โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รัฐ “ปลดล็อก” ส่งออกข้าว ลดสต๊อก/ค่าธรรมเนียม “ใคร” ผูกขาดตลาดได้ ?

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 19 ธ.ค. 2567 เวลา 02.39 น. • เผยแพร่ 19 ธ.ค. 2567 เวลา 02.39 น.

การแถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลรอบ 3 เดือนและมอบนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรีให้แก่ข้าราชการระดับสูงของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา ในประเด็นหัวข้อ “การผูกขาดทุกชนิด”

จากข้อเท็จจริงที่ว่า “การผูกขาดทุกชนิดเป็นการเพิ่มต้นทุนให้ประชาชนและทำให้พี่น้องประชาชนยากจนลง” โดยรัฐบาลจะเร่งดำเนินการปลดล็อกการผูกขาด โดยเฉพาะเรื่อง “ข้าว” ด้วยการตั้งเป้าให้เกษตรกรทุกคนและผู้ค้าข้าว SMEs สามารถส่งออกข้าวไปทั่วโลกได้เองนั้น แม้จะเป็นแนวนโยบายที่ดี ทว่าในทางปฏิบัติอาจไม่บรรลุเป้าหมาย เนื่องจากการค้าข้าวในปัจจุบันเป็น ตลาดข้าวเป็นของผู้ซื้อ มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงทั้งผู้ส่งออกข้าวในประเทศด้วยกันเอง และประเทศผู้ส่งออกข้าวอื่น ๆ

ข้าวยังต้องขออนุญาตส่งออก

การส่งออกข้าวใน 4 พิกัดศุลกากร 1006.10 1006.20 1006.30 และ 1006.40 ปัจจุบันยังอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ที่ว่า “ข้าว” ยังเป็นสินค้าที่ต้อง “ขออนุญาตส่งออก” ทั้งการส่งออกข้าวทั่วไป และการส่งออกข้าวภายใต้โควตาของสหภาพยุโรป นั้นหมายความว่า กฎเกณฑ์ในการส่งออกข้าวที่รัฐบาลในอดีตตั้งขึ้นมานั้น มีวัตถุประสงค์ในการ “ควบคุม” เพื่อป้องกันการขาดแคลนและจัดระเบียบการส่งออกข้าว พร้อม ๆ กับการปฏิบัติตามความตกลงไทย-สหภาพยุโรปเพื่อระงับข้อพิพาทอันเนื่องมาจากการขยายสมาชิกภาพตามมาตรา 24(6) ด้วยการชดเชยความเสียหายและผลจากการใช้ Reference Price เฉพาะกรณีการส่งออกข้าวภายใต้โควตาของสหภาพยุโรป

ส่งผลให้ “ข้าว” กลายเป็นสินค้าควบคุมที่ต้องขออนุญาตส่งออก มีระเบียบกฎหมาย วิธีปฏิบัติมากมายหลายหน่วยงาน เริ่มตั้งแต่ การขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออก การขออนุญาตส่งออก และค่าธรรมเนียมในการส่งออก ซึ่งผู้ที่ประสงค์จะเป็นผู้ส่งออกข้าวจะต้องปฏิบัติตามระเบียบขั้นตอนนี้ทุกคน (รายละเอียดตามตารางประกอบ)

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการแถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลเฉพาะในส่วนของ การ “ปลดล็อกการผูกขาดข้าว” นั้น นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า จากแนวนโยบายเพื่อลดการผูกขาดในการส่งออกข้าวของรัฐบาล กรมการค้าภายในจะเรียกประชุมคณะกรรมการปฏิบัติการตาม พ.ร.บ.การค้าข้าว ปี 2489 มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการค้าข้าวในประเทศให้ส่งออกข้าวไปต่างประเทศได้ โดยแนวทางการส่งเสริมก็คือ จะ “ลด” การสต๊อกข้าว หรือลดการมีข้าวสารเป็นกรรมสิทธิ์ไม่น้อยกว่า 500 ตัน ซึ่งเป็น 1 ในเงื่อนไขของการขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออกข้าวลง โดยสต๊อกข้าวสารที่จะต้องเป็นกรรมสิทธิ์อาจลดลงมาเหลืออยู่ที่ 100 ตัน

