โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ท่องโลกที่นาซีชนะสงคราม ญี่ปุ่นกดหัวคนตะวันตกในซีรีส์ The Man in the High Castle

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 27 ก.ค. 2564 เวลา 12.55 น. • เผยแพร่ 27 ก.ค. 2564 เวลา 12.53 น.
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ชมขบวนพาเหรดทหารนาซีในกรุงวอร์ซอ เมืองหลวงของโปแลนด์ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 1939 (ซ้าย) ด้านซ้ายคือแผนที่พื้นที่ในโลกสมมติจากซีรีส์ The Man in the High Castle (ภาพจาก Amazon Prime)

“What if…” หรือ “ถ้าหากว่า…” ดูจะเป็นคำแสลงสำหรับเหล่าผู้เคร่งครัดในระเบียบวิธีเชิงวิชาการสายประวัติศาสตร์ บางคนไม่นิยมใช้คำนี้สำหรับการมองข้อมูลทางประวัติศาสตร์ แต่แน่นอนว่าในเชิงวัฒนธรรม(บันเทิง)แล้ว “ถ้าหากว่า…” เป็นคำที่ถูกใช้สอยบ่อยครั้งมากกว่า และอาจเป็นคำที่มีสามารถขยายต่อยอด “จินตนาการ” ในเชิงเปรียบเทียบให้ได้ขยายขอบเขตมุมมองออกไปกว้างกว่าเดิม

วลี “ถ้าหากว่า…” ที่น่าสนใจที่สุดในเชิงประวัติศาสตร์และเคยถูกใช้งานจริงมาเชื่อมต่อกับประโยคที่ทุกคนหวาดหวั่นนั่นคือ “ถ้าหากว่านาซีชนะสงคราม?” ถ่ายทอดออกมาเป็นนิยายและมาสู่ซีรีส์ในชื่อเดียวกันคือ The Man in the High Castle

ต้นฉบับของ The Man in the High Castle ถูกผลิตเป็นนิยายแนว Alternative History หรือแนวประวัติศาสตร์สมมติอันแตกต่างจากประวัติศาสตร์ในโลกความเป็นจริงจากฝีมือเขียนของฟิลิป เค. ดิ๊ก (Philip K. Dick.) นักเขียนชาวอเมริกัน ผลงานเผยแพร่เมื่อปี ค.ศ. 1962 กระทั่งในปี 2015 เรื่องนี้ถูกดัดแปลงมาเป็นซีรีส์ในชื่อเดียวกัน เผยแพร่แบบสตรีมมิงเฉพาะใน Amazon Prime (ธุรกิจด้านสื่อบันเทิงในเครือบริษัท Amazon ของ Jeff Bezos) น่าเสียดายที่ซีรีส์นี้ถูกระงับการผลิตหลังจบซีซั่น 4 แต่อย่างน้อยซีรีส์นี้ยังคงเป็นที่รับรู้ในหมู่ผู้สนใจประวัติศาสตร์ในฐานะ “ความบันเทิง” ที่น่าคิดอีกแง่มุมหนึ่ง

The Man in the High Castle เล่าเรื่องราวในช่วงปี 1962 เกือบ 2 ทศวรรษหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงด้วยผลลัพธ์ตรงกันข้ามกับโลกความเป็นจริง นั่นคือฝ่ายนาซีและกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ ฝ่ายที่ปกครองโลกกลายเป็นกลุ่มเหล่านี้ซึ่งรวมถึงการปกครองพื้นที่อเมริกาเหนือด้วย หลังสงครามจบลงเกือบ 2 ทศวรรษ

อันที่จริงแล้วเนื้อหาในฉบับซีรีส์มีข้อแตกต่างหลายจุดจากนิยาย อาทิ รายละเอียดสำคัญอย่างเรื่องม้วนฟิล์มปริศนาที่ฝ่ายต่อต้านพยายามรวบรวม และมีนามแฝงเรียกว่า “ตั๊กแตน” (Grasshopper) เนื้อหาใน “แผ่นฟิล์ม” ปรากฏโลกสมมติอีกด้านของประวัติศาสตร์ซึ่งกรณีนี้เป็นข้อเท็จจริงตามโลกความจริง นั่นคือฝ่ายนาซีแพ้สงครามต่อฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะที่เนื้อหาเวอร์ชั่นนิยาย “ตั๊กแตน” เป็น “นิยาย” ต้องห้ามที่ทำให้ตัวละครในเรื่องที่ได้อ่านต้องตื่นตาตื่นใจกับโลกสมมตินั้น

