โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จิตร ภูมิศักดิ์ เป็น dogmatic Marxist จริงหรือ? (1) | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 26 ก.พ. 2568 เวลา 08.08 น. • เผยแพร่ 26 พ.ย. 2567 เวลา 02.41 น.

ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

จิตร ภูมิศักดิ์

เป็น dogmatic Marxist จริงหรือ? (1)

อาทิตย์ก่อนผมไปบรรยายเรื่อง “ประวัติศาสตร์ไทยจาก 2475 ถึงปัจจุบัน” สำหรับนิสิตปีหนึ่งในหลักสูตรนานาชาติภาษาและวัฒนธรรม (Bachelor of Arts in Language and Culture, BALAC) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ทำให้ได้ไปร่วมงานเสวนา “ทบทวนกระแสจิต(ร) : มุมมองผ่านผลงานของจิตร ภูมิศักดิ์” จัดโดย คณะกรรมการนิสิตอักษรศาสตร์ (ก.อศ.) สถานที่จัดงานคือ โถงอาคารมหาจักรีสิรินธร คณะอักษรศาสตร์ ในวันที่ 12 พฤศจิกายนด้วย

ส่วนงานก่อนหน้านี้คือ “94 ปี ชาตกาล จิตร ภูมิศักดิ์” จัดโดยสภานิสิต จุฬาฯ สโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ คณะกรรมการนิสิตนิเทศศาสตร์ และคณะกรรมการนิสิตวิศวกรรมศาสตร์ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2567 ณ ลานจักรพงษ์ ในงานมีการเสวนาในหัวข้อ “ฤๅจะเป็นการสิ้นสุดของยุคแสวงหา?”

ผู้เสวนามีรองศาสตราจารย์ ดร.ธำรงศักดิ์ เพ็ชรเลิศอนันต์ คุณพรรณิการ์ วานิช และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธิบดี บัวคำศรี ในงานยังมีการมอบรางวัล “จิตร ภูมิศักดิ์” ประจำปี 2567 ด้วย

ไม่น่าเชื่อว่าตำนานชีวิตและงานของจิตร ภูมิศักดิ์ กลับมามีชีวิตอีกครั้งในสถาบันที่เขาเคยศึกษาและถูกทำโทษ ข้อหากระทำการอันล้ำหน้ายุคสมัยหรือแปลเป็นไทยว่า “หัวรุนแรง”

ในเย็นวันนั้นมีการอภิปรายถึงผลงานสำคัญของจิตรสองชิ้นคือ “โฉมหน้าศักดินาไทยในปัจจุบัน” กับ “ความเป็นมาของคำสยาม, ไทย ลาวและขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ”

ผู้อภิปรายผลงานเล่มแรกคือผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เกษม เพ็ญภินันท์ แห่งภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งบรรยายถึงผลงานสำคัญของจิตร ภูมิศักดิ์ อย่างละเอียดและให้บริบทความเป็นมาของการใช้ลัทธิมาร์กซ์ในการเขียนประวัติศาสตร์จากตะวันตกถึงไทยอย่างดี

จนถึงช่วงสุดท้ายคือการวิเคราะห์และวิพากษ์ทฤษฎีลัทธิมาร์กซ์ที่จิตรใช้ในการเขียนงานใหญ่เรื่องนั้น

กล่าวโดยสรุปคือยังเป็นการประยุกต์ใช้ลัทธิมาร์กซ์อย่าง “dogmatic” หรือที่ฝ่ายซ้ายเรียกว่า “ลัทธิคัมภีร์” เนื่องจากเป็นการใช้อย่างตายตัวและเดินตามทฤษฎีที่มีการยึดถือกันมาโดยไม่วิพากษ์แต่ประการใด

ข้อวิพากษ์นี้ใช้อย่างเอาจริงเอาจังโดยเฉพาะในหมู่สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)

ผมเข้าใจว่าคำวิจารณ์ดังกล่าวมาจากการเปรียบเทียบการประยุกต์ใช้ทฤษฎีลัทธิมาร์กซ์ในการศึกษาวิเคราะห์สังคมโดยเฉพาะในระยะเปลี่ยนผ่านจากระบอบฟิวดัลหรือศักดินาฝรั่งมาสู่ระบอบทุนนิยม

