โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุจิตต์ วงษ์เทศ : เขียนด้วยอักษรเขมร เป็นวรรณกรรมไทยสมัยแรก

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 18 เม.ย. 2564 เวลา 03.06 น. • เผยแพร่ 18 เม.ย. 2564 เวลา 03.06 น.
ภาษาไทยด้วยอักษรขอม วรรณกรรมไทยสมัยแรกๆ สืบเนื่องถึงสมัยหลังๆ มีในสมุดข่อย เรื่องสุวรรณสามชาดก

 

เขียนด้วยอักษรเขมร

เป็นวรรณกรรมไทยสมัยแรก

 

เมื่ออักษรไทยยังไม่มี ดังนั้น คนพูดภาษาไทยขอยืมอักษรเขมรจากรัฐละโว้ (ศูนย์กลางอยู่ลพบุรี) ใช้เขียนภาษาไทย

แต่รัฐละโว้ถูกเรียกอย่างยกย่องว่า “ขอม” จากคนพูดภาษาไทย ทำให้อักษรเขมรถูกเรียกตามไปด้วยว่า “อักษรขอม” แล้วนับถือเป็นอักษรศักดิ์สิทธิ์ ต่อมาพากันเรียกอักษรเขมรเมื่อเขียนภาษาไทยว่า “ขอมไทย” ใช้ในทางศาสนา-การเมืองของราชสำนัก พบทั่วไปบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาทั้งที่เป็นสมุดข่อย, ใบลาน และศิลาจารึก (เฉพาะศิลาจารึกพบมากทางภาคกลางตอนบน)

คนชั้นนำสมัยโบราณที่พูดภาษาไทย (หรือไท-ไต) ต้องเรียนรู้ขอมไทย พบนิทานเชิงสัญลักษณ์อยู่ในพงศาวดารโยนกว่าพระร่วงแห่งเมืองสุโขทัย กับพญางำเมืองแห่งเมืองพะเยา เป็นสหายต้องไปเรียนร่วมกันทางศิลปวิทยาการ (อันมีขอมไทยอยู่ด้วย) ในสำนักสุกทันตฤๅษี เขาสมอคอน เมืองละโว้

ขอมไทยได้รับการยกย่องนับถือตั้งแต่ก่อนมีอักษรไทย กระทั่งหลังมีอักษรไทย พบในการศึกษาของพระสงฆ์ต้องเรียนขอมไทย เพิ่งเลิกไปสมัยหลังแผ่นดิน ร.5

แม้ปัจจุบันการลงอักขระจะให้ขลังและศักดิ์สิทธิ์ต้องลงด้วยอักษรขอม

 

ขอมเป็นใคร? มาจากไหน?

ขอมไม่ใช่ชื่อชนชาติเฉพาะ ฉะนั้นไม่มีชนชาติขอมในโลก แต่ขอมเป็นชื่อทางวัฒนธรรมมีขึ้นราวหลัง พ.ศ.1500 ใช้สมมุติเรียกคนบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่นับถือศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธมหายาน แล้วใช้ภาษาเขมรสื่อสารในชีวิตประจำวัน กับใช้อักษรเขมรในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์

[เช่นเดียวกับคำว่าแขก ใช้สมมุติเรียกผู้นับถือศาสนาอิสลาม และคำว่าคริสต์ ใช้สมมุติเรียกผู้นับถือศาสนาคริสต์ (ปรับปรุงใหม่จากข้อเขียนนานมากแล้วของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช)]

เขมรไม่เรียกตัวเองว่าขอม และไม่มีคำว่าขอมในเขมร แต่เขมรรู้ภายหลังว่าถูกไทยเรียกขอม

ศูนย์กลางขอมครั้งแรกอยู่ที่รัฐละโว้ (ลพบุรี) ต่อมาย้ายลงไปอยู่ที่อโยธยาศรีรามเทพ (ต่อไปคือกรุงศรีอยุธยา) แล้วถูกขยายสมัยหลังไปอยู่กัมพูชา ด้วยเหตุนี้ใครก็ตามจะถูกเรียกขอมทั้งนั้นเมื่อนับถือศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธมหายาน แล้วสังกัดรัฐละโว้-อโยธยา และอาณาจักรกัมพูชา ไม่ว่ามอญ, เขมร, มลายู, ลาว, จีน, จาม หรือไทย ฯลฯ

