โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

2 พฤษภาคม 1933 : สัตว์ประหลาด แห่ง "ล็อกเนสส์" เริ่มตกเป็นข่าวใหญ่ในระดับท้องถิ่น

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 01 พ.ค. 2568 เวลา 22.50 น. • เผยแพร่ 01 พ.ค. 2567 เวลา 23.55 น.
ภาพจำลองของเพลซิโอซอร์ซึ่งคนในยุคหลังเชื่อกันว่าอาจจะเป็นตัวตนที่แท้จริงของสัตว์ประหลาดแห่งล็อกเนสส์ (ภาพโดย S.W. Williston)

2 พฤษภาคม 1933 สัตว์ประหลาด แห่ง “ล็อกเนสส์” เริ่มตกเป็นข่าวใหญ่ในระดับท้องถิ่น

ตำนาน “สัตว์ประหลาด” แห่งทะเลสาบ “ล็อกเนสส์” ในสกอตแลนด์มีมานานนับพันปี เกี่ยวพันกับนักบุญโคลัมบา นักบวชชาวไอริช ผู้นำศาสนาคริสต์มาเผยแพร่ในดินแดนแห่งนี้

ตำนานที่เขียนขึ้นในศตวรรษที่ 7 เล่าว่า ระหว่างที่นักบุญโคลัมบาเดินทางไปพบกษัตริย์แห่งพิคต์ (Picts) ใกล้กับอินเวอร์เนส (Inverness) ท่านได้เผชิญหน้ากับ “สัตว์ประหลาด” แห่ง “ล็อกเนสส์” ที่เข่นฆ่าผู้คนในละแวกนี้ (ซึ่งมิได้มีการบรรยายลักษณะที่แน่ชัดของมัน) โดยท่านได้ประกาศนามแห่งพระเจ้า และสั่งให้เจ้าสัตว์ประหลาดหายหัวไปโดยด่วน นับแต่นั้นมาสัตว์ประหลาดตัวนี้ก็มิได้โผล่มาทำร้ายใครอีกเลย

ตำนานดังกล่าวถูกนักประวัติศาสตร์มองว่า เป็นเรื่องเล่าที่พยายามสอดแทรกนัยยะทางการเมืองและศาสนา มากกว่าที่จะเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ โดยสื่อภาพถึงความเหนือกว่าของชาวสกอตผู้ใช้ภาษา Gaelic เมื่อเทียบกับชาวพิคต์ และความเหนือกว่าของศาสนาคริสต์ต่อกลุ่มความเชื่อเดิม แต่ตำนานดังกล่าวก็ยังได้รับการกล่าวขานสืบเนื่องมา และก็มีหลายคนที่ยังเชื่อว่า สัตว์ประหลาดแห่งล็อกเนสส์มีอยู่จริง

สัตว์ประหลาด ล็อกเนสส์ ยุคใหม่ เริ่มตกเป็นข่าวในระดับท้องถิ่นเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 1933 (พ.ศ. 2476)

เมื่อหนังสือพิมพ์ Inverness Courier รายงานว่า มีชายหญิงคู่หนึ่งได้พบสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ดำผุดดำว่ายอยู่เหนือผิวน้ำของทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในบริเตนใหญ่แห่งนี้ หลังจากนั้นสำนักข่าวใหญ่ในลอนดอนก็เริ่มรายงานข่าวดังกล่าวด้วย และมีการตั้งเงินรางวัลเพื่อล่าหัวสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ตัวนี้

หลังจากนั้นก็มีรายงานว่ามีผู้พบเห็นสัตว์ประหลาดตัวนี้อีกหลายครั้ง สื่อใหญ่หลายแห่งเริ่มส่งคนไปทำรายงานข่าว หนึ่งในนั้นก็คือ Daily Mail ซึ่งจ้างนายพรานชื่อดังมาร์มาดุก เวเธอเรลล์ (Marmaduke Wetherell) มาช่วยตามหาด้วย

ไม่กี่วันจากนั้น เวเธอเรลล์ อ้างว่าเขาได้พบกับรอยเท้าของสัตว์สี่เท้าขนาดยักษ์ และได้หล่อเอาแบบพิมพ์เท้าดังกล่าวส่งไปให้ British Natural History Museum เพื่อทำการตรวจสอบ ด้าน Daily Mail ก็พาดหัวข่าวว่า “สัตว์ประหลาดแห่งล็อกเนสส์ไม่ใช่แค่ตำนาน แต่เป็นเรื่องจริง”

อย่างไรก็ดี เมื่อทางพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติแห่งบริเตนส่งผลการตรวจสอบกลับมาก็พบว่า รอยเท้าทั้งหมดเป็นมาจากเท้าเพียงข้างเดียวของฮิปโปโปเตมัส มิใช่สัตว์ประหลาดอะไรที่ไหน ก็ได้สร้างความอับอายให้กับยอดนายพรานรายนี้เป็นอย่างมาก

แต่ความสนใจใน “สัตว์ประหลาด” แห่ง “ล็อกเนสส์” ยังไม่หมดไป และยิ่งได้รับความสนใจยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อมีการเผยแพร่ภาพถ่ายของสัตว์ประหลาดตัวนี้ในช่วงต้นปี 1934 ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับสัตว์เลื้อยคลานขนาดยักษ์ชื่อว่า เพลซิโอซอร์ (plesiosaurs)

