โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฝรั่งตามขุนนางไปเก็บภาษีหัวเมืองใต้ 170 ปีก่อน บันทึกการเดินทาง-สภาพบ้านเมืองอย่างไร?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 21 ต.ค. 2564 เวลา 02.39 น. • เผยแพร่ 18 ต.ค. 2564 เวลา 04.49 น.
ภาพลายเส้นเมืองสงขลา-ช่องเต็นตามเล็ม (ภาพจาก“ชีวิตความเป็นอยู่ในกรุงสยามในทรรศนะของชาวต่างประเทศ ระหว่างพ.ศ. 2383-2384 (ค.ศ. 1840-1841)” )

ระหว่าง พ.ศ. 2383-2384 ราชสำนักสยามต้องเดินทางไปหัวเมืองทางใต้ เช่น ชุมพร, ระนอง, นครศรีธรรมราช, สงขลา ฯลฯ เพื่อเก็บภาษีอากรประจำปี โดยใช้เรือเป็นพาหนะ ซึ่งมีชาวต่างชาติร่วมเดินทางและได้บันทึกเหตุการณ์ไว้

ชาวต่างชาติที่ว่าคือ นายเฟรริค อาร์เธอร์ นีล ชาวอังกฤษที่รักการท่องเที่ยวและการแสวงหาความรู้ เดินทางมายังกรุงเทพฯ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. 2383 (ค.ศ. 1840) ภายหลังรับราชการในกรมทหาร ตำแหน่งราชองครักษ์เจ้าฟ้าจุฑามณี (ภายหลังสถาปนาเป็นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว) บันทึกเรื่องต่างที่เขาพบเห็นและมีการจัดพิมพ์เป็นหนังสือภายหลัง

หนังสือของนายนีลชื่อว่า “Narrative of a Residence in Siam”  ตีพิมพ์ใน พ.ศ. 2395 (ค.ศ.1852) โดยรวบรวมจากประสบการณ์ตรงที่ได้พบเห็น และค้นคว้าอ้างอิงเพิ่มเติมจากหนังสือของชาวต่างชาติ, บาทหลวงที่เดินทางเข้ามาไทยก่อนหน้า หนังสือของเขาได้แปลเป็นภาษาไทยโดยเรือเอกหญิงลินจง สุวรรณโภคิน ใช้ชื่อว่า “ชีวิตความเป็นอยู่ในกรุงสยามในทรรศนะของชาวต่างประเทศ ระหว่าง พ.ศ. 2383-2384 (ค.ศ. 1840-1841)” (กรมศิลปากร 2525) ซึ่งขอคัดย่อบางส่วนมานำเสนอ (โดยมีการจัดวรรคตอนใหม่เพื่อสะดวกในการอ่าน) ดังนี้

ประมาณ 3 วันก่อนที่เรือเซอร์ วอลเตอร์ สก็อต[เรือราชฤทธิ์] จะขนสินค้าจากจันทบูรณ์เสร็จสิ้น และออกจากแหลมสิงห์กลับบางกอก ก็มีเรือรบไทยอีกลําหนึ่งคือเรือวิคทอรี่ [เรือวิทยาคม] แวะมาหาเพื่อเยี่ยมเยียนและถามทุกข์สุข แล้วก็เติมน้ำเติมเสบียงขึ้นเรือของตัวเองอยู่ จุดหมายของเรือลํานี้ก็คือเมืองตรังกานูซึ่งเป็นเมืองสําคัญของมณฑลชื่อเดียวกันนี้ อยู่ทางฝั่งทะเลด้านตะวันออกของแหลมมะลายู อยู่ที่ตําแหน่ง 5 องศา 20 ลิบดาเหนือ (เกือบจะขนานกันกับเกาะปีนัง) และตําแหน่ง 103 องศา 00 ลิบดา ตะวันออก เมืองนี้เป็นเมืองขึ้นของกรุงสยามมานานแล้ว

และเหตุที่เรือวิคทอรี่ [เรือวิทยาคม – กัปตันชื่อโรเยอร์] ออกเดินทางไปครั้งนี้ก็เพื่อไปเก็บภาษีอากรประจําปี และกัปตันเรือรบก็ตั้งใจจะออกสํารวจหมู่เกาะหลายเกาะทางฝั่งตะวันตกของอ่าวสยาม ก่อนจะลงไปตรังกานู และเขาก็ทราบว่าข้าพเจ้าเคยวาดรูปอยู่บ้างตามแบบของข้าพเจ้าเองที่ไม่ค่อยเป็นเรื่องนัก แต่กัปตันก็ยังอยากชวนให้ข้าพเจ้าไปกับเรือของเขาด้วย ในที่สุดข้าพเจ้าก็ตอบตกลงด้วยความยินดี

