โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตร.มะกันแชมป์วิสามัญกลุ่มจี7 สถิติชี้เหยื่อผิวดำอื้อกลุ่มจี7

Khaosod

อัพเดต 08 มิ.ย. 2563 เวลา 11.02 น. • เผยแพร่ 08 มิ.ย. 2563 เวลา 11.02 น.
CNN

ตร.มะกันแชมป์วิสามัญกลุ่มจี7 สถิติชี้เหยื่อผิวดำอื้อกลุ่มจี7

ตร.มะกันแชมป์วิสามัญกลุ่มจี7 - วันที่ 8 มิ.ย. ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า ข้อมูลสถิติล่าสุดบ่งชี้ว่าสหรัฐอเมริกาเป็นชาติที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อาวุธประจำกายเพื่อยิง และวิสามัญคนร้ายมากที่สุดในกลุ่มชาติจี7 ในจำนวนนี้ เป็นคนผิวดำมากที่สุด

ข้อมูลเบื้องต้นจากสำนักงานสถิติคดีความ หรือบีเจเอส ของสหรัฐ มีผู้เสียชีวิต 1,348 ราย ที่อาจมีความเกี่ยวเนื่องจากการจับกุมของตำรวจระหว่างเดือนมิ.ย. 2558 ถึงเดือนมี.ค. 2559 เฉลี่ยแล้วมีผู้เสียชีวิตจากการจับกุมของตำรวจอเมริกันถึง 135 รายต่อเดือน (4 รายต่อวัน)

หากเปรียบเทียบกับช่วงเวลาไล่เลี่ยกันกับสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) พบว่ามีผู้เสียชีวิตเพียง 13 ราย ส่วนที่ประเทศออสเตรเลียนั้นมี 21 ราย ถือเป็นการเปรียบเทียบข้อมูลที่เผยให้เห็นความแตกต่างที่น่าตกใจอย่างมาก

ตร.มะกันแชมป์วิสามัญกลุ่มจี7

แชมป์วิสามัญ

ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจสืบสวนกลางสหรัฐ หรือเอฟบีไอ ยังเผยให้เห็นข้อเท็จจริงที่ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสหรัฐใช้อาวุธประจำกายยิงวิสามัญคนร้ายมากที่สุดในกลุ่มชาติจี7ด้วย โดยในปี 2561 พบว่า ตำรวจอเมริกันวิสามัญคนร้ายไปถึง 407 ราย

ตร.มะกันแชมป์วิสามัญกลุ่มจี7

โดยตัวเลขดังกล่าวถือว่าต่ำกว่าข้อมูลของสื่อบางสำนัก และบรรดาหน่วยงานสิทธิมนุษยชนที่ต่างโจมตีข้อมูลดังกล่าวอย่างต่อเนื่องว่าต่ำกว่าข้อเท็จจริง อาทิ วอชิงตันโพสต์ นับได้ 1,004 ราย และกลุ่มติดตามความรุนแรงของตำรวจนับได้ถึง 1,099 ราย เมื่อปี 2562

นายเจมส์ โคมีย์ อดีตผู้อำนวยการเอฟบีไอ เคยระบุต่อคณะกรรมาธิการสภาคองเกรสเมื่อปี 2558 ว่ากรณีความรุนแรงของตำรวจไม่สามารถนำมาถกเถียงกันอย่างจริงจังได้ เพราะหน่วยงานมีข้อมูลไม่ครบถ้วน แต่ซีเอ็นเอ็นมองว่า แค่เพียงข้อมูลที่ไม่ครบนั้นก็ต่างจากชาติอื่นมาก

อาทิ นิวซีแลนด์ และอังกฤษ ซึ่งตำรวจมักไม่พกปืนเป็นอาวุธประจำกาย ขณะที่แคนาดานั้นแม้ตำรวจพกปืนแต่ก็มีการยิงวิสามัญเพียง 461 ราย ระหว่างปี 2543 ถึง 2560

