โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"ไอน์สไตน์" สอนอะไร ?

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 12 ต.ค. 2565 เวลา 09.03 น. • เผยแพร่ 23 ม.ค. 2564 เวลา 02.46 น.

คอลัมน์ ถามมา-ตอบไป สไตล์คอนซัลต์ อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา

“อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์” ผู้ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะของโลก มีความฉลาดปราดเปรื่องมากกว่ามนุษย์ธรรมดาทั่ว ๆ ไป ตอนที่เขาตาย “Thomas Harvey” นักพยาธิวิทยาชื่อดังในสมัยนั้นได้นำสมองของเขามาศึกษา และพบว่าโครงสร้างสมองของไอน์สไตน์แตกต่างจากสมองของคนทั่วไป

ความเป็นอัจฉริยะของไอน์สไตน์ไม่ได้ฉายแววมากนักในสมัยเด็ก ๆ อันที่จริงพ่อแม่ของเขาคิดว่าไอน์สไตน์เป็นเด็กผิดปกติด้วยซ้ำ เพราะเขาไม่พูดจนกระทั่งอายุ 4 ขวบ และมีพัฒนาการในด้านการเรียนรู้ช้ากว่าเด็กคนอื่น ๆ มาก

ความสนใจหลงใหลในวิทยาศาสตร์เริ่มต้นตอนอายุ 5 ขวบ เมื่อคุณพ่อซื้อเข็มทิศให้เป็นของขวัญวันเกิด เด็กชายไอน์สไตน์สามารถใช้เวลาเป็นวัน ๆ นั่งดูเข็มทิศได้แบบไม่เบื่อตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาความเป็นอัจฉริยะของเขาก็ค่อย ๆ เริ่มฉายแววขึ้นเรื่อย ๆ

แม้ไอน์สไตน์จะเสียชีวิตไปนานแล้ว (18 เมษายน พ.ศ. 2498) แต่ความคิดของเขาได้สร้างการเปลี่ยนแปลงมากมายมหาศาลให้กับมวลมนุษยชาติ นอกจากสูตรลับเปลี่ยนโลกอย่าง E – MC2 ที่โด่งดังแล้ว คำพูดของเขายังเป็นแรงบันดาลใจ สามารถนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับผู้คนอีกมากมายได้ด้วย

ผมขอยกคำพูด (quote) ของไอน์สไตน์บางอันที่ชอบมาเล่าให้ฟัง

“You don’t have to know everything. You just have to know where to find it” – คุณไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่าง เพียงแค่ต้องรู้ว่าจะหาสิ่งนั้นได้จากที่ไหนก็พอ

ไอน์สไตน์กล่าวคำพูดนี้ไว้เมื่อปี ค.ศ. 1921 (พ.ศ. 2464) ตอนที่เขาถูกถามเกี่ยวกับความเร็วของเสียง เขาตอบว่า “ไม่รู้เพราะไม่มีข้อมูลนี้อยู่ในหัว แต่รู้ว่ามีหนังสือทางวิชาการ (textbook) ที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้อยู่ในห้องสมุด”

ไม่น่าเชื่อว่าไอน์สไตน์พูดสิ่งนี้ไว้เมื่อเกือบ 100 ปีที่แล้ว และทุกวันนี้สิ่งที่เขาพูดกลายมาเป็นแนวทางของการศึกษายุคใหม่ ที่ครูต้องสอนให้เด็กเรียนรู้ที่จะค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้เอง ไม่ใช่เพียงแค่ให้คำตอบกับสิ่งที่เด็กต้องการรู้เท่านั้น

ในโลกที่เทคโนโลยีก้าวหน้าไปมากอย่างยุคปัจจุบัน อย่าเสียเวลาและเสียสมองไปกับการพยายามจดจำทุก ๆ ข้อมูลที่ผ่านเข้ามาในชีวิต แต่จงสร้างระบบการบริหารจัดการข้อมูลทางดิจิทัล (digital information management system) ที่มีประสิทธิภาพ ใช้เครื่องมือหรือแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ อย่างเช่น notion, evernote, trello หรือ Google drive เป็นต้น มาช่วยจัดการและจัดเก็บข้อมูล จงใช้สมองไปกับการคิดวิเคราะห์และตีความข้อมูล อย่าใช้สมองไปกับการจดจำอีกต่อไป