เราแล่นเรือออกจากแหลมสิงห์มุ่งตรงไปยังเกาะบาร์เดีย (1)(คือชุมพร) ซึ่งอยู่ในเขตเมืองชุมพร ข้าพเจ้าคงจะเสียใจไม่น้อยถ้าหากไปอยู่ที่อื่นเสียที่ไม่ใช่บนเรือรบลํานี้ที่มีอาวุธครบทันสมัยและเป็นเรือที่มีระเบียบวินัยมาก ลูกเรือและนายทหารได้รับการเลือกเฟ้นอย่างดีที่สุด ทั้งเรือรบลํานี้ก็เป็นลําที่มีประสิทธิภาพที่สุดลําหนึ่งของราชนาวีสยาม เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์อันทันสมัยทุกอย่าง

สภาพอากาศในอ่าวสยามตลอดระยะเวลาการเดินทางนั้นไม่ค่อยดีเท่าใดนัก ตลอดระยะเวลา 1 สัปดาห์ ก็พบกับฝนและมรสุมมาเรื่อยๆ ระหว่างทางไปเกาะแถวๆ ชุมพร ขณะที่ข้ามอ่าวไทยมาได้ครึ่งทาง เช้าวันหนึ่งเราก็เจอพายหนักที่สุดในอินเดีย เราเรียกกันว่าพิชาช์ (Pishash) หรือลมนรก แต่โชคยังดีที่มันพัดผ่านไปรวดเร็วมาก แล้วก็พัดหนักอยู่ไม่กี่นาที พอลมนี้ผ่านไปทุกสิ่งทุกอย่างก็คืนสภาพสู่ปกติ ทะเลสงบราบเรียบ หลังจากนั้นเรากินอาหารเช้ากัน

ชายคนที่ถือพังงาเรือก็แหงนดูเสากระโดง เขาแลเห็นนกกระจอกชวายืนเกาะอยู่ ข้าพเจ้าแลเห็นกัปตันเรือเดินเล่นอยู่แถวๆ ท้ายเรือ เดินสูบซิก้าอย่างสบายใจหลังอาหารเช้า ข้าพเจ้าเองนั่งอยู่ใต้กันสาดท้ายเรือ พยายามวาดรูปตาแก่ช่างไม้ชาวจีนในขณะที่เขานั่งมองดูทะเลโดยไม่รู้ตัว

พวกสรั่งเรือก็กําลังยุ่งวุ่นวายอยู่กับการสอนเด็กๆ ให้หัดผูกเชือกเรือ พวกคนอื่นก็พยายามจับปลา อีกสองสามคนก็ช่วยกันขัดเสาให้มันสะอาดแล้วเอาน้ำมันดินทาสายใบเรืออยู่ พ่อครัวตัวดําคนหนึ่งแต่งตัวด้วยเสื้อสีดํายิ่งกว่าตัวเขา แต่กําลังจะเปลี่ยนเป็นสีขาวเหมือนเหล็กที่ร้อนๆ กําลังเอาปีกไก่ที่เขาเพิ่งฆ่าไปหยกๆ มากะพือแทนพัด มีนายทหารนั่งเข้าเวรรักษาการณ์อยู่แถวหัวเรือ

มีหมู 2 ตัวที่เขายอมให้ขึ้นมาเดินเพ่นพ่านอยู่บนดาดฟ้าเรือมันก็หาที่ร่มๆ นอนเหมือนกัน ส่วนเป็ดไก่ในเรือนั้นมันช่างทนความร้อนกันได้ดีเสียจริงๆ ไม่ได้ยินแม้แต่เสียง มีกลาสีคนหนึ่งนั่งอยู่บนใบเรือ วุ่นวายอยู่กับการดึงเอาฟางเก่าๆ ออกมาจากริมหมวกของเขา ในขณะนั้นก็มีไก่ตัวหนึ่งหนีออกมาจากกรง ค่อยๆย่องหนีออกมาจากข้างเรือ ก็มายืนขาเดียวอยู่ข้างๆ เรือบดแล้วก็ผงกหัวทั้งกรงอย่างเชื่องซึมเต็มที่ สภาพแบบนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดาๆ ที่เกิดขึ้นในตอนเช้า โดยไม่ได้รับเตือนมาล่วงหน้าเลยว่ามีลมพายุมาใกล้เรืออีกแล้ว

