โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

ปัจจัยสำเร็จของโครงการอสังหาริมทรัพย์

TERRABKK

อัพเดต 12 เม.ย. 2564 เวลา 08.59 น. • เผยแพร่ 12 เม.ย. 2564 เวลา 07.52 น. • TERRABKK
ปัจจัยสำเร็จของโครงการอสังหาริมทรัพย์

ผศ.ดร. สุกุลพัฒน์ คุ้มไพศาล (พัฒน์)
หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต นวัตกรรมการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (MIRED)
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ดังที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ และคนทั่วไปทราบดีว่าทำเลที่ตั้ง (Location) เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดประการหนึ่งในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และเป็นปัจจัยทางกายภาพที่ค่อนข้างเป็นรูปธรรม (Objective) จับต้องได้ การเลือกทำเลที่ตั้งได้ดี ส่งผลให้โครงการอสังหาริมทรัพย์เป็นที่รู้จักของผู้บริโภค เกิดการใช้งาน และเกิดกระแสเงินสดไหวเวียนเข้าสุ่โครงการนั้น ในทางกลับกันหากเลือกทำเลที่ตั้งผิด ก็จะเป็นความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุดของผู้ประกอบการเนื่องจาก โครงการอสังหาริมทรัพย์ไม่สามารถเคลื่อนที่ย้ายไปที่อื่นๆ ได้ นอกจากนี้แล้ว ราคาหรือมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ จะแปรผันไปตามที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ(Price depending on location) รวมทั้งได้รับกระทบจากสภาพแวดล้อมที่รายล้อมโครงการอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ ด้วย (Surrounding environmental affected)

เนื่องจาก อสังหาริมทรัพย์มีลักษณะตั้งอยู่กับที่ (Static) ผู้ลงทุน ผู้ประกอบการหรือผู้ซื้อจะต้องเข้าหาอสังหาริมทรัพย์ด้วยตัวเองทำเลที่ตั้ง (Location) จึงมีผลต่อการตัดสินใจในการลงทุนและการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์มาก Khumpaisal (2011) ได้สรุปผลการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการไทย 13 ราย พบว่าผู้ประกอบการทุกรายให้ความสำคัญกับการเลือกทำเลที่ตั้งมาก เพราะหากเลือกผิดแล้ว จะทำให้เกิดความผิดพลาดในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่อไป ผลประกอบการที่คาดว่าจะได้รับจะน้อยลง รวมทั้งจะต้องเผชิญกับข้อบังคับกฎหมายต่าง ๆ ที่อาจทำให้ใช้ประโยชน์ที่ดินได้ไม่เหมาะสมและไม่สามารถพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุด(Highest and Best Use-HBU) ได้ หรือต้องแข่งขันกับคู่แข่งขันที่มีอยู่เดิมด้วย

การเลือกทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมสำหรับโครงการอสังหาริมทรัพย์ใด ๆ นั้น ท่านผู้อ่านสามารถประยุกต์ใช้PACET Model (P – Public Utility, A-Accessibility, C-Community, E-Environment และ T-Transportation) ที่ผู้เขียนเคยกล่าวถึงไปแล้ว ประกอบการตัดสินใจเลือกทำเลที่ตั้งโครงการอสังหาริมทรัพย์ได้

นอกจากทำเลที่ตั้งอันเป็นลักษณะทางกายภาพของอสังหาริมทรัพย์แล้วอสังหาริมทรัพย์ ยังมี ลักษณะเด่นทางเศรษฐกิจ 3 ประการ ได้แก่

