โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นางงามกับ “ความเป็นไทย” ในเวทีประกวดความงาม ฤๅต้อง “สวยแบบไทยๆ” ?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 03 ต.ค. 2564 เวลา 08.57 น. • เผยแพร่ 02 ต.ค. 2564 เวลา 14.35 น.
วณี เลาหเกียรติ์ นางสาวสยามคนที่ 2 (ภาพจากหนังสือ สมุดภาพนางงาม 2488 ห้องสมุด พ.อ. สมชาย หอมจิตร)

เป็นที่รู้กันว่าถึงช่วงปลายปีทีไรก็จะเข้าสู่เทศกาล “ประกวดนางงาม” ที่กำลังจัดประกวดกันอย่างคึกคักตั้งแต่ระดับตำบลจนไปถึงเวทีระดับชาติ โดยแต่ละเวทีล้วนแล้วแต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างกันออกไป  แต่ที่ทุกเวทีน้อยใหญ่มีเหมือนกันหมดนั่นก็คือการนำเสนอ “ความเป็นไทย” ผ่านรูปแบบต่างๆ เช่น การแต่งกายชุดไทย การแสดงศิลปวัฒนธรรม ไปจนถึงการตอบคำถาม ซึ่งหากมองย้อนไปในอดีตแล้ว  ความเป็นไทยยังส่งผลต่อการเลือก “ผู้ชนะ” ในการประกวดนางงามอีกด้วย และในปัจจุบันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายคนยังมีทัศนคติในการให้คำนิยามความงามของนางงามไทยที่ยังยึดติดกับคำว่า “หน้าไทย” หรือ“สวยแบบไทยๆ” ซึ่งความเชื่อดังกล่าวนั้นล้วนเป็นความงามแบบไทยแท้จริงหรือ?

นางงามไทย ต้องเลือดไทยแท้ ?

การประกวดนางงามซึ่งเป็นวัฒนธรรมตะวันตกได้เข้าสู่สังคมไทยในช่วงต้นทศวรรษ 2470 โดยปรากฏหลักฐานพบที่ จ.ลำพูน  เป็นครั้งแรก  ตามมาด้วย จ.เชียงใหม่  จ.เพชรบุรี และ จ.นครปฐม ตามลำดับ  ซึ่งแต่เดิมการประกวดนางงามถูกจัดขึ้นใน “งานเทศกาลประจำปีของท้องถิ่น” เพื่อสร้างความสนุกสนานให้แก่งาน จนกระทั่งการเกิดขึ้นของการประกวด “นางสาวสยาม” เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2477 ในงานฉลองรัฐธรรมนูญที่ส่งผลให้เริ่มมีการประกวดนางงามประจำจังหวัดทั่วทั้งประเทศ จึงทำให้การประกวดนางงามในยุคนั้นถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองภายใต้การนำของของรัฐบาล“คณะราษฎร”

ทัศนคติความงามแบบไทยในยุคปัจจุบัน อาจใช้ไม่ได้กับหลักเกณฑ์การคัดเลือกนางสาวสยามในยุคนั้น เพราะการประกวดนางสาวสยามในปีแรก ผู้ชนะคือ นางสาวกันยา  เทียนสว่าง จาก จ.พระนคร (กรุงเทพ) กลับมีรูปลักษณ์ความงามและผิวพรรณแบบตะวันตก จึงมีชื่อเล่นว่า “ลูซิล”

..ด้วยเหตุที่หน้าคมคาย จมูกโด่งเหมือนฝรั่ง พ่อแม่จึงตั้งชื่อให้ว่า ลูซิล” อีกทั้งเธอยังมีเชื้อสายมอญจากคุณยายของเธอ คือ นางยิ่ง สังขดุลย์ ผู้เป็นภรรยาของพระพิจิตรจำนง

ในปีถัดมา (พ.ศ.2478) ผู้ชนะนางสาวสยาม คือ นางสาววณี  เลาหเกียรติ จากจ.พระนคร ซึ่งเธอก็เป็นสาวไทยเชื้อสายจีน ทายาทเจ้าของห้างเคียมฮั่วเฮ็งและเจ้าของที่ดินแปลงใหญ่ย่านถนนคอนแวนต์  นอกจากนี้ เธอยังนับถือศาสนาคริสต์อีกด้วย หรือแม้แต่ นางสาวเรียม เพศยนาวิน ก็เป็นสาวมุสลิมคนแรกที่ได้ครองตำแหน่งนางสาวไทยในปี พ.ศ. 2482