คนจีนเป็นคนแรกที่รู้สึกว่ามีพายุ ข้าพเข้าเห็นเขาดูหน้าตาซีดเหมือนผี และในที่หมวกของเขาก็ปลิวไปตกลงทางข้างเรือ ไม่เคยมีเสียงอะไรดังอย่างนี้มาก่อน แม้แต่เรือโนอาก็ตามเถิด ทุกคนต่างก็พากันหาที่ยึดกันไว้ให้แน่นเพื่อให้ แน่ใจว่าจะได้ช่วยให้ความปลอดภัยกับเขาได้ สักนาทีหนึ่งต่อมาลมก็เริ่มพัดเสียงดังหวิวโหยหวน ใบเรือทั้งสามใบก็สบัดไปมาอย่างแรงข้าวของก็ถูกลมพัดกระจัดกระจายไปทั่ว บ้างก็ตกไปในน้ำ ผู้คนก็ตะโกนส่งเสียงกันลั่น รวมทั้งหมูไก่ก็พากันร้องระงม

ทุกสิ่งทุกอย่างดูมันโกลาหลไปหมด ชะนีตกลงไปในน้ำ ใบเรือหน้าขาดไม่เป็นชิ้นดี ใบเรือใบใหญ่ก็ขาดวิ่น ใบเรืออีก 3 อันก็อยู่ในสภาพคล้ายๆ กัน  พ่อครัวเข้าไปอยู่ใต้เตาในครัว ตาแก่จีนคนนั้นก็ยังห้อยอยู่บนเชือกไก่แก่ตัวนั้นก็หล่นลงไปในน้ำ  ตัวข้าพเจ้าเองนั้นหลบอยู่ใต้ชายคาทางด้านหลังเรือ กอดไม้กวาดไว้แน่น เพราะตอนที่เกิดชุลมุนวุ่นวายกันนั้น ข้าพเจ้านึกว่าเป็นราวเหล็กท้ายเรือก็เลยจับเอาไว้เสียแน่น

ในเวลาต่อมาก่อนที่เราจะรู้ว่าเราอยู่ในสภาพใดว่ายืนอยู่หรือห้อยหัว แต่เมื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแต่ละคนอยู่ในสภาพอย่างไร รวมทั้งเห็นเพื่อนๆ ต่างคนต่างก็จ้องมองดูกันแล้วก็อดเสียที่จะหัวเราะด้วยความขบขันไม่ได้ สิ่งที่หักพังก็ได้รับการซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพเดิม ในเรือวิคทอรี่ [เรือวิทยาคม] เองก็ไม่ได้ใช้ใบแล้ว ฉะนั้น 3 วันหลังจากเกิดเหตุ เราก็มาทอดสมออยู่ระหว่างเกาะแถวชุมพร และชุมพรบริเวณแถวนั้นน้ำลึกราว 7 ฟาธอมครึ่ง น้ำก็ใสพื้นใต้น้ำเป็นดินโคลน

ทางฝั่งตะวันตกของเกาะบาร์เดียนี้ เกือบจะตรงข้ามกับชุมพร มีหมู่บ้านใหญ่แห่งหนึ่ง ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นคนมีอัธยาศัยดีและขยันขันแข็ง ในท้องนาใกล้ๆ นั้นก็มีหมู เป็ด ไก่ แพะ และมีวัวสองสามตัว แต่เราก็ยังไม่อยากได้ไข่สดหรือนมหรือแม้แต่เนย ระหว่างที่เราพักอยู่ที่นั้น พวกผู้ชายก็ดูหน้าตาดีกว่าจนแทบไม่มีเค้าของชาวมะลายูเลย พวกผู้หญิงและเด็กก็ดูหน้าตาดีกว่าและไม่มีรูปหน้าเหมือนมะลายูเลย รูปร่างก็เช่นเดียวกัน ที่เป็นเช่นนี้ข้าพเจ้าเข้าใจว่าคนพื้นเมืองแถวชุมพรนี้คงไปแต่งงานกับชายและหญิงชาวเมืองตะนาวศรี ซึ่งคนพวกหลังนี้สืบเชื้อสายมาจากคนอินเดียบางวรรณะ เช่น พวกเจนตู ฯลฯ พวกเจนตูนี้ถึงแม้ผิวจะคล้ำ แต่ก็มีข้อยกเว้นคือรูปร่างสง่าภาคภูมิ