โลกสมมติในนิยายชื่อดังเมื่อค.ศ. 1962 อยู่ภายใต้จินตนาการด้านพลิกกลับของประวัติศาสตร์จริง ประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt) ถูกลอบสังหารโดย Giuseppe Zangara ชาวอิตาเลียนที่ลี้ภัยมาในสหรัฐฯ ขณะที่ภาพกว้างของสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็จบลงด้วยชัยชนะของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) กองทัพนาซีเยอรมันเข้าครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของยุโรปและสหภาพโซเวียต ส่วนฝั่งจักรวรรดิญี่ปุ่นก็เข้าครอบครองเอเชียตะวันออกและโอเชียเนียได้

ภายหลังจากนั้น ในยุค 60s จักรวรรดิญี่ปุ่นสถาปนา “รัฐแปซิฟิกแห่งอเมริกา” (Pacific States of America) ในฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน

ส่วนฝั่งตะวันออกเป็นพื้นที่ของมหาอาณาจักรไรซ์ (Greater Nazi Reich) ส่วนพื้นที่กึ่งกลางระหว่างสองฝั่งยึดถือเป็นพื้นที่(กันชน)เรียกง่าย ๆ ว่า“โซนเป็นกลาง” (neutral zone) 

ที่สำคัญคือช่วงต้นยุค 60s ฮิตเลอร์ ยังมีชีวิตอยู่ท่ามกลางสุขภาพอันย่ำแย่ เหล่านายกองหรือคนสนิทรอบข้างต่างหวังจะแย่งชิงอำนาจของฮิตเลอร์ กันถ้วนหน้า

***อาจเปิดเผยรายละเอียดบางส่วนในซีรีส์***

สำหรับในซีรีส์(และนิยาย)เล่าถึงเหตุการณ์ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในซานฟรานซิสโก ทางฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ ในปัจจุบัน ซึ่งในซีรีส์ตกเป็นของจักรวรรดิญี่ปุ่น ซีรีส์จึงฉายภาพบรรยากาศเมืองที่เต็มไปด้วยชุมชนร้านค้าและวิถีชีวิตแบบญี่ปุ่น พวกเขาจ้างงานชาวอเมริกัน ภาพชาวอเมริกัน “โค้งคำนับ” ให้เจ้านายเชื้อสายเอเชียจึงปรากฏขึ้นให้เห็นแบบแปลกตาเล็กน้อย ขณะเดียวกันพวกเขายังยึดถือแนวคิดเรื่องกำจัด “ชาวยิว” เอาไว้อยู่ ใครก็ตามที่ถูกพบว่ามีเชื้อสายชาวยิวจะถูกกำจัด มีห้องรมแก๊สเล็กๆ ที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ด้วย

แนวคิดเรื่อง “อิสรภาพ/เสรีภาพ” อันเป็นค่านิยมสำคัญของอเมริกันชนสูญหายไป ไม่ใช่แค่เพียงในเชิงเปรียบเปรยสภาพวิถีชีวิตเท่านั้น ในเชิงสัญลักษณ์สำคัญก็ยังโดนทำลายไปด้วย หรือแม้แต่ “ความเท่าเทียม” ก็ยังถูกย่ำยี พวกเขายังกลายเป็นพลเมืองชั้น 2 ที่ต้องหลีกทางให้ชาวญี่ปุ่นได้รับบริการใดๆ ก่อน จากนั้นค่อยถึงคิวอเมริกัน

ถึงตรงนี้แล้วคงไม่ต้องเอ่ยคำ “ความเป็นส่วนตัว” อีกต่อไป ผู้ปกครองใช้อำนาจสอดส่องพฤติกรรมพลเมืองเพื่อรักษาความมั่นคงและอำนาจของรัฐเอาไว้

“เรามีความสุขได้แค่ที่พวกเขาอนุญาตให้เรามี” บทของตัวละครหนึ่งในซีรีส์ที่อาศัยในโซนที่ถูกปกครองโดยจักรวรรดิญี่ปุ่นย่อมสะท้อนบรรยากาศในโลกสมมติของพวกเขา อีกส่วนคือวัฒนธรรมอเมริกันชนกลายสภาพเป็น “ของสะสม” สำหรับชาวเอเชียไปเสียได้ โดยซีรีส์ฉายให้เห็นภาพกลับด้านจากกิจการขายของเก่าของตัวละครหนึ่งที่มีลูกค้าเป็นชนชั้นสูงชาวญี่ปุ่นวางท่าทีเต็มเปี่ยมด้วยรสนิยมชั้นเลิศ