แต่คนทั่วไปมักเข้าใจต่างกันเป็น 2 อย่างว่า ขอมคือเขมร และขอมไม่ใช่เขมร กรณีขอมไม่เขมรมีเหตุจากการเมืองสมัยใหม่ลัทธิชาตินิยมช่วงสงครามเย็น โดยเฉพาะกรณีพิพาทเรื่องปราสาทพระวิหารเพื่อแสดงว่าไทยเป็นเจ้าของ บรรดาคนชั้นนำไทยปลุกระดมว่าขอมสร้างปราสาทพระวิหาร ซึ่งไม่เขมร แต่ในทางวิชาการสากลคนทั้งโลกไม่เชื่อตามคนชั้นนำไทย

 

 

ค้าสำเภากับจีน กระตุ้นเขียนภาษาไทยด้วยอักษรเขมร

เขียนภาษาไทยด้วยอักษรเขมรเรียก “ขอมไทย” น่าจะมีเมื่อรัฐละโว้กับรัฐสุพรรณภูมิร่วมกันสถาปนาเมืองศูนย์กลางใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณแม่น้ำลพบุรีกับแม่น้ำป่าสักไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วยกนามเมืองว่า “อโยธยาศรีรามเทพ” ราวหลัง พ.ศ.1600

เจ้านายรัฐละโว้กับเจ้านายรัฐสุพรรณภูมิเป็นเครือญาติใกล้ชิดทางการแต่งงาน มีความสัมพันธ์ลุ่มๆ ดอนๆ รวมกันแล้วแยกกัน ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ทางการค้าและการเมืองขณะนั้น โดยราชสำนักอโยธยามีขุนนางข้าราชการทั้งชาวละโว้พูดภาษาเขมร กับชาวสุพรรณภูมิพูดภาษาไทย แต่ภาษาไทยไม่มีตัวอักษร ส่วนภาษาเขมรมีอักษรเขมร ต่อมาเจ้านายขุนนางข้าราชการกลุ่มสุพรรณภูมิพูดภาษาไทยคิดค้นดัดแปลงเขียนภาษาไทยด้วยอักษรเขมร เพื่อการค้าและพิธีกรรมราชสำนักที่เกี่ยวข้องศาสนาและการเมืองการปกครอง ได้แก่ โองการแช่งน้ำ, กฎหมาย และอื่นๆ

รัฐละโว้กับรัฐสุพรรณภูมิร่วมกันสร้างอโยธยาเมืองใหม่ เป็นผลสืบเนื่องจากการค้ากับจีนคึกคักมั่งคั่งอย่างไม่เคยพบมาก่อนหลังจีนเปิดโลกค้าสำเภาด้วยตนเองถึงอ่าวไทย โดยมีแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเส้นทางคมนาคมการค้าทวีความสำคัญ เพราะเชื่อมอ่าวไทยกับแหล่งทรัพยากรอยู่ดินแดนภายในถึงลุ่มน้ำโขงและเหนือขึ้นไปถึงจีน

ก่อนและหลังสร้างอโยธยาเมืองใหม่ รัฐละโว้กับรัฐสุพรรณภูมิต่างโยกย้ายผู้คนหลายเผ่าพันธุ์ยึดพื้นที่มีชุมชนคนละย่าน ดังนี้

ชุมชนละโว้ ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่บริเวณแม่น้ำลพบุรี-ป่าสัก (เก่า) ไหลสบกัน (ปัจจุบันเรียกคลองหันตรา อ.พระนครศรีอยุธยา ต่อเนื่อง อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา)

ชุมชนสุพรรณภูมิ ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่บริเวณ “เวียงเหล็ก” ของพระเจ้าอู่ทอง (ท้าวอู่ทอง) บริเวณสำเภาล่ม-คลองตะเคียน-คลองคูจาม มีศูนย์กลางอยู่วัดพุทไธศวรรย์ อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

