จักรกฤษณ์ สิริริน : กิจกรรมบำบัด "ไบโพลาร์" กรณีศึกษา "วินเซนต์ แวน โก๊ะห์"
หลายท่านอาจทราบว่า ทุกวันที่ 30 มีนาคมของทุกปีเป็นวัน “ไบโพลาร์โลก”
และหลายท่านก็อาจทราบว่า วันที่ 30 มีนาคม เป็นวันคล้ายวันเกิด “วินเซนต์ แวน โก๊ะห์”
แต่ผมเชื่อว่าบางท่านอาจไม่ทราบความเกี่ยวข้องของวัน “ไบโพลาร์โลก” กับวันเกิด “วินเซนต์ แวน โก๊ะห์” (Vincent van Gogh) ว่าเหตุใดจึงเป็น “วันเดียวกัน”
ใช่แล้วครับ “วินเซนต์ แวน โก๊ะห์” เป็นโรค “ไบโพลาร์”
Dr. Dietrich Blumer จิตแพทย์ชาวอเมริกัน ได้กล่าวว่า ลักษณะพฤติกรรมของ “วินเซนต์ แวน โก๊ะห์” นั้นเข้าข่ายอาการของโรค “ไบโพลาร์”
“สิ่งที่แวน โก๊ะห์ ประสบก็คือ ความผิดปกติทางอารมณ์แบบสองขั้ว เขาคลั่งไคล้ในภาวะการทำงานศิลปะ ขณะเดียวกันก็มีพฤติกรรมถอนตัวจากสังคมอยู่บ่อยครั้ง และหลายหนทีเดียวที่ถึงขั้นมองหาหนทางสู่ความตาย”
อาการทั้งหมดนี้เราสามารถพบได้ตลอดช่วงเวลาในชีวิตของ “แวน โก๊ะห์” ซึ่งสามารถอธิบายจากการกระทำของเขาหลายอย่าง Dr.Dietrich Blumer กล่าว และว่า
“หากพิจารณาภาพเขียนของแวน โก๊ะห์ คุณอาจรับรู้ได้ว่าเขาต้องการสื่อถึงความเจ็บไข้ได้ป่วย โดยเฉพาะที่สมอง และจิตใจอันบอบช้ำที่เขาต้องแบกรับตลอดชีวิต”
สีสันอันร้อนแรงที่ “แวน โก๊ะห์” เลือกใช้ มันฉูดฉาดมาก อีกทั้งวิธีการปัดและตวัดพู่กันที่สุดแสนฉวัดเฉวียน แม้ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ตั้งใจก็ตาม Dr. Dietrich Blumer กระชุ่น
แม้ว่าในห้วงเวลาที่เขาป่วยนั้น โลกของเรายังไม่รู้จักโรคที่ชื่อ “ไบโพลาร์” ก็ตาม อย่างไรก็ดี หากนำอาการที่ “วินเซนต์ แวน โก๊ะห์” แสดงออก มาจับกับข้อบ่งชี้แล้ว
แพทย์จึงพากันลงความเห็นว่าเขาเป็น “ไบโพลาร์”
Dr. Dietrich Blumer วิเคราะห์ว่า จากพื้นเพของ “วินเซนต์ แวน โก๊ะห์” ที่มีลักษณะของคนมีปมด้อย ขี้ใจน้อย ชอบเก็บตัว และมีอาการวิตกกังวล อ่อนไหวง่าย
ขณะเดียวกันกลับอ่อนโยน และมีเมตตาต่อคนทุกข์ยาก
“การที่เขาถูกปฏิเสธจากสังคม ไม่ว่าจะเป็นการไม่รับเข้าศาสนาหรือถูกขับไสไล่ส่ง ไม่มีใครมองเห็นคุณค่าผลงานศิลปะในช่วงที่เขามีชีวิตอยู่”
“สิ่งเหล่านี้ได้นำมาสู่ภาวะซึมเศร้า และพัฒนามาเป็นไบโพลาร์ในที่สุด จากความแปรปรวนทางอารมณ์อย่างรุนแรง” Dr. Dietrich Blumer สรุป
“ไบโพลาร์” หรือ “โรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว” (Bipolar Disorder) เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากการทำงานผิดปกติของสมอง ซึ่งเกิดความเสียสมดุลในการหลั่งสารสื่อนำประสาทครับ
มูลนิธิไบโพลาร์นานาชาติ หรือ International Bipolar Foundation (IBPF) บอกว่า อาการของผู้ป่วย “ไบโพลาร์” นั้นจะมี 2 ภาวะสลับกันไป กล่าวคือ
ภาวะ Mania หรือสภาพอารมณ์รื่นเริงที่เกินปกติ อาทิ ขยันมากเป็นพิเศษ ไอเดียพลุ่งพล่านอยู่ตลอดเวลา
กับอีกภาวะหนึ่งคือ Depressive หรือ “ซึมเศร้า” จิตตก รู้สึกไร้ค่า หดหู่ บางรายอาการรุนแรง อาจนำไปสู่การฆ่าตัวตาย!
