เห็นท่อนล่างของมัน แต่สิ่งที่พบเห็นนั้นน่าจะใกล้เคียงกับมังกรหรือกลุ่มสัตว์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์มากที่สุด

ช่วงข่าวลือเริ่มต้นแพร่สะพัดเอริค ชาไลน์ (Eric Chaline) ผู้เขียนหนังสือ “History’s Greatest Deceptions” หรือ การตบตาครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เล่าว่า ผู้คนเริ่มมีทฤษฎีอธิบายที่มาที่ไปของสัตว์ที่ไม่สามารถระบุประเภทอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่รอดจากยุคไดโนเสาร์สูญพันธุ์และอาศัยอย่างโดดเดี่ยว ยักษ์ หรือตัวนิวท์ (Newt) สายพันธุ์ที่ยังไม่ได้ถูกค้นพบหรือไม่มีบันทึกข้อมูล หรือแม้แต่เป็นงูทะเลยักษ์ ทั้งที่ล็อกเนสส์เป็นทะเลสาบน้ำจืด อยู่ไกลจากทะเล และไม่มีทางระบายไปสู่ทะเลโดยตรง

Inverness Courier รายงานการพบเห็น เนสซี อีกครั้งเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ปี 1933 หลังจากนั้นก็มีรายงานการพบเห็นอย่างต่อเนื่อง ในเดือนเดียวกัน อาร์เธอร์ แกรนท์ (Arthur Grant) อ้างว่า ขณะขี่มอเตอร์ไซค์บนถนนเลียบทะเลสาบในช่วงเช้าตรู่ เขาเกือบชนสัตว์ชนิดหนึ่ง ซึ่งคำอธิบายของแกรนท์ใกล้เคียงกับสิ่งที่คู่หนุ่มสาวสไปเซอร์เล่า

กระทั่งเดือนพฤศจิกายน ปี 1933 มีหลักฐานที่เป็นภาพถ่ายปรากฏในหน้าสื่อเป็นครั้งแรก โดย ฮิวจ์ เกรย์ (Hugh Gray) ชาวบ้านในหมู่บ้านละแวกนั้น ที่พบเห็นอะไรบางอย่างกำลังพ่นน้ำ ทำให้เกิดน้ำกระเพื่อมขนาดใหญ่ เขาเล่าว่า โชคดีที่พกกล้องมาด้วย และถ่ายภาพได้ขณะเดินทางกลับจากโบสถ์ (แต่เหตุผลพื้นฐานว่า ทำไมเขาถึงพกกล้องไปโบสถ์ ไม่เคยมีข้อมูลอธิบายมาก่อน) มีเพียงภาพเดียวที่เห็นว่าเหมือนมีบางอย่างอยู่ในน้ำ แต่ความละเอียดของภาพก็ไม่ชัดเจนถึงขั้นสามารถบอกได้ว่าอะไรอยู่ใต้น้ำ

เมื่อข่าวลือแพร่สะพัด ก็มีผู้สนใจสืบค้นที่มาที่ไปของสัตว์ลึกลับนี้ ส่วนใหญ่แล้วได้ทุนสนับสนุนจากสื่ออังกฤษ มีรายงานว่าสื่ออังกฤษตั้งเงินรางวัลสำหรับผู้ที่พบสัตว์ประหลาด สำนักข่าว Daily Mail จ้างพรานนามว่า มาร์มาดุก เวเธอเรลล์ (Marmaduke Wetherell) มาค้นหา

เอริคบรรยายว่า พรานรายนี้ไม่พบสัตว์ประหลาดแต่อย่างใด แต่สิ่งที่พบกลับเป็นรอยเท้าของสัตว์บนชายฝั่งของทะเลสาบบริเวณที่เต็มไปด้วยหิน เชื่อว่าเป็นร่องรอยของสัตว์ขนาดใหญ่ที่กำลังกลับลงน้ำ

Daily Mail อ้างว่า พวกเขาค้นพบหลักฐานกายภาพครั้งแรกของสัตว์ประหลาด อย่างไรก็ตาม เมื่อส่งหลักฐานไปให้พิพิธภัณฑ์ British Natural History Museum ในลอนดอน ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตววิทยาของพิพิธภัณฑ์ระบุว่า หลักฐานถูกสร้างขึ้นโดยอาศัยตัวช่วยเป็นแท่นวางร่มทรงเท้าฮิปโปโปเตมัส อันเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ได้รับความนิยมในสมัยนั้น จากอิทธิพลของชนชั้นกลางในยุควิกตอเรียและสมัยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด สื่อคู่แข่งต่างเยาะเย้ย Daily Mail และนายพรานผู้นี้อย่างหนัก จนเขาต้องเก็บตัวจากสาธารณะ