น่าสังเกตว่าในช่วงเวลาที่ซีรีส์เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อปี 2015 การเมืองของฝั่งยุโรปและในสหรัฐอเมริกาเริ่มเกิดปรากฏการณ์ฝ่ายขวาได้รับความนิยมขึ้นมา เรียกได้ว่าเนื้อหาในซีรีส์แทบจะกลายเป็นภาพสะท้อนโลกความเป็นจริงแบบย้อนแย้งอีกระดับหนึ่ง กระทั่งเมื่อปี 2019 ที่ผู้ผลิตประกาศระงับการสร้างต่อ อีกไม่นานหลังจากนั้นก็ถือเป็นช่วงขาลงของฝ่ายขวาในสหรัฐฯ เช่นกัน

ขณะที่อเมริกันชนถูกปกครองและกดขี่โดยจักรวรรดิญี่ปุ่นและนาซี ฝ่ายต่อต้านค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาโดยมี “แผ่นฟิล์ม” ปริศนาที่บันทึกภาพความเป็นไปอีกด้านที่แตกต่างจากโลกของพวกเขาเป็นวัตถุชิ้นสำคัญในการขับเคลื่อนขบวนการโดยมีเป้าหมายหนึ่งเป็นความหวังที่จะออกไปจากโลกอันโหดร้ายซึ่งพวกเขาเผชิญอยู่ทุกวัน

ประเด็นที่น่าสนใจอีกอย่างที่ฉบับซีรีส์ฉายให้เห็นคือ การเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจที่เหลืออยู่ในโลกสมมติ นั่นคือฝั่งจักรวรรดิญี่ปุ่น กับนาซี หากจะเรียกกันว่า “สงครามเย็น” ก็คงพอเรียกได้เช่นกัน

ฉากหน้าของความสัมพันธ์ระหว่างสองอาณาจักรเสมือนลมอันสงบนิ่ง แต่เบื้องลึกแล้วทั้งสองฝ่ายต่างระแวงซึ่งกันและกัน และแข่งขันกันเพื่อแย่งชิงความได้เปรียบด้านต่างๆ โดยเฉพาะความเป็นหนึ่งทางอำนาจ

เบื้องลึกของฐานอำนาจแล้ว นาซี มีศักยภาพและเทคโนโลยีทางทหารที่เหนือกว่า ส่วนฝั่งจักรวรรดิญี่ปุ่นที่รู้ตัวดีว่ายังไม่มีพลังอำนาจเทียบเท่านาซีจึงพยายามรักษาความสัมพันธ์แบบเป็นมิตรเอาไว้ไม่ว่าจะแลกด้วยอะไรก็ตาม

คำถามที่น่าสนใจคือ ถ้าหากว่า…จักรวรรดิญี่ปุ่นมีศักยภาพเทียบเท่านาซีได้? พวกเขาจะยังรักษาสันติภาพและความสัมพันธ์แบบมิตรเอาไว้อยู่หรือไม่? หรือจะเปิดสงครามกับนาซีเพื่อช่วงชิงความเป็นหนึ่งในโลก และแลกมาด้วยความสูญเสียบางส่วน?

แม้ฝั่งนาซีจะดูถือไพ่เหนือกว่า สื่อโฆษณาโหมประโคมแบบสวยหรู กลับกันในมุมมองหลังม่านแล้ว พวกเขามีมรสุมภายในอันปั่นป่วนไม่แพ้กัน

ฮิตเลอร์ ไม่ใช่บุคคลที่น่ากลัวที่สุดอีกต่อไป ด้วยสุขภาพที่ย่ำแย่ ฐานอำนาจของฮิตเลอร์ กำลังสั่นคลอน “ตำแหน่งผู้นำ” ของฮิตเลอร์ เข้าใกล้สภาพเป็นตำแหน่งแค่ในนามทุกขณะ เหล่าคนสนิทและนายทหารชั้นสูงล้วนเคลื่อนไหวลับหลังหวังจะครอบครองอำนาจก้าวขึ้นมาสู่จุดสูงสุดภายหลังฮิตเลอร์ จากไปแล้ว บางกลุ่มยังวางแผนโจมตีญี่ปุ่นและยึดครองโลกแบบสมบูรณ์

ท่ามกลางฉากหน้าอันเข้มงวดกวดขันตามระเบียบของนาซี พวกเขากำจัดชาวยิวแบบบ้าคลั่ง เมื่อบรรดานายทหารชั้นสูงพบ “ความอ่อนด้อย” แบบเดียวกับที่มองว่าชาวยิวเป็นจุดอ่อนของโลก ชนชั้นสูงของนาซีจะตัดสินใจอย่างไรกับ “ความอ่อนด้อย” ที่กลับมาเป็นบุคคลใกล้ชิดอันเป็นที่รักซึ่งต้องถูกกำจัดตามระเบียบของนาซี