IBPF ชี้ว่า หากจะกำหนดให้มี “วันไบโพลาร์โลก” แล้ว สิ่งเหมาะสมที่สุดก็คือ การนำ “วันเกิด” ของ “วินเซนต์ แวน โก๊ะห์” มาเป็นหมุดหมาย
นัยหนึ่งเพื่อการแสดงความเคารพต่อศิลปินผู้มีจิตใจงดงามท่านนี้
จึงได้ใส่ลงไปในปฏิทินกันว่า วันที่ 30 มีนาคมของทุกปี ที่ตรงกับวันคล้ายวันเกิดของ “วินเซนต์ แวน โก๊ะห์” นั้นเป็น “วันไบโพลาร์โลก” หรือ World Bipolar Day นั่นเอง
ว่ากันว่าภาพเขียน Self-Portrait with Bandaged Ear ของ “วินเซนต์ แวน โก๊ะห์” คือผลจากอาการ “ไบโพลาร์” ของเขา!
Self-Portrait with Bandaged Ear คือ รูปที่เขาวาดใบหน้าตนเองจากเงาสะท้อนในกระจก โดยเจตนาให้เห็น “หูข้างซ้าย” ของเขาที่มีผ้าพันแผล
จากการที่เขา “ตัดหูข้างซ้าย” ของตัวเอง!
“องค์การอนามัยโลก” ระบุว่า สามารถพบคนที่เป็น “ไบโพลาร์” ทั่วโลกประมาณร้อยละ 2 ของประชากร
ที่สำคัญก็คือ ความสูญเสียจาก “ไบโพลาร์” เนื่องจากการเจ็บป่วยหรือความพิการนั้น สูงมากถึงอันดับ 6 ของโลกเลยทีเดียว!
อย่างไรก็ดี “ไบโพลาร์” นี้สามารถให้การรักษา และผู้ป่วยก็กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ
ทว่าต้องรายล้อมด้วยกำลังใจและความเข้าใจจากคนรอบข้าง ที่สำคัญก็คือ ต้องได้รับการรักษาที่ต่อเนื่อง
เพราะหากไม่มีการติดตามอาการ และดูแลอย่างเหมาะสมแล้วก็มีโอกาสที่จะกลับมาเป็นซ้ำได้ถึงร้อยละ 90 เลยทีเดียว!