  • ตัวอสังหาริมทรัพย์เป็นทรัพย์สินที่มีราคาหรือมูลค่าในตัวเองสูง (Higher price and contain it own value) และมีคุณค่าต่อผู้บริโภคทั้งในแง่คุณค่าทางกายภาพ (physical value) และคุณค่าทางความรู้สึก (emotional value)
  • โครงการอสังหาริมทรัพย์นั้นจะต้องใช้ระยะเวลาในการพัฒนาโครงการที่นานกว่าการพัฒนาผลิตภัณฑ์อื่นๆ จึงได้รับผลกระทบจากนโยบายของภาครัฐ และสภาวะเศรษฐกิจ ตลอดระยะเวลาการพัฒนาโครงการ และนี่คือที่มาของแนวความคิด Time Value of Money (เวลายิ่งยาวนานไปเท่าใด มูลค่าของเงิน – ในที่นี้คือมูลค่าของโครงการ ก็จะลดค่าลงไปเช่นกัน)
  • การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะช่วยเพิ่มมูลค่า (value added) แก่ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง อันประกอบกับที่ดินนั้น ทั้งมูลค่าทางเศรษฐกิจ สังคม ฯลฯ แต่อย่างไรก็ตาม การพัฒนาที่มากเกินไป (Over development) บางครั้งไม่ทำให้คุณค่าหรือมูลค่าของโครงการอสังหาริมทรัพย์นั้นเพิ่มขึ้น

จากลักษณะเด่นทางเศรฐกิจของอสังหาริมทรัพย์ดังที่กล่าวมาเบื้องต้นนั้น พบว่า อสังหาริมทรัพย์เป็นทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้จากการเช่า หรือการขาย และใช้เวลาพัฒนาโครงการระยะยาว ดังนั้น นอกจากการเลือกทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมแล้ว ผู้เชียนยังได้รวบรวมปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนความสำเร็จของโครงการอสังหาริมทรัพย์และสรุปเพื่อความเข้าใจง่าย ๆ ดังนี้

ปัจจัยด้านการตลาด (Marketing) ถ้าเป็นตลาดของสินค้าอุปโภคบริโภค(consumer product) ฝ่ายการตลาด หรือฝ่ายขาย อาจจะพิจารณาส่วนประสมการตลาด (Marketing Mixes- 4Ps) ว่า สินค้านั้น ๆ คืออะไร มีจุดเด่นจุดน่าจำอะไรบ้าง (P - Product) ขายเท่าไร (P - Price) ช่องทางจัดจำหน่ายมีอะไรบ้าง (P – Place) และจะมีประชาสัมพันธ์ลดแลกแจกแถมสินค้านั้นอย่างไร(P – Promotion)
แต่สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้น การใช้ 4Ps อาจไม่เพียงพอ เนื่องจาก อสังหาริมทรัพย์เป็นทรัพย์ที่มีราคาสูงมาก ผู้ซื้อจะต้องใช้เวลาในการตัดสินใจ รวมถึงเวลาในการเก็บออมเงินเพื่อซื้อหรือเช่าทรัพย์นั้น ๆ รวมทั้งการที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เป็นตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (Perfectly Competitive Market) มีผู้ซื้อผู้ขายหลายราย ผู้ประกอบการแข่งขันขายผลิตภัณฑ์ของตนให้ได้เร็วที่สุดและมากที่สุด ดังนั้นหากผู้ประกอบการต้องการให้ผู้ซื้อมีการซื้อซ้ำ ในโครงการอื่น ๆ หรือในโครงการเดียวกัน และในบางครั้งอาจมีการบอกต่อให้คนรู้จัก คนสนิทมาซื้อด้วย ผู้เขียนเสนอว่า อาจจะเพิ่มส่วนประสมการตลาดอีก 3 ตัวซึ่งได้แก่
1) กระบวนการบริการ (P- Process) หากผู้ประกอบการคำนึงถึงการบริการลูกค้า ผู้ซื้อ หรือมีการจัดทำระบบกระบวนการบริการลูกค้าที่ดีแล้ว ผู้ซื้ออาจจะเกิดความประทับใจต่อคุณภาพการบริการของผู้ประกอบการรายนั้น อาจมีการซื้อซ้ำหรือบอกต่อได้
2) สิ่งแวดล้อมกายภาพ (Physical Evidence) นอกจากตัวผลิตภัณฑ์อาคารสิ่งปลูกสร้าง หรือแม้กระทั่งทำเลที่ตั้ง (P – Product) แล้ว การตกแต่งต่อเติมพื้นที่บริเวณส่วนกลางที่ลูกค้าจะต้องใช้ร่วมกัน เช่นพื้นที่สวน สระว่ายน้ำ ต่าง ๆ สำหรับโครงการที่อยู่อาศัย หรือทางเดินระหว่างชั้น ล็อบบี้ลิฟต์ ต่าง ๆ สำหรับโครงการประเภทพาณิชยกรรม มีส่วนทำให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจเลือกโครงการนั้น ๆ ได้เร็วขึ้น
3) ผู้ให้บริการ (P – People) หากผู้ประกอบการโครงการ ได้จัดหาบุคลากรที่มีคุณภาพ มีความเต็มที่เต็มใจให้บริการ มีความรู้ในผลิตภัณฑ์ จะมีส่วนให้ลูกค้ามีความมั่นใจสบายใจในการซื้อหาผลิตภัณฑ์นั้น ๆ เนื่องจากราคาอสังหาริมทรัพย์แต่ละประเภทสูง บางครั้งในชีวิตของลูกค้าบางท่านอาจจะมีโอกาสซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้แค่ครั้งเดียว ลูกค้าควรมีความสบายใจที่สุดในการซื้ออสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ ท่านในฐานะผู้ประกอบการคงอยากให้ลูกค้าของท่านมีความสุขสบายที่สุดเมื่อซื้อ/เช่าโครงการของท่านครับ