ซึ่งการศึกษาวิเคราะห์ในยุโรปอเมริกามีการชี้ให้เห็นข้อบกพร่องและผิดพลาดต่างๆ ของนักลัทธิมาร์กซ์ตะวันตกอย่างละเอียด

ผลงานสำคัญปรากฏในหนังสือเรื่อง The Transition from Feudalism to Capitalism (1976) (“วิวาทะการเปลี่ยนผ่านจากระบอบฟิวดัลสู่ทุนนิยม”) จุดประกายโดยสองนักลัทธิมาร์กซ์ชื่อดัง พอล สวีซี่ (Paul Sweezy) และมอริซ ด็อบบ์ (Maurice Dobb)

กล่าวโดยสรุปวิวาทะการเปลี่ยนผ่านจากระบบฟิวดัลสู่ระบบทุนนิยมครั้งนั้นถือได้ว่าเป็นการเปิดเวทีครั้งแรกให้แก่นักลัทธิมาร์กซ์มาอภิปรายโต้เถียงกันในปัญหาการวิเคราะห์วิถีการผลิต (mode of production) ของระบบฟิวดัลอย่างเป็นระบบ ประเด็นสำคัญที่ได้มีการอภิปรายได้แก่ 1) นิยามว่าด้วยทาสกสิกร (serfdom) 2) กำเนิดของเมือง บทบาทของช่างฝีมือหัตอุตสาหกรรม 3) พ่อค้ากับเศรษฐกิจเงินตรา 4) การผลิตสินค้าอย่างธรรมดา 5) หนทางที่เป็นทางเลือกสำหรับการเกิดการผลิตแบบนายทุน 6) มโนทัศน์ว่าด้วย “พลังผลักดันที่เป็นหลัก” (prime mover)

ประเด็นเหล่านั้นมีคุณูปการใหญ่หลวงในการสร้างเสริมความสมบูรณ์ให้ทฤษฎีการเกิดระบบทุนนิยมที่เสนอโดยมาร์กซ์ในนิพนธ์เรื่อง “ทุน” ซึ่งมาร์กซ์อรรถาธิบายกระบวนการและวิธีการเปลี่ยนแปลงจากการผลิตในระบอบฟิวดัลมาสู่ทุนนิยมในยุโรป โดยเฉพาะในอังกฤษที่เขามีข้อมูลและงานค้นคว้าทางเศรษฐกิจในประวัติศาสตร์ยุคดังกล่าวมากที่สุด

มาร์กซ์อธิบายถึงลักษณะของแนวการผลิตที่เปลี่ยนไปแล้วสรุปออกมาเป็นทฤษฎีนามธรรมที่มีลักษณะทั่วไป

ซึ่งคนที่อ่านมักนำเอาไปใช้แบบสูตรสำเร็จในการอธิบายการเกิดขึ้นของระบบทุนนิยมและความเสื่อมสลายของระบบฟิวดัลและศักดินา ในลักษณะที่เหมือนกันทุกระบบสังคมเพียงแค่มีการกดขี่ทางชนชั้นอยู่ก็เข้าข่ายเลย

โดยไม่สนใจว่าบริบทสังคมในยุโรปกับในเอเชียมีความแตกต่างและไม่เหมือนกันในรายละเอียดทางปฏิบัติอย่างไรบ้าง

ประเด็นนี้คือที่มาของคำวิพากษ์ประการแรกของพอล สวีซี่ ที่มีต่องานเขียนเรื่อง “การศึกษาในพัฒนาการของระบบทุนนิยม”ของมอริช ด็อบบ์ (Studies in the Development of Capitalism, 1946) ว่าเขาไม่ได้ระบุตั้งแต่แรกว่างานศึกษานี้จำกัดแต่เฉพาะในยุโรปตะวันตกเท่านั้น ไม่ใช่เกิดกับทุกระบบสังคมและประเทศในโลก

จากนั้นสวีซี่วิจารณ์ถึงทฤษฎีว่าด้วยความเสื่อมสลายของระบบฟิวดัลของมอริซ ด็อบบ์ ที่อ้างว่าเกิดจากการขูดรีดและเอาเปรียบพวกทาสกสิกรมากเกิน ตรงนี้สวีซี่เห็นว่าด็อบบ์ไม่มีหลักฐานรองรับคำกล่าวอ้างดังกล่าว