โดยกลุ่มเสี่ยงของ “ไบโพลาร์” นั้นก็ได้แก่ ผู้ที่มีญาติเป็นโรค “ซึมเศร้า” หรือเป็น “ไบโพลาร์” มาก่อนนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้นอกจากวิธีการรักษาตามแนวทางการแพทย์สมัยใหม่แล้ว มีการยอมรับกระบวนการอื่นๆ ที่จะให้เข้ามาช่วยเยียวยาอาการ “ไบโพลาร์” ได้หลากหลายรูปแบบ
ไม่ว่าจะเป็นการทำสมาธิ การเขียนหนังสือ หรือการสร้างสรรค์งานศิลปะ
งานวิจัยเรื่อง “โลกซึมเศร้า” ของ “ประไพพักตร์ เนียมรัตน์” วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า จากการรักษา “ไบโพลาร์” ที่แผนกจิตเวช โรงพยาบาลศิริราช ทำให้ผู้วิจัยได้มีโอกาสพบกับผู้ป่วยที่มีอาการเดียวกัน พบว่าหลายรายมีความสนใจในงานศิลปะ
“จากการพูดคุย แลกเปลี่ยนทัศนะมุมมองของสภาวะอาการเหล่านี้ ข้าพเจ้าได้นำบทสนทนานำมาวาดเป็นผลงานเพื่อให้คนปกติเข้าใจพวกเรามากยิ่งขึ้น และข้าพเจ้าหวังว่าพวกเขาจะมองเห็นโลกของข้าพเจ้าและผู้ป่วยคนอื่นผ่านงานศิลปะของข้าพเจ้าด้วยเช่นกัน”
“อีกทั้งเพื่อให้ตัวข้าพเจ้าและผู้ป่วยรอบตัว ได้สร้างปฏิสัมพันธ์ รับการเยียวยาบำบัดในเชิงความรู้สึก ควบคู่กับการรักษาทางการแพทย์ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติท่ามกลางความแปลกแยกจากสังคม”
นอกจากการสร้างสรรค์งานศิลปะแล้ว การทำสมาธิหรือการเขียนหนังสือ ก็สามารถช่วยบำบัดอาการ “ไบโพลาร์” ได้เช่นเดียวกัน
ดร.ศุภลักษณ์ เข็มทอง ได้เขียนบทความ “กิจกรรมบำบัดไบโพลาร์” ลงในคอลัมน์ “ก้าวย่างสู่เส้นทางการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยจิตเวช” นิตยสาร “เพื่อนรักษ์สุขภาพจิต” ปีที่ 15 ฉบับที่ 58 (มกราคม-มีนาคม 2558)
ดร.ศุภลักษณ์ เข็มทอง ได้ “ประเมินทางกิจกรรมบำบัด” และ “ออกแบบโปรแกรมการจัดการทักษะชีวิตด้วยตนเอง” ให้กับกรณีศึกษา เน้นการทบทวนความรู้ความเข้าใจในผลกระทบของ “ไบโพลาร์” ที่มีต่อความสุข และความสามารถในการทำกิจกรรม รวมถึงการดำเนินชีวิต
ประกอบด้วย การให้สะท้อนความรู้สึกผ่านตัวเลือกสัญลักษณ์ 3 คำพูด การทำสมาธิปล่อยความรู้สึกที่ว่างเปล่าราว 5 นาที และเขียนความรู้สึกในปัจจุบันขณะ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนความรู้สึกกับพ่อ-แม่ผู้ปกครอง ตามด้วยกิจกรรมการวาดรูปลายเส้น
ดร.ศุภลักษณ์ เข็มทอง เน้นให้ติดตามทบทวนสุขภาพของตัวเอง ฝึกสมาธิจดจ่อกับการนับเลข เช่น การนับอายุถอยหลัง หรือฝึกการเดินรอบห้องเป็นเวลา 6 นาที แล้วให้สะท้อนความรู้ ความเข้าใจ รวมถึงการสื่อสารกับคนรอบข้างในยามที่คนไข้ต้องการกำลังใจ และความช่วยเหลือ
ดร.ศุภลักษณ์ เข็มทอง สรุปในตอนท้ายว่า การประเมินทางกิจกรรมบำบัดและออกแบบโปรแกรมการจัดการทักษะชีวิตด้วยตนเอง เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ควรกระทำอย่างต่อเนื่อง จากนักกิจกรรมบำบัดร่วมกับการตรวจติดตามอาการที่เปลี่ยนแปลงจากโรค “ไบโพลาร์” และการรักษาด้วยยาจากจิตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
ที่สำคัญ ผู้ปกครองควรใส่ใจด้วยความรักและความรู้ในผู้มีประสบการณ์โรค “ไบโพลาร์” เช่นกัน