ในเกาะบาร์เดียนั้น เราเห็นว่ามีพืชผักอุดมสมบูรณ์และราคาถูกด้วย ดอกไม้ป่าก็มีขึ้นมากมายหลายชนิด พวกนกสวยๆ และผีเสื้อนั้นในแถบนี้ไม่ค่อยจะมี ชุมพรอยู่ขึ้นไปจากแม่น้ำท่ายุง (Tayung) (2) ราว 7 ไมล์ เราไปแวะเมืองนี้สองสามครั้ง และซื้อพวกเครื่องหนังมาจากชาวบ้าน ของเหล่านี้เป็นของหายากพอดู โดยเฉพาะพวกหนังกระรอก ข้าพเจ้านั่งพิจารณาดูว่าแม่น้ำท่ายุง (Tayung) นี้ อาจจะให้พวกเรือที่มีระวางขับน้ำขนาดกลางล่องขึ้นไปได้จนถึง เมืองรินโดนี (Rindoney) [น่าะเป็นระนอง] ทางฝั่งตะวันตก และถ้าทําได้ก็จะช่วยย่นระยะทางเดินเรือจากเมืองมาดราสและกัลกัตตาที่จะไปยังเมืองจีนได้มากขึ้น

เราพักอยู่ที่เกาะบาร์เดียราวๆ สองสัปดาห์ จากนั้นก็แล่นใบเรียบฝั่ง ตรงไปยังเมืองตรังกานูผ่านเมืองพงัน (Sancori) (3) และแหลมขนอม (Carnon) ลมขณะนั้นพัดปานกลาง เราก็แล่นผ่านช่องแคบอยู่ระหว่างนครศรีธรรมราช (Ligor) และหมู่เกาะตันตาเลม (Tamtalem) บางแห่งการเดินเรือก็ค่อนข้างน่ากลัว เพราะเต็มไปด้วยโขดหิน แต่คนนำร่องของเราเคยผ่านทางนี้มาแล้วด้วยเรือเล็ก เขาก็เลยอาสานำเรือ ทิวทัศน์แถบนทั้งสองฟากดูใหญ่โตมาก

ทางฝั่งเมืองนครศรีธรรมราชเก่า ทิวเขาก็แสดงความอุดมสมบูรณ์แตกต่างกันคือ ทางยอดเขานั้นรู้สึกโล่งเตียนไม่เหมือนทานต่ำกว่า ที่อุดมสมบูรณ์ของเกาะตันตาเลม (Tantalem) นอกจากนั้นยังมีอ่าวเล็กๆ และเมืองตาลุง (Talung) [พัทลุง] ราว 4 โมงเย็น เราก็มาถึงนอกเมืองสงขลา (Sangora) ที่เมืองนี้เองทําให้นี้เอง ในเมืองนั้นพากันหวาดกลัว เพราะเรายังสลุตด้วยปืนใหญ่ 21 นัด เสียงของปืนดังสะท้อนไปทั่วทุกทิศ ในไม่ช้าเสียงก็ค่อยๆ หายไป ตัวเจ้าพระยานครบอกสั่งงดการล่องเรือพระราชพิธี และกลับมุ่งหน้าตรงมาหาเราเพื่อไต่ถามเรื่องนี้ และความตกใจก็เปลี่ยนเป็นความสุขและขอบอกขอบใจ เมื่อกัปตันเอสแจ้งว่าเป็นการยิงสลุตให้กับเจ้าพระยานคร

ท่านขอให้เราจอดอยู่ 2-3 วัน แต่กลับปรากฏว่ามีลมดีพัดมาออกจะดีเกินกว่าที่เราจะยอมเสียเวลา เราจึงขอร้องให้เขาช่วยส่งจดหมายต่อทางบกไปให้ถึงเมืองเคดะห์ (ไทรบุรี) และปีนังให้ได้ ลมพัดเราออกไปอ้อมแหลมที่อยู่ตรงข้ามหลังสวน (Lun Sun) มุ่งหน้าออก ไปยังเกาะโลซิน และต่อจากนั้นก็มุ่งหน้าลงไปปัตตานี เรือวิคทอรี่แล่นราวกับแม่มดเหาะไปกลางอากาศเพราะลมพัดแรง ทําให้เรือวิ่งเร็วเหมือนอยู่บนผิวน้ำ