สวีซี่อ้างหลักฐานการศึกษาการค้าสมัยนั้นว่ามีความก้าวหน้าและขยายไปยังการค้าทางไกล เหล่านี้มีผลต่อการกดดันให้ชนชั้นเจ้าที่ดินต้องผ่อนปรนการขูดรีดเพราะแรงงานต้องการไปทำการผลิตนอกความสัมพันธ์แบบฟิวดัล

ทั้งหมดนี้คือการทำให้อรรถาธิบายเรื่องความเสื่อมของระบบฟิวดัลไปสู่กำเนิดระบบทุนมีลักษณะพลวัตที่ไม่ใช่ตายตัว

ตรงนี้เองคือปมเงื่อนของปัญหาใหญ่สำหรับนักลัทธิมาร์กซ์ไทยที่ไม่เคยมีการวิวาทะถึงความจริงในทฤษฎีว่ามีมากในเรื่องอะไรและมีน้อยในประเด็นอะไร

ที่ผ่านมาโดยเฉพาะในกลุ่มนักลัทธิมาร์กซ์นอกตะวันตกมีแต่การนำเอาทฤษฎีมาร์กซ์มาใช้อย่างสำเร็จรูป

การจะตีความประวัติศาสตร์ที่ตรงกับข้อเขียนของมาร์กซ์ได้ ก็ต้องอ่านข้อเขียนของมาร์กซ์เองจำนวนหนึ่งเสียก่อน ไม่ใช่อ้างจากงานเขียนชั้นสองซึ่งก็ไม่รู้ว่าผู้เขียนได้อ่านนิพนธ์ของมาร์กซ์เองหรือไม่

การที่ผมให้น้ำหนักไปที่การมีประสบการณ์ตรงกับข้อเขียนของมาร์กซ์เพราะผมประสบด้วยตัวเองหลังจากได้อ่านและแปลนิพนธ์เรื่อง “ทุน” ของมาร์กซ์แล้ว จึงตระหนักว่าความเข้าใจที่เรามีต่อทฤษฎีลัทธิมาร์กซ์นั้นผิดพลาดและคลาดเคลื่อนไปไม่น้อย

ที่สำคัญคือมันไม่ทำให้เรามีทัศนะวิพากษ์ในความถูกต้องและเป็นวิทยาศาสตร์ของลัทธิมาร์กซ์เอง ซึ่งเป็นหลักการที่มาร์กซ์เองก็ตอกย้ำบ่อยครั้งมากในข้อเขียนของเขา ว่าอย่าเชื่อโดยไม่ได้ทำการค้นคว้าอย่างรอบด้าน

ที่ผ่านมาเราก็มักว่าไปตามคำวินิจฉัยและความเห็นของนักลัทธิมาร์กซ์ชั้นที่สองที่เราอ่าน จะต่อยอดหรือวิพากษ์เนื้อหาของมาร์กซ์จากงานชั้นสองเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้

จุดนี้เองที่ทำให้นักเรียนลัทธิมาร์กซ์ส่วนใหญ่กลายเป็นนักท่องจำนักลัทธิคัมภีร์และเทศนาในวรรคต่างๆ ของมาร์กซ์มากกว่าพูดจากความเข้าใจของตนเอง

อีกข้อที่ทำให้นักลัทธิมาร์กซ์ไทยประสบปัญหาในเรื่องการศึกษาอย่างมากคือการเซ็นเซอร์และห้ามอ่านงานมาร์กซ์และนักลัทธิมาร์กซ์ทั้งหลายที่เรียกว่าคอมมิวนิสต์

ปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้าที่มีหลักฐานว่าเคยอ่านนิพนธ์มาร์กซ์ในภาษาอังกฤษมีอยู่เพียงคนเดียวคือคุณสุภา ศิริมานนท์ บรรณาธิการ “อักษรสาส์น” (2492-2495)

ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าจุดอ่อนของนักลัทธิมาร์กซ์ไทยคือไม่ได้อ่านนิพนธ์ของมาร์กซ์เอง ส่วนใหญ่อ่านจากต้นฉบับตัดตอน

แม้แต่จิตรเองก็ไม่มีหลักฐานว่าได้อ่านนิพนธ์ของมาร์กซ์ในลักษณะที่เป็นหลักฐานชั้นต้นทั้งเล่ม (แม้ในภาษาอังกฤษก็ตาม)