นอกจากนี้ คณะกรรมการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การค้าข้าว ยังจะพิจารณาลด “ค่าธรรมเนียม” ในการยื่นคำขออนุญาตเป็นผู้ประกอบการค้าข้าวของ สำนักส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตร กรมการค้าภายใน หรือสำนักงานการค้าภายในจังหวัด ลงจาก 50,000 บาท ลงมาเหลือ 20,000-30,000 บาท ซึ่งอาจจะต้องพิจารณาเงื่อนไขอื่น ๆ เข้ามาประกอบ แต่ถือเป็นการลดขั้นตอนการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบการค้าข้าว เพื่อ “เปิดโอกาส” ให้กับผู้ส่งออกรายเล็ก หรือผู้สนใจที่จะทำการส่งออกข้าว

ด้านระเบียบกฎเกณฑ์ในการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออกข้าวของ กรมการค้าต่างประเทศ นั้น จะอยู่ใน 2 ส่วน คือ การขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออกข้าว กับ การออกใบอนุญาตส่งออกข้าว ซึ่งทั้ง 2 ส่วนนี้ปัจจุบัน ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม อยู่แล้ว โดยในส่วนของการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออกข้าวของกรมการค้าต่างประเทศ ที่จะรับขึ้นทะเบียนผู้ส่งออกข้าวภายใน 3 วันนั้น “มีเป้าหมายที่จะเร่งดำเนินการขึ้นทะเบียนให้เร็วขึ้น รวมไปถึงการออกใบอนุญาตส่งออกข้าวด้วย”

ขั้นตอนส่งออกข้าว

ชาวนาไม่มีทุนส่งออกข้าว

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สอบถามไปยังผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการส่งออกข้าวปัจจุบัน นายรังสรรค์ สบายเมือง นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย ให้ความเห็นว่า เป็นเรื่องที่ดี โดยเฉพาะการลดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบการค้าข้าว รวมไปถึง การลดสต๊อกข้าว 500 ตันลงมา แต่ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มีช่องทางและลดเงื่อนไขให้กับผู้ส่งออกข้าวรายเล็ก (ที่เป็นเป้าหมายของรัฐบาล) อยู่แล้ว ประกอบกับปัจจุบันก็มีโรงสีข้าวหลายรายหันไปเป็นผู้ส่งออกข้าวกันมากขึ้น

ขณะที่ นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า สำหรับในส่วนของชาวนาแล้วจะให้ไปเป็นผู้ส่งออกข้าว “เราคงทำไม่ได้” เพราะการส่งออกมีเรื่องของต้นทุนในการดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เก็บสต๊อกข้าว การปรับปรุงคุณภาพข้าวส่งออกให้กับผู้ซื้อ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมาก ดังนั้นถ้ารัฐบาลอยากให้ชาวนาเป็นผู้ส่งออกข้าวก็ต้องรับลงทุนให้ชาวนา ชาวนาก็มีความสนใจที่จะทำการส่งออกข้าวเพราะ สามารถกำหนดราคาข้าวส่งออกได้เอง

ดังนั้น นโยบายนี้จะมีโอกาสที่จะเป็นไปได้จริงใน กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และรัฐวิสาหกิจที่พอจะมีเงินลงทุนในกระบวนการส่งออกข้าวทั้งหมด

สงสัยใครผูกขาดข้าว

ด้าน นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า การปรับลดค่าธรรมเนียมในการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบการค้าข้าว การลดขั้นตอนการขออนุญาต และการลดปริมาณสต๊อกข้าวลงจากเดิม 500 ตัน เป็นเรื่องที่ผู้ส่งออกข้าวเห็นด้วยอยู่แล้ว ส่วนตัวมองว่า เป็นการเปิดโอกาสให้ SMEs และชาวนามีโอกาสส่งออกข้าวสู่ตลาด และยังเป็นการลดต้นทุนของผู้ส่งออกข้าวในปัจจุบันอีกด้วย