“Life is like riding a bicycle. To keep your balance, you must keep moving”ชีวิตเหมือนการขี่จักรยาน การจะรักษาสมดุลเอาไว้ คุณต้องไม่หยุดอยู่กับที่

คำพูดนี้พบในจดหมายที่ไอน์สไตน์ส่งถึงลูกชายของเขาเมื่อปี ค.ศ. 1930 มนุษย์ส่วนใหญ่มักถอดใจเมื่อพบเจอกับปัญหาหรืออุปสรรคที่หนักหนาสาหัส เพราะรู้สึกเหนื่อย ท้อแท้ และหมดหวัง

แต่อันที่จริงบางช่วงบางขณะของชีวิต การหยุดนิ่งอยู่กับที่และยอมรับสภาพอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง การตัดสินใจก้าวเดินต่อไปทั้ง ๆ ที่ชีวิตดูเหมือนไม่มีความหวัง อาจทำให้รอดจากความเลวร้ายนั้นได้

“โอปราห์ วินฟรีย์” พิธีกรชื่อดังระดับโลก เคยกล่าวไว้ทำนองเดียวกันว่า ในงานปาร์ตี้เมื่อมีตัวเลือกระหว่างการนั่งดูเฉย ๆ กับออกมาเต้น ฉันหวังว่าคุณจะลุกขึ้นมาเต้น (When you get the choice to sit it out or dance, I hope you dance)

“It is not that I’m so smart. But I stay with the questions much longer” – ไม่ใช่เพราะผมฉลาดกว่าคนอื่น ๆ แต่เป็นเพราะผมอยู่กับคำถามที่ยังค้นหาคำตอบไม่ได้นานกว่าคนอื่นต่างหาก

คนที่ประสบความสำเร็จทุกคน ล้วนมีคุณสมบัติหนึ่งที่เหมือนกัน คือ การไม่ยอมแพ้ (persistence) ความสำเร็จของไอน์สไตน์ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นเพราะเขาไม่ยอมแพ้กับปัญหาและอุปสรรค ยังคงวนเวียนที่จะหาคำตอบให้กับคำถามที่ค้างคาอยู่ในหัวอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ชีวิตของไอน์สไตน์เป็นตัวอย่างที่ดีของเรื่องนี้ นอกจากเขาจะไม่พูดจนกระทั่งอายุ 4 ขวบ และอ่านหนังสือไม่ออกจนกระทั่งอายุ 7 ขวบแล้ว ครูยังเคยแจ้งพ่อแม่ว่าไอน์สไตน์อาจเรียนไม่จบเพราะเป็นเด็กที่มีพัฒนาการทางสมองช้า เข้ากับเพื่อนไม่ได้ และชอบใช้เวลาไปกับการฝันบ้า ๆ บอ ๆ (mentally slow, unsociable, and adrift forever in foolish dreams)

เขาเรียนจบโรงเรียนโพลีเทคนิคตอนอายุ 21 ปี แต่หางานทำไม่ได้เพราะผลการเรียนไม่ดี ต้องรับจ้างทำงานทั่วไปสารพัดเท่าที่จะหาได้ เขาแต่งงานกับภรรยาและมีลูกด้วยกันก่อนที่จะแยกทาง โดยภรรยาหอบลูก ๆ ทั้งหมดไปด้วย ในระหว่างช่วงสงครามโลก

ไอน์สไตน์ต้องหนีหัวซุกหัวซุน เพราะเขาเป็นเยอรมันเชื้อสายยิว ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เส้นทางของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ สิ่งเดียวที่ทำให้ไอน์สไตน์ประสบความสำเร็จคือความอดทนที่จะไม่ยอมแพ้กับปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น

บางทีเราตัดสินคนจากความสำเร็จสุดท้ายที่เห็น โดยไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าที่มาที่ไปกว่าจะสำเร็จได้ยากลำบากเพียงใด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...