ที่จิตรได้อ่านข้อเขียนของมาร์กซ์มากที่สุดก็ในหนังสือ คาร์ล มาร์กซ์ ประวัติย่อ แปลจาก Karl Marx : Biography by E. Stepanova ฉบับพิมพ์ครั้งที่สอง แก้ไขปรับปรุง สำนักพิมพ์ภาษาต่างประเทศ มอสโก 1960 ผู้แปลจากภาษารัสเซียเป็นอังกฤษ J. Gibbons ผู้แก้ไขและขัดเกลาคำแปลให้สมบูรณ์ L. Gavurina

เล่มนี้จากการบอกเล่าของทองใบ ทองเปาด์ จิตรแปลและเรียบเรียงระหว่างที่ถูกขังอยู่ในคุกลาดยาวระหว่างปี พ.ศ.2501-2507 ในหนังสือประวัติย่อนี้มีการอ้างถึงนิพนธ์ของมาร์กซ์ที่สำคัญรวม 13 เล่มรวมทั้ง Capital, Grundrisse, และ German Ideology.

จากสภาพของความรู้ในลัทธิมาร์กซ์ของนักคิดไทยที่ถูกมัดมือชกมาตลอด จึงไม่ใช่เรื่องประหลาดหากกลับมาอ่านข้อเขียนของจิตรแล้วเจอปัญหาดังที่ อ.เกษมเสนอคือ “เป็นลัทธิคัมภีร์” มากไปหน่อย

ประเด็นที่ผมต้องการอภิปรายในงานเขียนของจิตรคือว่าด้วยเนื้อหาในทฤษฎีวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ที่เขาใช้โดยเฉพาะใน “โฉมหน้าศักดินาไทยในปัจจุบัน” ว่ามีจุดอ่อนและจุดแข็งอะไรบ้าง

งานเขียนนี้แต่แรกเป็นบทความขนาดยาวที่พิมพ์ในหนังสือนิติศาสตร์ฉบับกึ่งพุทธกาล 2500 ที่ออกมาวิพากษ์ประวัติศาสตร์ไทยและนักประวัติศาสตร์ไทยที่นำเสนอประวัติศาสตร์อย่างไม่เป็นวิทยาศาสตร์

จิตรเริ่มต้นด้วยการอธิบายถึง “ลักษณะของระบบผลิตศักดินาโดยทั่วไป” โดยแบ่งออกเป็น

1) ลักษณะทางเศรษฐกิจของระบบศักดินา

2) ลักษณะทางการเมือง

3) ลักษณะทางวัฒนธรรม ซึ่งในหัวข้อเหล่านี้เขายังใช้ข้อมูลและประวัติศาสตร์ไทยประกอบคำอธิบายเคียงข้างประวัติศาสตร์ยุโรป หัวข้อนี้อาจวิจารณ์ได้ว่าเป็นยุโรปมากเพราะนำมาจากทฤษฎีระบบฟิวดัล

หัวข้อต่อไป “กำเนิดของระบบศักดินาโดยทั่วไป” หัวใจของข้อนี้คือการที่ทำให้ประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนผ่านจากระบบสังคมหรือวิถีการผลิตหนึ่งดำเนินไปภายใต้กฎที่เป็นวิทยาศาสตร์ ที่ไม่อาจเปลี่ยนหรือปฏิเสธได้

หัวข้อนี้พยายามทำให้ผู้อ่านเชื่อในวิวัฒนาการของสังคมว่าต้องสืบเนื่องมาจากสังคมก่อนหน้านี้ได้แก่ระบบทาส เขาจึงเรียบเรียงประวัติศาสตร์ช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ให้เป็นทฤษฎีภายใต้หัวข้อ “ระบบศักดินาของไทยเป็นระบบที่ได้เกิดขึ้นโดยมีระบบทาสเป็นพื้นฐาน”

อันเป็นที่มาของวิวาทะโดยนักประวัติศาสตร์ไทยกระแสหลักในเวลาต่อมา เพราะได้เพียรพยายามมานานนับสิบๆ ปีที่จะพิสูจน์ตามมติของ “บิดาประวัติศาสตร์” ว่าสังคมไทยแต่เดิมก่อนที่จะลงมาอยู่ที่สุโขทัยหาได้มีระบบทาสไม่

การมีทาสกรรมกรของไทยในกรุงศรีอยุธยานั้นมามีขึ้นก็เมื่อมาพบกับเขมรในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา

(ยังมีต่อ)

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จิตร ภูมิศักดิ์ เป็น dogmatic Marxist จริงหรือ? (1) | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...