โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

นโยบายค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย - เขาคำนวณกันอย่างไรบ้าง?

Finnomena

อัพเดต 21 มิ.ย. 2561 เวลา 07.02 น. • เผยแพร่ 21 มิ.ย. 2561 เวลา 07.00 น. • ลงทุนศาสตร์

นโยบายค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย - เขาคำนวณกันอย่างไรบ้าง

ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) และค่าตัดจำหน่าย (Amortization)

คือค่าใช้จ่ายประเภทหนึ่งในทางบัญชี โดยค่าใช้จ่ายทั้งสองไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเป็นเงินสด แต่เป็นรายการที่คำนวณขึ้นเพื่อสะท้อนต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายที่แท้จริงที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาการใช้สินทรัพย์ทั้งที่มีตัวตนและไม่มีตัวตนในกิจการ

ยกตัวอย่างเช่นเราซื้ออาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งมาทำธุรกิจในราคา 10 ล้าน หากเราคำนวณกำไรจากเงินสดจะพบว่าปีแรกนั้นธุรกิจน่าจะขาดทุนมากเพราะมีค่าตึกถึง 10 ล้านบาท ในขณะที่ช่วงเวลาหลังจากนั้น กำไรก็น่าจะสูงผิดปรกติเพราะเหมือนไม่มีต้นทุนค่าสถานที่เลย ในทางบัญชีจึงจำเป็นต้องคำนวณค่าใช้จ่ายของสินทรัพย์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 1 รอบบัญชีให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากที่สุด ทำให้เกิดเป็นค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายนั่นเอง

ค่าเสื่อมราคารวม/ค่าตัดจำหน่ายรวม = ราคาทุน – ราคาซาก

ยกตัวอย่างเช่น คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งซื้อมาในราคา 50,000 บาท คาดว่าจะใช้งานได้ 5 ปี และคาดว่าจะขายคอมพิวเตอร์หลังจากใช้งานไปแล้ว 5 ปี ได้ที่ราคา 10,000 บาท กรณีนี้ค่าเสื่อมราคารวมคือ 40,000 บาท

หรือบริษัทแห่งหนึ่งซื้อสิทธิแฟรนไชส์มาแบบจ่ายก้อนเดียวในราคา 500,000 บาท ในสัญญามีอายุการใช้งานสิทธิ 10 ปี เมื่อหมดสัญญา บริษัทจะไม่สามารถใช้สิทธิได้อีก ค่าตัดจำหน่ายรวมคือ 500,000 บาท

ค่าเสื่อมราคารวมและค่าตัดจำหน่ายรวมยังไม่สะท้อนออกมาเป็นต้นทุนที่เหมาะสมจนกว่าที่ค่าเสื่อมราคาก้อนนั้นจะถูกกระจายออกมาอยู่ในรูปต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายในแต่ละรอบบัญชี โดยจะใช้วิธีแบบต่างๆ ในการกระจายค่าเสื่อมราคารวมออกมาให้เหมาะสม

วิธีเส้นตรง (Straight-Line Method)

คือวิธีการกระจายค่าเสื่อมราคาหรือค่าตัดจำหน่ายออกมาเท่ากันทุกปี ดังนั้น ค่าใช้จ่ายค่าเสื่อมราคารายปีจะคำนวณได้จาก ค่าเสื่อมราคารวม / อายุการใช้งาน โดยค่าเสื่อมราคาต่อปีที่ได้จะคงที่ตลอดอายุการใช้งาน ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมใช้มากที่สุดและบริษัทในตลาดหลักทรัพย์จำนวนมากในตลาดเลือกใช้วิธีนี้

วิธีผลบวกของลำดับปีที่ใช้งาน (Sum of year Digit Method)

วิธีนี้ถือว่าเป็นวิธีการตัดค่าเสื่อมราคาแบบเร่ง เนื่องจากในแต่ละช่วงอายุการใช้งานจะมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นไม่เท่ากัน วิธีการคือจะนำตัวเลขตั้งแต่ 1 ถึงอายุการใช้งาน (หน่วยปี) มาบวกหาผลรวม และเฉลี่ยค่าเสื่อมจากตัวเลขสูงสุดหารด้วยผลรวมไปจนหมดอายุการใช้งาน

ยกตัวอย่างเช่น รถยนต์ซื้อมาที่ราคา 10,000,000 บาท ราคาซากอยู่ที่ 1,000,000 บาท หลังจากอายุการใช้งาน 4 ปี วิธีการคำนวณคือหาผลรวมปีก่อน โดยใช้ 1 + 2 + 3 + 4 = 10 และค่าเสื่อมราคารวมเท่ากับ 10,000,000 – 1,000,000 หรือ 9,000,000 บาท

ปีที่ 1 ตัดค่าเสื่อม 4/10 x 9,000,000 = 3,600,000 บาท

ปีที่ 2 ตัดค่าเสื่อม 3/10 x 9,000,000 = 2,700,000 บาท

ปีที่ 3 ตัดค่าเสื่อม 2/10 x 9,000,000 = 1,800,000 บาท

ปีที่ 4 ตัดค่าเสื่อม 1/10 x 9,000,000 = 900,000 บาท

สิ้นปีที่ 4 รถยนต์จะเหลือมูลค่าซากที่ 1,000,000 บาท

วิธีนี้จะทำให้กำไรของกิจการถูกกดดันในระยะต้น เนื่องจากมีค่าเสื่อมราคาค่อนข้างมาก จนกระทั่งเวลาผ่านไป กำไรของกิจการมีแนวโน้มจะเติบโตดีขึ้น เนื่องจากค่าเสื่อมราคาลดลงในอัตราเร่ง

วิธีคำนวณตามระดับของกิจกรรม (Activity-based Method)

วิธีนี้จะอ้างอิงจากระดับกิจกรรมรวมที่สินทรัพย์น่าจะใช้ประโยชน์ได้ โดยตัดค่าเสื่อมราคาหรือค่าตัดจำหน่ายตามระดับการใช้กิจกรรมแทนที่จะอ้างอิงไปตามอายุการใช้งาน โดยค่าเสื่อมราคาขึ้นอยู่กับระดับกิจกรรมที่ใช้ต่อระดับกิจกรรมทั้งหมดที่คาดว่าสินทรัพย์จะใช้ประโยชน์ได้

ยกตัวอย่างเช่น บริษัทซื้อสิทธิ์การใช้บริการฟิตเนสเพื่อเป็นของสมนาคุณให้ลูกค้า โดยสิทธิ์มูลค่า 1,000,000 บาท และบริษัทสามารถให้ลูกค้าเข้าใช้บริการในฟิตเนสดังกล่าวได้ 10,000 ครั้ง ดังนั้น หากในปีนี้ ลูกค้าไปใช้บริการทั้งสิ้น 750 คน บริษัทก็ต้องตัดค่าตัดจำหน่าย 75,000 บาท เป็นต้น

ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายถือเป็นรายการค่าใช้จ่ายสำคัญในงบการเงิน เนื่องจากส่วนหนึ่งมักมีมูลค่ามากและส่งผลต่องบกำไรขาดทุนและงบกระแสเงินสดได้มาก การเข้าใจการบันทึกค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายจะทำให้นักลงทุนสามารถมองหาโอกาสในการลงทุนได้ โดยนโยบายค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายและรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถอ่านได้ที่หมายเหตุประกอบงบการเงินของบริษัทจดทะเบียน

ลงทุนศาสตร์ - Investerest

SaveSave SaveSave

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...