ตร.มะกันแชมป์วิสามัญกลุ่มจี7

นอกจากนี้ ข้อมูลของเอฟบีไอ บ่งชี้ว่า ผู้ถูกจับกุมส่วนใหญ่นั้นมีสัญชาติอเมริกัน เช่นในปี 2561 มีผู้ถูกจับกุมถึง 10,310,960 คน เทียบได้กับการจับกุม 1 คน ในทุกๆ ประชากร 32 คน โดยชาวแอฟริกัน-อเมริกัน หรือคนผิวดำนั้นมีความถี่ของการเผชิญกับการจับกุมด้วยกำลังสูงกว่าผิวขาว

แนวโน้มใช้กำลังเกินกว่าเหตุต่อคนผิวดำสูง

ผลการศึกษาจากวารสาร American Journal of Health ตีพิมพ์เมื่อปี 2559 ยังพบว่าตำรวจมักใช้กำลังเกินกว่าเหตุในการจับกุมชาวอเมริกันผิวดำบ่อยมากกว่าต่อคนผิวขาว และคนผิวดำมีโอกาสเสียชีวิตสูงกว่าคนผิวขาวระหว่างการจับกุมเป็น 3 เท่า

ตร.มะกันแชมป์วิสามัญกลุ่มจี7

 

ข้อมูลยังพบว่า ชาวอเมริกันที่ถูกจับกุมนั้นมีจำนวนที่ถูกจำคุกมากกว่าชาติอื่นใดในโลก สอดคล้องกับการที่สหรัฐเป็นชาติที่มีเรือนจำมากที่สุดในโลกด้วย จากข้อมูลของ World Prison Brief กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

สหรัฐมีนักโทษมากที่สุดในโลก

รายงานระบุว่า มีมหานครใหญ่ในสหรัฐเพียง 4 แห่ง ที่มีประชากรรวมแล้วมากกว่านักโทษในเรือนจำ โดยปัจจุบันสหรัฐมีนักโทษกว่า 2.2 ล้านคน มากเสียยิ่งกว่าประชากรทั้งหมดในกรุงวอชิงตัน ดีซี เมืองบอสตัน และไมอามีรวมกัน

ตร.มะกันแชมป์วิสามัญกลุ่มจี7

หากถือว่ารัฐทั้ง 31 แห่งในสหรัฐเป็นประเทศ จะพบว่าทั้ง 31 มลรัฐนั้นมีอัตราการจับกุมและลงโทษมากกว่าชาติอื่นใดในโลก เช่น รัฐโอคลาโฮมา หลุยเซียนา และมิสซิสซิปปี ทุกๆ ประชากร 1,000 คน จะมีนักโทษ 1 คน เมื่อปี 2561

เปรียบเทียบกับประเทศอื่นที่มีอัตราการดำเนินคดีประชากรตัวเองสูงสุดรองจากสหรัฐในปีนั้น คือ เอล ซัลวาดอร์ อยู่ที่ 614 คน ต่อประชากร 100,000 คน

ตร.มะกันแชมป์วิสามัญกลุ่มจี7

นักโทษทั้งหมดในสหรัฐเป็นคนผิวดำมากถึงหนึ่งในสาม แม้สหรัฐจะมีประชากรคนผิวดำเพียงหนึ่งในแปดของประชากรทั้งหมด โดยแนวโน้มเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับอังกฤษ และแคนาดา แต่ปริมาณไม่มากเท่าสหรัฐ

ซีเอ็นเอ็น ระบุว่า ข้อมูลข้างต้นสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงสาเหตุของความเดือดดาลของชาวอเมริกันที่ออกมาประท้วงทั่วประเทศต่อความรุนแรงของตำรวจ และการเลือกปฏิบัติต่อคนผิวดำ หลังเหตุจับกุมนายจอร์จ ฟลอยด์ คนผิวดำจนเสียชีวิตด้วยน้ำมือของตำรวจผิวขาว 4 นาย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...