ทั้งนี้ ผู้เขียนขออนุญาตยกตัวอย่างกรณีศึกษาประกอบคือ ผู้เขียนได้พิจารณาคอนโดมิเนียม 2 โครงการทำเลตั้งตรงข้ามกันบริเวณสี่แยกถนนใหญ่กลางกรุงเทพมหานคร ทั้งสองโครงการขายราคาเท่ากันคือ 120,000 บาทต่อตรม. เป็นอาคาร Low rise fully furnished (สูงน้อยกว่า 23 เมตร) ขอให้ชื่อว่า คอนโด A กับคอนโด B ซึ่งผู้เขียนได้ไปทำการสำรวจห้องชุดเผื่อจะซื้อไว้ลงทุน ถ้าดูจากทำเลที่ตั้งใกล้เคียงกัน ติดสถานีรถไฟฟ้า เดินทางสะดวกเหมือนกัน ราคาขายเท่านกัน ขนาดห้อง ทัศนียภาพต่าง ๆ คล้ายคลึงกัน
แต่เมื่อเข้าไปใน คอนโด A ผู้เขียนรู้สึกผ่อนคลายสบายใจ เนื่องจากการตกแต่งสำนักงานขายและพื้นที่ส่วนกลางที่สวยงามทันสมัย พนักงานสามารถตอบคำถามที่สงสัยได้ทั้งหมด รวมทั้งบริการหลังการขายต่าง ๆ แต่พอผู้เขียนข้ามถนนไป คอนโด B กลับพบว่า คุณภาพของพื้นที่ส่วนกลางไม่ตรงตามใจผู้เขียน พนักงานขายไม่สามารถตอบข้อมูลแม้กระทั่งข้อมูลพื้นฐานของโครงการตนได้ ในกรณีนี้ผู้เขียนจึงเกิดความแน่ใจว่าถ้าจะซื้อห้องชุด จะซื้อ คอนโด A มากกว่า คอนโด B เพราะปัจจัยเรื่อง คุณภาพตกแต่งพื้นที่ส่วนกลาง ความสามารถของพนักงานขาย และการบริการต่าง ๆ ส่งเสริมความมั่นใจของผู้เขียนนั่นเอง