ภาพถ่าย “เนสซี” สะเทือนโลก

วันที่ 21 เมษายน ปี 1934 สำนักข่าว Daily Mail ที่ยังไม่เข็ดกับประสบการณ์ก่อนหน้านี้ ได้เผยแพร่ภาพที่ภายหลังเรียกกันต่อมาว่า “Surgeon’s photograph” (ภาพถ่ายของศัลยแพทย์) แสดงให้เห็นส่วนหัวและคอของสัตว์ชนิดหนึ่งโผล่พ้นจากผิวน้ำ เชื่อกันว่าผู้ถ่ายภาพนี้คือ โรเบิร์ต วิลสัน (Robert Wilson) แพทย์ที่มีชื่อเสียง และได้รับการยอมรับจากลอนดอน เขาอ้างว่าถ่ายได้ระหว่างขับรถผ่านถนนทางตอนเหนือของทะเลสาบในช่วงเช้าวันที่ 19 เมษายน ปี 1934

ภาพถ่ายนี้ได้รับความเชื่อถือมาหลายทศวรรษว่าเป็นภาพ เนสซี สัตว์ประหลาดแห่งล็อกเนสส์ แต่แล้วความเชื่อนี้ก็ถูกสั่นคลอนในปี 1984 เมื่อ สจ๊วต แคมเบลล์ (Stewart Campbell) เผยแพร่บทความในวารสารด้านการถ่ายภาพที่ชื่อ British Journal of Photography ข้อเขียนของเขาโต้แย้งว่า วัตถุในภาพน่าจะมีความยาวจริงไม่เกิน 3 ฟุต อาจเป็นนาก หรือไม่ก็นก

ผ่านมาอีกไม่นาน ช่วงต้นยุค 1990 สารคดีของช่อง Discovery มีเนื้อหาโดยสรุปว่า ภาพนี้เหมือนน้ำกระเพื่อมจากวัตถุบางอย่างที่ถูกลากไป สอดคล้องกับแนวคิดของแคมเบลล์ที่ว่าวัตถุนี้ไม่น่าจะยาวเกิน 3 ฟุต และถูกตัดย่อ (crop) เพื่อให้ดูเหมือนกับว่าวัตถุมีขนาดใหญ่กว่าปกติ

เมื่อข่าวลือขยายวงกว้างจากสื่อท้องถิ่นไปถึงสื่อระดับชาติ สถาบันวิทยาศาสตร์ขนาดใหญ่หลายแห่งก็สนใจตามไปด้วย ถึงขั้นมอบทุนสำหรับการสืบหาความจริง นำเทคโนโลยีมาใช้ช่วยค้นหา มีตั้งแต่คลื่นโซนาร์, ไฮโดรโฟน (อุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่ใช้ศึกษาสิ่งมีชีวิตในทะเล) และเรือดำน้ำขนาดเล็ก รวมงบประมาณที่ใช้ค้นหาสัตว์ประหลาดแห่งล็อกเนสส์แล้วก็น่าจะหลักล้านดอลลาร์สหรัฐ

ความจริงเปิดเผย

หลังจากเป็นปริศนามานาน ในที่สุด “ความจริง” ก็เปิดเผย เมื่อ คริสเตียน สเปอร์ลิง (Christian Spurling) ลูกเลี้ยงของนายพรานเวเธอเรลล์ ยอมรับว่า เขาเป็นคนแกะหัวของสัตว์ประหลาดขึ้นมาจากชิ้นส่วนหนึ่งของเรือดำน้ำของเล่น เป็นส่วนหนึ่งของแผนการของเวเธอเรลล์ โดยมี เอียน-ลูกชาย และนายแพทย์วิลสันร่วมด้วย เวเธอเรลล์เป็นคนถ่ายภาพ จากนั้นนายแพทย์วิลสันก็ส่งต่อภาพไปให้สื่อดังเพื่อให้ดูมีเครดิตน่าเชื่อถือ เพื่อแก้เผ็ดจากกรณีของ Daily Mail และสื่ออื่นในแดนผู้ดี