คลิกอ่านเพิ่มเติม : ชีวิตและความรักของ “เรียม เพศยนาวิน” นางสาวไทยที่พบรักเจ้าผู้ครองรัฐในมาเลเซีย

ในส่วนของต่างจังหวัดก็พบว่าผู้ชนะการประกวดในบางพื้นที่ก็เป็นสาวไทยหลากหลายเชื้อชาติ อาทิ นางสาวกิมล้วน สาวไทยเชื้อสายจีนผู้ได้รับตำแหน่งนางงามประจำร้านในงานฤดูหนาว จ.เชียงใหม่  พ.ศ.2476 นางสาวติ้วหลัน เตียวตระกูล นางสาวลำปางคนแรก (พ.ศ.2478) ก็มีเชื้อสายจีนเช่นเดียวกัน และนางสาวลมุน พันธุมินทร์ สาวเชียงใหม่เชื้อสายพม่าที่ได้รับตำแหน่งนางสาวเชียงใหม่ พ.ศ.2484

จะเห็นได้ว่านางงามในเวทีท้องถิ่นและระดับชาติที่หยิบยกมา ล้วนแล้วแต่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและศาสนา แล้วนิยามความงามแบบไทยคืออะไร? ในเมื่อพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ชาติไทยก็ล้วนแล้วแต่การเกิดจากการผสมผสานหลากหลายชาติพันธุ์รวมกัน

นางงามหน้าฝรั่ง  ในหน้าประวัติศาสตร์ไทย

นิยามความหมายของคำว่า “ลูกครึ่ง” ในสังคมไทยยุคนั้นให้น้ำหนักไปที่คนที่มีเชื้อชาติของประเทศตะวันตกผสมอยู่ เพราะหากพิจารณาจากนางงามไทยใบหน้าเอเชียก็แทบจะแยกไม่ออกว่าความงามแบบไทยแท้คืออะไร ดังนั้นจะพบว่าในปี พ.ศ. 2491 นางสาวเรณู พิบูลภานุวัฒน์ลูกเสี้ยวยุโรป ได้รองนางสาวไทย พ.ศ.2491 ต่อมาในปี พ.ศ. 2496 ก็มีนางงามที่เป็นลูกครึ่งคนแรก คือ นางสาวอมรา อัศวนนท์  ธิดาคนโตของหลวงประเจิดอักษรลักษณ์ (สมโภช อัศวนนท์) กับมาดามยอร์เฮท (Georgette) ชาวฝรั่งเศส  ได้รับตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับที่ 3 ในการประกวดนางสาวไทย และเธอยังเป็นตัวแทนสาวไทยคนแรกที่เข้าร่วมประกวดนางงามจักรวาล (Miss Universe) ณ สหรัฐอเมริกา ด้วยทุนส่วนตัว

ฉากสุดท้ายของงานฉลองรัฐธรรมนูญเริ่มขึ้นเมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำการรัฐประหารรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในปี พ.ศ.2500 และทำการยกเลิกงานฉลองรัฐธรรมนูญ การทำรัฐประหารดังกล่าวจึงเป็นเสมือนการตัดขาดอุดมการณ์ทางการเมืองกับคณะราษฎร

เมื่อยกเลิกงานฉลองรัฐธรรมนูญการประกวดนางสาวไทยก็ต้องถูกยกเลิกไปด้วย แต่ถึงอย่างไรก็ดีในส่วนของต่างจังหวัดก็ยังคงจัดงานโดยเปลี่ยนมาใช้ชื่อ “งานกาชาด” หรือ “งานฤดูหนาว” แทน ในขณะเดียวกันทางสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธฯ ได้จัดงานวชิราวุธานุสรณ์เพื่อรำลึกถึงพระเกียรติคุณในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในงานได้มีการจัดประกวดนางงามวชิราวุธในปี พ.ศ. 2504 เป็นปีแรกซึ่งนางสาวนงคราญ  โกลละสุต สาวไทยลูกเสี้ยวเนเธอร์แลนด์จากจังหวัดสงขลา ได้มงกุฎในปีนั้นมาครอบครอง

