โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เบียร์แอลกอฮอล์ 0% หึ่มแรง ถ้าโดนภาษีโหด จะขอส่งเครื่องดื่ม RTD ทำตลาดแทน

Brandbuffet

อัพเดต 22 มิ.ย. 2562 เวลา 11.57 น. • เผยแพร่ 21 มิ.ย. 2562 เวลา 11.16 น. • Brand Move !!

หลังจากตลาดเบียร์ในยุโรปตกลง เพราะเกิดทางเลือกในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มที่แข่งขันดุเดือดรวมทั้งกระแสสุขภาพ นั่นทำให้ผู้นำในอุตสาหกรรมเบียร์ต้องการทางเติบโตที่ตลาดใหม่ๆ ด้วยการแนะนำสินค้า "เบียร์ 0%แอลกอฮอล์" สู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างเช่นประเทศไทย เมื่อเดือนมีนาคม-เมษายนที่ผ่านมา และสร้างกระแสการรับรู้(Awareness)ในกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี แต่ในเส้นทางธุรกิจของ “เบียร์ไร้แอลกอฮอล์” กลับดูมึนเมายิ่งกว่าเบียร์ที่มีแอลกอฮอล์ซะอีก….ด้วยความท้าทายสารพัดเรื่อง 

2019 ปีแห่ง Non-Alcoholic Beer?

จากบทความของ Forbes ซึ่งอ้างอิง รายงานของInternational Wines and Spirits Record(IWSR) ระบุว่า ปี 2019 นี่วงการเบียร์จะเผชิญหน้ากับความท้าทายจากเทรนด์สุขภาพ จนทำให้ผู้ผลิตเบียร์ยักษ์ใหญ่ของโลกทั้งหลาย พยายามฝ่าทางตันด้วยโปรดักท์ใหม่อย่าง เบียร์ Low Alcohol หรือ Non - Alcohol ซึ่งผลปรากฏว่าเมื่อมีเบียร์รูปแบบนี้เกิดขึ้นมา รายงานของ IWSR ก็พบว่า "52% ของผู้ใหญ่ที่ดื่มแอลกอฮอล์ กำลังลอง หรือเคยลอง(เบียร์ไร้แอลกอฮอล์) เพื่อลดปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลง"

หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า ในเมื่อมันดื่มแล้วไม่เมา…แล้วจะกินทำไม? คำตอบก็คงเช่นเดียวกับที่โกวเล้งเคยกล่าวไว้ว่า "ข้าพเจ้ามิได้ชมชอบการร่ำสุรา แต่ข้าพเจ้าชมชอบบรรยากาศการร่ำสุรา" บางครั้งด้วยภาระหน้าที่ทำให้ผู้บริโภคไม่สามรถดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ เช่น ต้องขับรถ ก็อาจจะใช้เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์นี้ สังสรรค์กับเพื่อนๆ แทน หรือกระแสสุขภาพที่ทำให้ไม่อาจดื่มเบียร์ปกติได้ แต่ก็ยังติดใจรสชาติความขมและซ่าเสน่ห์ของเบียร์ที่อื่นทดแทนไม่ได้อยู่

อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้เครื่องดื่ม low/no alcohol ยังเป็นเซกเมนต์ที่เล็กอยู่มาก โดยมีส่วนแบ่งตลาดอยู่แค่ 0.3-0.5% ในสหรัฐอเมริกา ขณะที่อังกฤษเองก็มีมาร์เก็ตแชร์อยู่แค่ 1.3% กระทั่งปี 2023 ก็มีการคาดการณ์ว่า เบียร์ในกลุ่มนี้จะมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 5% ในตลาดสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ทั้งๆ ที่ตอนนี้เบียร์ดังอย่าง Guinness, Budweiser, Heineken และ   Peroni (แบรนด์สัญชาติอิตาลีที่ปัจจุบันตกเป็นของ Asahi) ต่างก็เปิดตัวเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ออกมาสู่ตลาดแล้ว

เตรียมเพิ่มแบรนด์ใหม่ สู้ศึกภาษี

ถึงแม้ว่าจะเป็นเทรนด์ในตลาดโลก แต่สำหรับในประเทศไทยภาครัฐความเข้าใจในเรื่องเครื่องดื่มเซกเมนต์นี้ยังมีความไม่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ภาษีสรรพสามิต" ซึ่งเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ "อาจจะ" ต้องเสียภาษีถึง 22% เมื่อคิดจากฐานราคาขายต่อขวด/กระป๋อง ขณะที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดอื่นมีอัตราภาษีอยู่ที่ 14% และเครื่องดื่ม Ready to Drink(RTD) มีอัตราต่ำกว่า 14% จากความแตกต่างของโครงสร้างภาษีนี้ ทำให้แหล่งข่าวรายหนึ่งในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถึงกับเปิดเผยแผนธุรกิจว่า