ถึงจะมีข้อมูลเปิดเผย แต่ปัจจุบันก็ยังมีผู้ไม่เชื่อในคำอธิบายนี้อยู่ แม้ผู้ที่เชื่อในตัวตนของสัตว์ลึกลับจะยอมรับว่าภาพเป็นของปลอม แต่พวกเขาเชื่อว่าเรื่องนี้ไม่ได้ปฏิเสธการมีตัวตนของ “เนสซี” หรือสัตว์ลึกลับแห่งล็อกเนสส์ และหลังจากการเปิดเผยก็ยังมีการสำรวจอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง

เอริคตั้งข้อสังเกตว่า หากมีสัตว์เหล่านี้อยู่จริง ย่อมต้องมีจำนวนมากกว่า 1 ตัว และน่าจะมีรายงานหรือบันทึกการพบเห็นก่อนปี 1933 แต่หลักฐานก่อนหน้านี้ก็พบเพียงตำนานการพบเห็นของนักบุญโคลัมบา (Columba) ซึ่งเขียนขึ้นในศตวรรษที่ 7

ตำนานเล่าว่า ระหว่างนักบุญเดินทางไปที่ดินแดนพิกต์ส (Picts) ในสกอตแลนด์ นักบุญพบเห็นสัตว์ร้ายในแม่น้ำเนสส์ สัตว์ร้ายฆ่าคนนอกรีตรายหนึ่งในท้องถิ่น และนักบุญอีกรายหนึ่ง และเพื่อพิสูจน์อำนาจของพระเจ้า นักบุญโคลัมบาสั่งให้นักบุญอีกรายหนึ่งว่ายข้ามแม่น้ำไป เมื่อสัตว์ร้ายปรากฏตัวขึ้น นักบุญโคลัมบาก็ร่ายเตือน และมันก็หนีหายไปด้วยความกลัว

หากพิจารณาจากข้อมูลเชิงพื้นที่ สัตว์ในตำนานเรื่องนี้อยู่ในแม่น้ำเนสส์ ใกล้กับทะเลสาบ ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องราวของนักบุญที่พบปะสัตว์ประหลาดหรือปีศาจและขับไล่พวกมันไป ก็เป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อยครั้งในชีวประวัตินักบุญ

และหากพิจารณาในแง่มุมวิทยาศาสตร์ สิ่งมีชีวิตเดียวที่มักถูกนำไปเปรียบเทียบกับสัตว์ประหลาดแห่งล็อกเนสส์ คือ เพลซิโอซอร์ (Plesiosaurs) สัตว์เลื้อยคลานที่อาศัยในน้ำอุ่นแห่งท้องทะเลในยุคจูราสสิก มีหัวขนาดเล็ก ลำตัวกว้าง หางสั้น คอยาว มีครีบ 2 คู่ ซึ่งทำให้คาดว่า พวกมันไม่สามารถเคลื่อนที่ในน้ำได้เร็วนัก สายพันธุ์ของมันมีหลากหลาย ขนาดเล็กที่สุดมีความยาว 9 ฟุต (3 เมตร) ขนาดใหญ่ที่สุดยาวประมาณ 60 ฟุต (20 เมตร)

ลักษณะของเพลซิโอซอร์ใกล้เคียงกับคำบรรยายของเนสซีแทบทั้งสิ้น ติดเพียงแค่ว่าผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ดึกดำบรรพ์ส่วนใหญ่เชื่อว่า เพลซิโอซอร์ไม่สามารถยกหัวขึ้นมาเหนือผิวน้ำได้ เหมือนกับภาพที่เรียกว่า “Surgeon’s photograph” นอกจากนี้ ล็อกเนสส์ยังมีอุณหภูมิเย็นกว่าน้ำที่เพลซิโอซอร์จะอาศัยได้ และยังไม่มีแหล่งอาหารเช่นปลาอย่างเพียงพอให้ดำรงชีพไ

เอริค สรุปได้น่าคิดทีเดียวว่า “หากแผ่นดินบริติชมีเพลซิโอซอร์รอดชีวิตในทะเลสาบเนสส์ พวกเขาคงมีจูราสสิก ปาร์ค ของตัวเองไปแล้ว”

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

Chaline, Eric. History’s Gretest Deception. Quid Publishing, 2010

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 14 มกราคม 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...