“การปรับลดสต๊อกข้าวเป็นเรื่องดี จากเดิมที่มีกฎระเบียบนี้มาตั้งแต่ปี 2489 ซึ่งตอนนั้นทั้งประเทศมีผลผลิตข้าวประมาณ 10 ล้านตันข้าวสาร ทำให้รัฐบาลตอนนั้นต้องกำหนดระเบียบนี้ขึ้นเพื่อความมั่นคงทางด้านอาหารของประเทศ แต่ปัจจุบันเรามีผลผลิตข้าวเฉลี่ยปีละ 33-34 ล้านตันข้าวเปลือก หรือ 20 ล้านตันข้าวสาร บริโภคภายในเฉลี่ยปีละ 10-11 ล้านตัน ส่งออกข้าวปีละ 8-9 ล้านตัน การปรับลดสต๊อกลงมาจึงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ถึงจะกำหนดไว้ที่ 500 ตัน ก็ถือว่าเป็นปริมาณข้าวในสต๊อกที่ไม่ได้มากมายอะไรสำหรับผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่-รายกลาง แต่การปรับลดสต๊อกลงมาจะช่วยผู้ส่งออกข้าวรายเล็กที่ต้องการส่งออกข้าว 1-2 ตู้คอนเทนเนอร์ได้” นายชูเกียรติกล่าว

สำหรับในส่วนของชาวนาที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะเปิดโอกาสให้ชาวนาเป็นผู้ส่งออกข้าวนั้น “ก็อาจจะต้องมีขั้นตอนต่าง ๆ อีกเยอะ” การลดค่าธรรมเนียมเป็นผู้ประกอบการค้าข้าวเหลือ 20,000 บาทนั้น “เป็นเรื่องที่เราเสนอให้ลดค่าธรรมเนียมมาตั้งนานแล้ว แต่ยังไม่มีการดำเนินการ เมื่อรัฐบาลเข้ามาลดค่าธรรมเนียมตรงนี้จึงเป็นสิ่งที่ดีมาก”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สมาคมกังวลและสงสัยในแนวนโยบายนี้ก็คือ รัฐบาลต้องการให้มีการ “สลาย” การผูกขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สินค้าข้าว นายชูเกียรติกล่าวว่า การทำตลาดข้าวที่ผ่านมา “ตลาดเป็นของผู้ซื้อ” มีการแข่งขันรุนแรงเพราะ การค้าข้าวไม่ใช่การทำสัมปทานที่ได้รับการผูกขาดจากหน่วยงานของรัฐ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ส่งออกข้าวในตลาดมากกว่า 100 ราย ผู้ประกอบการโรงสีข้าวมีมากกว่า 1,000 ราย บางส่วนก็หันมาเป็นผู้ส่งออกข้าวด้วย

“ผมอยากจะบอกว่า ตลาดข้าวไม่มีการผูกขาด ไม่รู้ว่าข้อมูลที่ (รัฐบาล) ได้มานั้น รับรู้มาจากไหน การแข่งขันในการส่งออกข้าวตอนนี้เป็นการแข่งกันแบบเอาเป็นเอาตาย เราต้องแข่งกับเวียดนาม-อินเดียที่กำลังกลับมาส่งออกข้าวอีกครั้ง ดังนั้น ตลาดข้าวจึงถือว่าเป็น ตลาดที่มีการแข่งขันสมบูรณ์แบบ และการจะทำการส่งออกข้าวได้ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ใคร ๆ ก็เป็นผู้ส่งออกข้าวได้ ก็แค่คุณไปขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบการค้าข้าวก็ดำเนินการทำได้อยู่แล้ว”

ดังนั้น หากใครไม่ได้อยู่ในวงการค้าข้าวก็อาจจะไม่รู้ หรือสงสัยในข้อที่ว่า มีการผูกขาดข้าวจนต้องมีการปลดล็อก ปัจจุบันผู้ซื้อมีสิทธิที่จะเลือกซื้อข้าวกับใครก็ได้ ตอนนี้ผลผลิตข้าวดี ทั้งข้าวจากประเทศไทย-เวียดนาม-กัมพูชา-เมียนมา-อินเดีย ดังนั้น ผู้ซื้อก็ต้องคาดการณ์แล้วว่า การแข่งขันก็จะสูงขึ้น ราคาข้าวจึงมีแนวโน้มที่จะลดลง ซึ่งการส่งออกข้าวของไทยในปี 2568 เบื้องต้นคาดการณ์ว่า จะลดลงจากปี 2567 ปริมาณ 2 ล้านตัน ซึ่งปีนี้ทั้งปีคาดการณ์ส่งออกข้าวอยู่ที่ 9.5-9.7 ล้านตัน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รัฐ “ปลดล็อก” ส่งออกข้าว ลดสต๊อก/ค่าธรรมเนียม “ใคร” ผูกขาดตลาดได้ ?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...