 

นครธมร่วงโรย อยุธยารุ่งเรือง

ความร่วงโรยของนครธม (เมืองพระนครหลวง) ซึ่งเป็นรัฐเก่าที่โตนเลสาบในกัมพูชา มีขึ้นขณะเมืองอโยธยาศรีรามเทพซึ่งเป็นรัฐใหม่รุ่งเรืองบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทั้งนี้ มีเหตุจากลักษณะการค้าโลกเปลี่ยนไป ทำให้อ่าวไทยบริเวณคาบสมุทรคับคั่งด้วยสำเภาจีน แต่ไม่คึกคักทางโตนเลสาบ

การค้าโลกไม่เหมือนเดิม เมื่อการค้าสำเภาจีนทวีความเข้มแข็งมากขึ้นทั่วอ่าวไทยเพื่อควบคุมเส้นทางข้ามคาบสมุทร บริเวณฟากตะวันตกแม่น้ำเจ้าพระยาต่อเนื่องถึงแหลมมลายู ทำให้บ้านเมืองและผู้คนเคลื่อนไหวคึกคัก โดยเฉพาะคนพูดภาษามลายูทั่วหมู่เกาะและชายฝั่งแผ่นดินใหญ่ กับคนพูดภาษาไทยทั่วดินแดนภายในภาคพื้นทวีป มีการโยกย้ายถ่ายเททิศทางต่างๆ แต่ที่สำคัญคือการโยกย้ายจากลุ่มน้ำโขงและลุ่มน้ำต่อเนื่อง ลงลุ่มน้ำเจ้าพระยาเพื่อขนย้ายทรัพยากรค้าขายกับจีนทางท่าเรือซึ่งอยู่อ่าวไทยฝั่งคาบสมุทร

ลักษณะการค้าเปลี่ยนไปในภูมิภาคเมื่อเส้นทางการค้าทวีความสำคัญบริเวณคาบสมุทร ทำให้มีผลอย่างยิ่งต่อความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของภูมิภาค ได้แก่ (1.) รัฐรุ่นเก่าถดถอยความสำคัญเมื่อสำเภาจีนลดการติดต่อค้าขาย และ (2.) รัฐรุ่นใหม่ทวีความสำคัญเมื่อสำเภาจีนเพิ่มการติดต่อค้าขาย

เมืองพระนครหลวงที่โตนเลสาบในกัมพูชาร่วงโรยร่อแร่จากการค้าสำเภาจีนลดลงราวหลัง พ.ศ.1700 ส่วนเมืองอโยธยาศรีรามเทพรุ่งเรืองมั่งคั่งและมั่นคงมากขึ้นจากจีนอุดหนุนการค้าสำเภา (จีนเรียกอโยธยาอย่างสืบเนื่องถึงอยุธยาว่า “เสียนหลอ” เพราะเกิดจากการรวมตัวของ “เสียน” คือ สยาม หมายถึง รัฐสุพรรณภูมิ กับ “หลอ” คือ หลอฮก หมายถึงรัฐละโว้) เป็นช่วงเวลาหลังรัชกาลพระเจ้าชัยวรรมันที่ 7 เกิดสถานการณ์อ่อนแรงแล้วถดถอยของศาสนาพุทธฝ่ายมหายาน ขณะที่ศาสนาพุทธฝ่ายเถรวาท (จากลังกา) แข็งแรงคึกคักขึ้นกว่าแต่ก่อนจนแผ่กว้างเข้าไปถึงกัมพูชา ด้วยแนวคิดว่าพระราชามาจาก “ผู้มีบุญ” ที่สั่งสมบุญบารมีไว้เมื่อชาติก่อน ทำให้ชาตินี้มีความมั่งคั่งจากการค้าขาย ซึ่งเท่ากับสามัญชนหรือคนพ่อค้าสามารถเป็นกษัตริย์ได้

ดังนั้น ในกัมพูชาจึงมีความทรงจำจากคำบอกเล่าเรื่อง “ตาแตงหวาน” (ชื่อภาษาเขมรว่า “ตรอซกแผฺอม”)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...