"ตอนนี้บริษัทกำลังมองหาพิจารณาทำตลาดเครื่องดื่ม Low-Alcohol RTD เพื่อทดแทนเบียร์ 0% ในเมื่อโครงสร้างภาษียังไม่ชัดเจน เบียร์ 0% กลับถูกคิดในอัตรา 22% เราก็พร้อมที่จะนำเอาเครื่องดื่ม RTD ที่มีแอลกอฮอล์ต่ำ อาจจะ 2% เข้ามาทำตลาด โดยเรามีทางเลือกทั้งในพอร์ตโฟลิโอของบริษัท นอกพอร์ตฯ หรือแม้แต่จะทำ Local Brand ออกมาเราก็พร้อมที่จะผลิต"

คุณธนากร คุปตจิตต์ นายกสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย หรือ TABBA เคยแสดงความเห็นในเรื่องภาษีในกลุ่มเครื่องดื่มเบียร์ไร้ 0% แอลกอฮอล์ว่า "ในเมืองนอกมีทั้ง ไซเดอร์ ไวน์ ไวน์คูลเลอร์ รัม และเครื่องดื่มคล้ายคลึงกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทอื่นๆ แต่มีแอลกอฮอล์เป็น 0% ผมมองว่า เครื่องดื่มเหล่านี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างนักดื่มหน้าใหม่ แต่เป็นการช่วยลดปัญหาหลายๆ เรื่องมากกว่า อาทิ ด้านสุขภาพ ตลอดจนสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ขององค์การอนามัยโลก ในการที่จะลดปัญหาการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเมาแล้วขับ"

สินค้านำเข้า การตลาดดี แต่ของขาด

เส้นทางเบียร์ไร้แอลกอฮอล์นอกเหนือจากเรื่องภาษีแล้ว ยังมีหนึ่งโจทย์ที่ต้องแก้ เมื่อตอนนี้เบียร์ไร้แอลกอฮอล์ที่ทำตลาดในประเทศไทยอยู่ตอนนี้เป็น "สินค้านำเข้า" ที่ไม่ได้ผลิตในประเทศทำให้การกะเกณฑ์ปริมาณเพื่อวางจำหน่าย รวมไปถึงการกระจายสินค้ากลายเป็นความท้าทายที่สำคัญ

โดยทางผู้จัดจำหน่ายระบุว่า ตอนนี้อาจจะยังเร็วไปที่จะบอกถึงความนิยมในระยะยาวของสินค้ากลุ่มนี้ หรือแม้แต่สินค้าของแบรนด์เอง เพราะยังมีปัญหาเรื่องการสั่งสินค้าซึ่งต้องคาดการณ์และส่งคำสั่งซื้อล่วงหน้าหลักเดือน ไปจนถึงการกระจายสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภค อย่างไรก็ตามภายในระยะ 6 เดือน - 1 ปีทางแบรนด์เชื่อว่าจะสามารถรู้ชัดถึงผลการตอบรับของผู้บริโภค จนนำไปสู่การวางสั่งสินค้าหรือแม้แต่ผลิตได้ดีขึ้น

แนวโน้มในตลาดเครื่องดื่มเบียร์ไร้แอลกอฮอล์นี้ ดูเหมือนจะเป็นที่จับตามองของ "ผู้บริโภค" ในฐานะทางเลือกใหม่ ที่ชิค คูล ก็แหม…ซด "เบียร์" ในที่ทำงานได้แบบที่เจ้านายก็ว่าไม่ได้อ่ะนะ ขณะเดียวกันในแง่มุมของธุรกิจ นี่คือการปรับตัวครั้งใหญ่ของวงการน้ำเมา ที่ต้องสร้างเซกเมนต์ใหม่ โมดิฟายสินค้าให้สอดรับกับอินไซต์ผู้บริโภค แต่!!!  การเริ่มต้นอะไรใหม่ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทั้งกฎเกณฑ์ภาครัฐ ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภค และการบริหารจัดการภายใน จึงนับว่าเป็นอีกหนึ่งบทเรียนธุรกิจที่น่าสนใจสำหรับนักการตลาด…ในเมื่อสินค้าที่ว่าแน่ สินค้าที่ตรงตามเทรนด์ของโลก แต่เมื่อต้องเจอกับอุปสรรคสำคัญใน Local Market แบบนี้ จะลุยต่อ หรือมองหาทางเลือกใหม่ ดิ้นหนีให้ได้? นี่คือสิ่งที่นักการตลาดในยุค Disruption ต้องเผื่อทางหนีทีไล่เอาไว้เสมอ…

Source

Source

Source

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...