พ.อ.โรเบิร์ต วิลสัน (Col. Robert Wilson) นรีแพทย์ที่มีชื่อเสียงในลอนดอน ซึ่งขับรถผ่านทะเลสาบล็อกเนสส์ พร้อมกับเพื่อนร่วมทางรายหนึ่ง ว่ากันว่า ตอนที่เขาเห็นมันเขาถึงกับตะโกนออกมาว่า “พระเจ้า! นี่มันเจ้าสัตว์ประหลาดนั่นนี่หน่า” แต่ในการให้สัมภาษณ์ตลอดชีวิตของเขาจนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1969 (พ.ศ. 2512) เขาไม่กล้าที่จะยืนยันว่ามันเป็นสัตว์ประหลาดจริง ได้แต่บอกว่าเขาเห็น “บางอย่างในน้ำ”

และเรื่องก็มาแดงในปี 1994 (พ.ศ. 2537) ว่าภาพดังกล่าวแท้จริงแล้วเป็นแค่การจัดฉากโดยฝีมือของเวเธอเรลล์และพวก ที่ต้องการเอาคืนหลังถูกสื่อล้อเลียนอย่างหนัก เมื่อคราวที่เขาอ้างว่าเจอรอยเท้าสัตว์ประหลาด เขาได้ร่วมมือกับ เอียน (Ian) ลูกชาย และคริสเตียน สเปอร์ลิง (Christian Spurling) ญาติซึ่งเป็นช่างปั้น สร้างสัตว์ประหลาดปลอมจากเรือดำน้ำของเล่นที่ซื้อมาจากวูลเวิร์ธส์ (Woolworths) แล้วถ่ายภาพอันโด่งดังนี้ขึ้น ในพื้นที่น้ำตื้นแห่งหนึ่งของทะเลสาบดังกล่าว และได้จมเจ้าสัตว์ประหลาดปลอมนั้นทิ้งลงน้ำอย่างเร็ว หลังได้ยินเสียงฝีเท้าของผู้ดูแลทะเลสาบเดินเข้ามาใกล้ ก่อนมอบให้กับคนกลางที่มีเครดิตดีอย่างผู้พันวิลสัน

เรื่องนี้กระจ่างขึ้นด้วยฝีมือของ เดวิด มาร์ติน (David Martin) และ แอลาสเตอร์ บอยด์ (Alastair Boyd) ผู้ศึกษาด้านชีววิทยาและภูมิศาสตร์ของทะเลสาบล็อกเนสส์ ซึ่งทำการสืบสาวต้นตอของภาพดังกล่าว เริ่มจากผู้พันวิลสัน จนพบความเชื่อมโยมไปถึงเวเธอเรลล์ และได้ตามไปสอบถามข้อเท็จจริงจากสเปอร์ลิง ซึ่งสเปอร์ลิงยอมรับว่าเขาเป็นผู้สร้างแบบจำลองของสัตว์ประหลาดดังกล่าวขึ้นมาจริง

ภาพถ่ายอันโด่งดังที่ได้รับความเชื่อถือมายาวนาน จึงเป็นที่ยอมรับกันหลังจากปี 1994 ว่ามันเป็นเพียงภาพปลอม

แต่ก่อนหน้านั้นก็มีภาพถ่ายหลายภาพที่มีลักษณะคล้ายๆ กันหลุดออกมา โดยอ้างว่าถ่ายได้ที่ ล็อกเนสส์ และยังมีการลงทุนใช้เครื่องมือสมัยใหม่ในการค้นหาอยู่หลายครั้ง เช่น การถ่ายภาพใต้น้ำ และระบบโซนาร์ในช่วงทศวรรษที่ 70 ซึ่งมีการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยขยายภาพ จนเห็นภาพของอะไรบางอย่างที่มีลักษณะคล้ายกับเพลซิโอซอร์ด้วย

ถึงปัจจุบันก็ยังมีผู้ที่เชื่อในตำนาน “สัตว์ประหลาด” แห่ง “ล็อกเนสส์” และตามหาสัตว์ประหลาดตัวนี้อยู่ หลายคนพยายามหาคำอธิบายการมีอยู่ของมันไปหลากหลายแบบ ตั้งแต่คนที่เชื่อว่ามันคือเพลซิโอซอร์ที่รอดการสูญพันธุ์มาอยู่ในล็อกเนสส์ได้ หรือไม่ก็อาจจะเป็นวาฬโบราณคอยาวที่ควรจะสูญพันธุ์ไปเมื่อ 18 ล้านปีก่อน

ส่วนคนที่ไม่เชื่อในเรื่องสัตว์ประหลาดตัวนี้ก็อธิบายว่า ภาพของสัตว์ประหลาดที่มีคนอ้างว่าเห็น (โดยเชื่อว่าเห็นจริงๆ) อาจเป็นเพียงภาพลวงที่เกิดจากคลื่นน้ำเท่านั้นเอง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

History.com Staff. “Loch Ness Monster Sighted.” History.com, 2009. Web. 2 May 2017. <http://www.history.com/this-day-in-history/loch-ness-monster-sighted>

Darnton, John. “Loch Ness: Fiction is Stranger Than Truth.”The New York Times, 20 Mar. 1994. Web. 2 May 2017. <http://www.nytimes.com/1994/03/20/weekinreview/loch-ness-fiction-is-stranger-than-truth.html>

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 2 พฤษภาคม 2560

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 2 พฤษภาคม 1933 : สัตว์ประหลาด แห่ง “ล็อกเนสส์” เริ่มตกเป็นข่าวใหญ่ในระดับท้องถิ่น

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...