คำถามระดับปัจเจกที่ซีรีส์แทรกเข้ามาได้น่าคิดทีเดียวมีว่า “นาซี” จะตัดใจลงมือกำจัด “ความอ่อนด้อย” ซึ่งเป็นบุคคลอันเป็นที่รักตามระเบียบเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อคติของพวกเขาได้หรือไม่? ยังเป็นคำถามที่น่าคิดและพอช่วยเติมช่องว่างอันเว้นโหว่ในระยะห่างระหว่างโครงสร้างสังคมโลกที่ซ้อนทับกันหลายระดับได้บ้าง

เมื่อลองมองลักษณะการปกครองพลเมืองที่แต่ละฝ่ายเข้าไปปกครองก็ดูจะใช้คนละนโยบาย ในซีรีส์แสดงให้เห็นถึงฝั่งตะวันออกที่ตกอยู่ภายใต้การครอบครองของนาซี จะถูกปลูกฝังค่านิยมความเชื่อแบบนาซี

ส่วนฝั่งตะวันตกที่อยู่ภายใต้จักรวรรดิญี่ปุ่น กลับไม่ได้พยายาม “กลืน” เหมือนแนวทางของนาซี แต่กลับใช้แนวคิดแบ่งแยกพลเมืองอเมริกันจากชาวญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ซีรีส์พยายามบอกเป็นนัยว่า ทั้งสองฝ่ายต่างใช้นโยบายกำจัดชนพื้นเมืองอย่างเด็ดขาด

นี่คือโลก(สมมติ)ที่นาซีชนะสงคราม และจักรวรรดิญี่ปุ่นปกครองชาวตะวันตก และแน่นอนว่านี่คือมุมมองจากชาวอเมริกันในยุค 60s ส่วนมุมมองกลับกัน ในแบบสัมพันธมิตรเป็นฝ่ายชนะก็มีนิยายโลกสมมติขึ้นมาด้วยเช่นกัน แต่คงไม่จำเป็นต้องบรรยายยืดยาวว่า โลกในแง่มุมนี้ก็คือโลกความเป็นจริงดังเช่นปัจจุบัน

คงยากจะบ่งชี้ถึงบริบทแง่ “ถ้าหากว่า” เรื่องใน The Man in the High Castle เป็นจริง บรรยากาศแบบในซีรีส์นี้จะเกิดขึ้นจริงด้วยหรือไม่ อย่างน้อยโลกสมมติคงพอเป็นกระจกสะท้อนตัวอย่างอีกแบบให้ได้รำลึกเตือนถึงโลกภายใต้ผู้ปกครองที่มีแนวคิดแบบ “นาซี” และ “จักรวรรดิญี่ปุ่น” โดยอิงจากฐานความเชื่อและนโยบายทางการเมืองบางส่วนตามประวัติศาสตร์จริงได้บ้าง หรือถ้าจะมีโลกสมมติในสถานการณ์นี้แบบอื่นก็ย่อมสามารถแนะนำแลกเปลี่ยนกันได้

เอาเป็นว่า คนจำนวนไม่น้อยภาวนาให้เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องสมมติต่อไป คงอยู่เพียงในนิยายในจินตนาการเพื่อรับชมตามวัตถุประสงค์เชิงความบันเทิงหรือให้รับรู้บริบทเหตุการณ์เท่านั้น…

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์โดยเฉพาะในแง่มุมความสัมพันธ์ระหว่างตะวันตกกับตะวันออกน่าจะเข้าถึงและซึมซับบริบทบางอย่างรวมถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เชิงสังคมและวัฒนธรรมที่ซีรีส์เพิ่มเติมเข้ามา หรือดัดแปลงมาจากนิยายต้นฉบับอย่างเช่นการอ้างอิงถึงคัมภีร์อี้จิง ฯลฯ สามารถหาชมซีรีส์นี้ได้จากบริการสตรีมมิง Amazon Prime

 

อ้างอิง:

Dominic Patten. “‘Man In The High Castle’s 4th Season To Be Last For Amazon’s Alt-History Series”. Deadline. Online. Published 19 FEB 2019. Access 19 JAN 2021.

Graeme Virtue. “The Man In The High Castle: Philip K Dick’s chilling counterfactual fantasy comes to TV”. The Guardian. Online. Published 20 NOV 2015. Access 19 JAN 2021.

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 19 มกราคม 2564

youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...