ปัจจัยสุดท้ายที่ผู้เขียนมั่นใจว่าเกี่ยวข้องกับความสำเร็จของโครงการของท่าน คือ ปัจจัย Timing คำว่า Timing นี่ไม่ได้หมายถึง ระยะเวลาในการทำกิจกรรรมใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์นะครับ แต่ Timing แปลว่า จังหวะเวลา เช่น ช่วงเวลาใดที่เหมาะกับการขยายกิจการ ช่วงเวลาใดเหมาะในการเริ่มการขายโครงการ หรือแม้แต่ ช่วงเวลาใดที่เหมาะสมกับการยุติหรือเลิกโครงการ ดังที่ผู้อ่านอาจจะทราบมาแล้วว่า ในการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Feasibility study) ทุกโครงการ ผู้ศึกษาจะใช้ข้อมูลด้านการตลาด และข้อมูลด้านการเงิน ที่เป็นข้อมูลใน อดีต หรือ ปัจจุบัน 
แต่การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ทุกโครงการจะใช้ระยะเวลานาน เกินกว่าข้อมูลในปัจจุบันจะสามารถพยากรณ์อนาคตได้ เช่น บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ A ต้องการพัฒนาโครงการอาคารชุดพักอาศัยขนาด 30 ชั้น 500 ห้องชุด กลุ่มลูกค้าระดับกลาง-สูง ซึ่งจะต้องใช้เวลาในพัฒนาโครงการและการก่อสร้างไม่ต่ำกว่า 3 ปี บริษัท A ได้เริ่มศึกษาความเป็นไปได้ตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2560 และได้เลือกใช้ข้อมูลตลาดปัจจุบัน (ปี 2560) ทั้งรูปแบบห้องชุด ขนาดพื้นที่ สิ่งอำนวยความสะดวก และราคาขายห้องชุดเริ่มต้นที่ 120,000 บาท ต่อตร.ม. รวมทั้งข้อมูลการเงินปัจจุบัน เช่น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับลูกค้าชั้นดี (MRR) อัตรส่วนคิดลดกลับ (Discount rate) เป็นต้น
แต่เมื่อโครงการอาคารชุดดังกล่าวพัฒนามาถึงช่วงต้นปี 2563 ซึ่งกำหนดไว้ว่าจะเป็นช่วงเปิดขายโครงการ ประเทศไทยและทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า COVID 19 และอาคารชุดของบริษัท A ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยกลุ่มลูกค้าที่ทางบริษัทคาดหมายไว้ส่วนใหญ่ไม่สามารถผ่อนชำระได้ เนื่องจากสถาบันการเงินปฏิเสธสินเชื่อ และบริษัทของลูกค้าหลาย ๆ บริษัทต้องปิดกิจการ ดังนี้จะเห็นได้ว่า ปัจจัยเรื่อง Timing เป็นปัจจัยที่ยากต่อการพยากรณ์ การคาดคะเน เพราะในระหว่างที่โครงการกำลังพัฒนา อาจมีเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ใด ๆ แทรกซ้อนได้ตลอดเวลา ทั้งปัจจัยภายนอก (External Factors) เช่น สภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ฯลฯ หรือปัจจัยภายใน (Internal factors) เช่น สภาพคล่องของโครงการ ฐานะการเงินของบริษัท เป็นต้น

จากตัวอย่างที่ยกมาทั้ง 2 กรณี แสดงให้เห็นว่า นอกจากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะต้องคำนึงถึงทำเลที่ตั้ง (Locational risk) แล้ว ผู้ประกอบการยังต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านการตลาดของโครงการ (Marketing risk) และจังหวะเวลาในการดำเนินโครงการ (Timing risk) ด้วย

Project Success Factors

ผู้เขียนหวังว่าปัจจัยเรื่อง Location, Marketing, Timing ที่ได้อธิบายในบทความนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ได้แนวทางการพัฒนาคุณภาพโครงการให้ตรงกับใจลูกค้ามากยิ่งขึ้น และสามารถขายหรือปล่อยเช่าได้มากขึ้นครับ หากท่านผู้อ่านต้องการได้รับข้อมูลด้านแทคนิค หรือ Tip ในการพัฒนาโครงการอสังาหริมทรัพย์เพิ่มเติม
สามารถติดต่อได้ที่ หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขานวัตกรรมการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (MIRED) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
และเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ปีใหม่ไทยปี 2564 ทางหลักสูตรขออารธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวงในสากลโลก ดลบันดาลให้ผู้อ่านทุกท่านประสบแต่ความสุขความเจริญ สุขภาพแข็งแรง ปลอดภัยจาก COVID-19 ไม่ว่าจะระลอกก็ตามครับ

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...