ในตอนเช้าเราก็แลเห็นแผ่นดินแล้ว ซึ่งทําให้กัปตันแปลกใจมาก จากการคํานวณของเขาเราควรจะเห็นฝั่งก่อนพระอาทิตย์ขึ้น แต่เมื่อฟ้าสางก็เห็นเกาะโลซินอยู่ไกลลิบทางท้ายเรือ แต่กัปตันก็พอใจในตําแหน่งที่ของเรือในขณะนี้ เรือก็แล่นไปค่อยๆ จนได้ลมดี เราอยู่ตรงทางระหว่างเกาะซานติงโก (Santingo) และโรดังใหญ่

เมื่อสายเข้าลมก็พัดแรงขึ้นเป็นลําดับจนแรงขึ้นทุกทีเป็นลมพายุ เราเริ่มลดใบลงเรื่อย ๆ จนเหลือใบเพียง 2 ใบเท่านั้น เรือโคลงไปตามพายุคลื่น และพอตกเที่ยงก็เห็นเกาะโรดังใหญ่ ตอน 3 โมงครึ่ง เราก็เข้าไปในช่องแคบ แต่เรือก็ยังโคลงอยู่ เวลา 6 โมงเราก็จอดทอดสมออยู่ในที่กําบังลมอย่างดีของเกาะเล็กๆ นอกฝั่งเมืองตรังกานู

ในเช้าวันรุ่งขึ้นอากาศก็ค่อยๆ สงบ เราจึงออกเดินทางต่อไปในเมืองซึ่งห่างจากที่จอดประมาณ 25 ไมล์ เราถึงเมืองในตอนเที่ยง ข้าพเจ้าเองรู้สึกผิดหวังในตอนที่ลงเรือเล็กขึ้นบกว่า เจ้าเมืองได้เตรียมของขวัญไว้สําหรับการมาถึงของเรา แต่ก็ไม่มีอะไรจะหยุดเราได้ เราก็หาเสบียงและน้ำจืดลงเรือ เราเดินเตร่ออกไปทั่วตัวเมือง เป็นเมืองที่จัดเป็นระเบียบเรียบร้อย มีสวนผลไม้แวดล้อมเต็มไปหมด ชาวเมืองทั้งหญิงชายดูหน้าตาผ่องใสและมีความสุขดี

เรารับประทานอาหารค่ำกับเจ้าเมือง และยังไปเยี่ยมชมโรงสําหรับเก็บสินค้าเข้าและสินค้าออกทุกอย่าง โรงพักสินค้านี้เป็นของเจ้าเมือง ซึ่งเป็นพ่อค้าของเมืองนั้นด้วย และควบคุมกิจการค้าแต่ผู้เดียว ในโรงเก็บสินค้านี้มีสินค้าของแปลกๆ มากมายหลายอย่าง และที่แปลกที่สุดก็คือมีของเล่นจากเมืองจีนอยู่มาก ซึ่งเจ้าเมืองก็เล่าให้เราฟังว่าเป็นสินค้าที่ทําเงินให้ได้มากที่สุด เด็กๆ ตั้งแต่ 5 ขวบจะรู้สึกตื่นเต้นเมื่อเห็นรถคันเล็กๆ วิ่งไปได้ด้วยสปริงไขลานเหมือนลานนาฬิกา

ในคืนนั้นเราก็ออกเดินทางต่อแล่นใบกลับเมืองสยาม และก็มาจอดทอดสมออยู่หน้าวังของเจ้าฟ้าจุฑามณี

(1) น่าจะเป็นเกาะชุมพร “ประวัติการทหารเรือของไทย” – ผู้แปล

(2) เกาะพงัน-ประวัติการเรือไทย” พลเรือตรี แชน ปัจจุรานนท์ หน้า 315

(3) TAYUNG น่าจะเป็นท่ายาง – ต.ท่ายาง อ.เมือง จ.ชุมพร

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 26 มิถุนายน 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...