ความเป็นไทยในทัศนคตินางงาม

การประกวดนางงามในยุคก่อนทศวรรษ 2500 เกณฑ์การตัดสินจะเน้นไปที่ความสวยงามของรูปร่างหน้าตา ท่วงท่าของการเดิน และยังไม่ได้มีการตอบคำถามเหมือนในปัจจุบัน ดังนั้นความงามในยุคนั้นจะเน้นนางงามที่สวยตามแบบธรรมชาติ จนกระทั่งในปี พ.ศ.2507 หลังการอสัญกรรมของจอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์ มาได้ 1 ปี พลเอกประภาส  จารุเสถียร (ยศในขณะนั้น) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและยังดำรงตำแหน่งนายกสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธฯ ได้เสนอให้มีการเปลี่ยนชื่อการประกวดนางงามวชิราวุธมาเป็นนางสาวไทย ทั้งนี้โดยให้เหตุผลว่าเป็นการรักษาเกียรติของหญิงไทยที่เป็นนางงาม

…นางสาวไทยที่ได้รับการคัดเลือกแต่ต้นมา  ไม่เคยทำความเสียหายด่างพร้อยแก่สตรีไทย  แต่งงานเป็นหลักเป็นฐาน  และทำราชการได้ดิบได้ดีทั้งนั้น  แต่เมื่อมีการใช้ชื่ออื่น  เช่น เทพีนั่น  เทพีนี่  ก็ถูกชักจูงให้เสียหาย  แม้แต่ไปเป็นเมียน้อยเขาก็มากมาย  แต่ถ้าหากใช้ชื่อนางสาวไทย  อย่างน้อยก็ทำให้ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกรู้จักรักษาชื่อเสียงตัวเอง ”

ดังนั้นในปี พ.ศ.2507 จึงมีการรื้อฟื้นการประกวดนางสาวไทยขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งผู้ที่ได้รับตำแหน่งคือ นางสาวอาภัสรา  หงสกุล ในขณะเดียวกันบริษัท Miss Universe Organization บริษัทเอกชนผู้จัดประกวดนางงามจักรวาลได้ติดต่อกองประกวดนางสาวไทยผ่านทางองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (อ.ส.ท.) ให้ส่งนางสาวไทยเข้าร่วมประกวดนางงามจักรวาลโดยทางบริษัทฯจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้ทั้งหมด

ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยมุ่งหวังว่าจะใช้การประกวดนางงามจักรวาลในการเผยแพร่ความเป็นไทยให้ชาวต่างชาติรู้จักผ่านการนำเสนอของสาวงามผู้เป็นตัวแทนประเทศไทย

ดังนั้นจะเห็นได้ว่านางสาวอาภัสรามักสวมชุดไทย หรือไม่ก็ชุดที่ตัดจากผ้าไทย พร้อมทั้งนำร่มบ่อสร้าง จาก จ.เชียงใหม่รวมถึงการไหว้ไปนำเสนอในระหว่างการประกวด อีกทั้งเนื้อหาของการสัมภาษณ์บนเวทีประกวดก็เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวทั้งสิ้น

“พิธีกร : ถ้าผมไปเที่ยวประเทศของคุณ  คุณอยากจะนำเสนอสิ่งใดมากที่สุด? **

“อาภัสรา : พระบรมหาราชวังค่ะ**

“พิธีกร : ช่วยพูดเชิญชวนให้คนมาเที่ยวประเทศของคุณ เป็นภาษาของคุณ?**

“อาภัสรา : โปรดมาเที่ยวที่เมืองของฉัน

ในที่สุดนางสาวอาภัสรา หงสกุล ก็เป็นผู้ชนะและเปิดหน้าประวัติศาสตร์นางงามจักรวาลคนแรกของไทย

การได้มงกุฎนางงามจักรวาลของไทยส่งผลให้เกิดปฏิรูปวงการนางงามในประเทศ  โดยเฉพาะการการนำเสนอความเป็นไทยผ่านตัวนางงามก็ถูกใช้อย่างเข้มข้นในปีต่อๆมา เพราะนางสาวไทยนอกจากจะเป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวดนางงามจักรวาลแล้ว ยังจะได้รับการแต่งตั้งเป็นทูตวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของประเทศ อีกทั้งเพิ่มรอบสัมภาษณ์เพื่อให้สอดคล้องกับการประกวดนางงามในเวทีโลก ซึ่งสาวงามที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจะต้องตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องทั่วไป เช่น ถ้าได้รับตำแหน่งนางสาวไทยจะช่วยเหลือสังคมอย่างไร คุณชอบทานอาหารไทยอะไร คุณจะนำเสนอความเป็นไทยอะไรในเวทีโลก ฯลฯ

คลิกอ่านเพิ่มเติม : ประวัติศาสตร์ “การคัดค้าน” ผลตัดสินประกวดนางงาม “ดราม่าแรกในวงการนางงามสยาม”

ความเป็นไทยในเวทีโลก

“การประกวดชุดประจำชาติยอดเยี่ยม” สามารถเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการนำเสนอ “ความเป็นไทย” บนเวทีนางงามจักรวาล ซึ่งนางสาวแสงเดือน แม้นวงศ์ นางสาวไทย พ.ศ.2512  ได้สวมชุด “นางรำ” จนได้รับรางวัลชนะเลิศชุดประจำชาติยอดเยี่ยมเป็นคนแรกของไทย จนกระทั่งผ่านมาให้หลังเกือบ 20 ปี  นางสาวภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก นางสาวไทย พ.ศ.2531 สามารถคว้ามงกุฎนางงามจักรวาลคนที่ 2 ของไทยพร้อมรางวัลชุดประจำชาติยอดเยี่ยม จึงเป็นการจุดกระแสความนิยมการนำเสนอความเป็นไทยผ่านเวทีนางงามให้ปะทุขึ้นอีกครั้ง ดังนั้นในปี พ.ศ.2535 ประเทศไทยจึงได้ขอเป็นเจ้าภาพจัดการประกวดนางงามจักรวาลครั้งแรก โดยมุ่งหวังเรื่องการเผยแพร่วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวไทยเป็นหลัก

ในขณะเดียวกัน การคัดเลือกตัวแทนประเทศปีนี้เป็นไปอย่างคึกคัก เพราะมีสาวสวยมากหน้าหลายตาทั่วประเทศรวมไปถึงสาวไทยจากต่างแดนต่างตบเท้าเข้ามาประกวด ซึ่งสาวงามตัวเต็งในปีนั้นเป็นสาวลูกครึ่งไทยอเมริกันนามว่า นางสาวจิดาภา  ณ ลำเลียง ที่สามารถกวาดรางวัลพิเศษไปถึง 4 รางวัล โดยคณะกรรมการมองว่าเธอควรได้รับรางวัลเนื่องจากพูดภาษาอังกฤษได้และสวยทันสมัยแบบสากล แต่คณะกรรมการอีกส่วนหนึ่งมองว่าเธอยังไม่เหมาะกับการเป็นตัวแทนประเทศไทย เพราะหน้าฝรั่ง พูดไทยไม่ชัด ไม่รู้วัฒนธรรมไทย สุดท้ายคณะกรรมการจึงตัดสินให้นางสาวอรอนงค์  ปัญญาวงศ์ สาวงามจากเชียงใหม่ ผู้ที่ได้รับรางวัลความสามารถพิเศษจากการฟ้อนสาวไหมเป็นผู้ชนะ เพราะมองว่าปีนี้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ต้องเลือกคนหน้าไทยและรู้จักความเป็นไทยอย่างดี

หากย้อนดูประวัติศาสตร์ผู้ครองมงกุฎนางสาวไทยที่ผ่านมาแล้วนั้น “ผู้ชนะ” ก็ล้วนแล้วแต่มีความงามตามความเข้าใจของคนส่วนใหญ่  ที่ให้คำนิยามความงามดังกล่าวว่า “สวยแบบไทยๆ” ซึ่งอาจเป็นการปิดกั้นการให้คุณค่าความงามของหญิงไทยเชื้อชาติอื่นบนพื้นฐานความงามแบบไทยแท้ที่ไม่มีอยู่จริง

คลิกอ่านเพิ่มเติม : นางงามไทย: จากใต้อำนาจรัฐสู่การรับใช้นายทุน

 

อ้างอิง

นฤบาล  หว่างตระกูล  สัมภาษณ์, 11 ตุลาคม พ.ศ.2563.

วิศเวศ  วัฒนสุข.  สัมภาษณ์, 11 ตุลาคม พ.ศ.2563.

วิศเวศ  วัฒนสุข.  8 ทศวรรษ ดอกเอื้องเวียงพิงค์ สายสัมพันธ์แห่งอารยธรรม. กรุงเทพฯ : ม.ป.พ. 2549.

สุพัตรา  กอบกิจสุขสกุล. การประกวดนางสาวไทย (พ.ศ.2477 – 2530). วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต  สาขาวิชาประวัติศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,  2531.

อรสม  สุทธิสาคร.  ดอกไม้ของชาติ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์รวมทรรศน์. 2533.

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 12 ตุลาคม 2563

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...