โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เด็กเกิดน้อย วิกฤตใหญ่โลก!

Wealth Me Up

อัพเดต 09 ธ.ค. 2567 เวลา 12.34 น. • เผยแพร่ 09 ธ.ค. 2567 เวลา 08.00 น. • Wealth Me Up

ใช้แรงทำเงิน& ให้เงินทำงาน กดSubscribe รอเลย…

Youtube | Facebook | TikTok | Instagram | Line

…‘เด็กเกิดน้อย’ วิกฤตมากแค่ไหน?

…อะไร? เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ‘คนรุ่นใหม่’ ไม่อยากมีลูก

…ประเทศไทย จะรับมือกับวิกฤตนี้อย่างไร?

ภายในปี2100 เด็กเกิดใหม่ทั่วโลกจะต่ำเกินเยียวยา

ผลวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารการแพทย์ The Lancet (เดอะแลนซิต) เมื่อต้นปีนี้ ระบุว่า ประเทศส่วนใหญ่ในโลกจะมีอัตราการเจริญพันธุ์ไม่สูงมากเพียงพอที่จะรักษาจำนวนประชากรเท่าที่มีอยู่ตอนนี้ได้ในปี 2100 โดยทีมนักวิจัยนำโดย University of Washington’s Institute for Health Metrics and Evaluation ในสหรัฐฯ พบว่า ประเทศทั่วโลกประมาณ 75% จะมีอัตราการเจริญพันธุ์ไม่สูงมากพอที่จะรักษาขนาดประชากรไว้ได้ในปี 2050 และภายในปี 2100 เปอร์เซ็นต์ของประเทศที่เป็นแบบนี้จะสูงถึง 97% เลยทีเดียว โดยคาดว่า อัตราการเจริญพันธุ์รวมทั่วโลกจะลดจาก 2.3 ในปี 2021 หรือหมายถึงว่า ผู้หญิงหนึ่งคนจะมีลูกเฉลี่ยประมาณ 2.3 คน เหลือ 1.68 ในปี 2050 และ 1.57 ในปี 2100

ทว่าหากประเทศพัฒนาแล้วต้องการรักษาจำนวนประชากรให้ทรงตัวไว้ได้ จะต้องมีอัตราการเจริญพันธุ์อยู่ที่ 2.1 หรือผู้หญิงคนหนึ่งควรมีลูกเฉลี่ยประมาณ 2.1 คน

การคาดการณ์ดังกล่าวไม่ได้ต่างจากข้อมูลขององค์การสหประชาชาติมากนัก เพราะ UN คาดการณ์ว่า อัตราการเจริญพันธุ์ทั่วโลกจะลดเหลือ 2.1 ภายในปี 2050 และประเมินว่า ประชากรโลกจะพุ่งสู่ระดับสูงสุดที่ประมาณ 10,400 ล้านคนในทศวรรษ 2080 และจะทรงตัวในระดับดังกล่าวไปจนถึงปี 2100

ผลวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารการแพทย์ The Lancet (เดอะแลนซิต) ยังระบุด้วยว่า ภายในปี 2100 จะมีเพียง 6 ประเทศในโลกที่มีอัตราการเจริญพันธุ์ทั่วโลกสูงพอที่จะรักษาระดับจำนวนประชากรไว้ได้ หรือสูงกว่าระดับ 2.1 คือ ซามัว, โซมาเลีย, ตองกา, ไนเจอร์, ชาด และทาจิกิสถาน

วิกฤต‘เด็กเกิดน้อย’ ในเอเชีย

“เกาหลีใต้” ครองแชมป์โลกอัตราการเจริญพันธุ์ต่ำติดต่อมานานกว่าครึ่งทศวรรษ ข้อมูลจากสำนักงานสถิติเกาหลีใต้ระบุว่า ปีที่แล้ว จำนวนเด็กเกิดเฉลี่ย สำหรับหญิงเกาหลีใต้หนึ่งคนตลอดช่วงวัยเจริญพันธุ์ทำสถิติต่ำสุดใหม่ที่ 0.72 จากระดับ 0.78 ในปี 2022 ซึ่งถือว่าต่ำมากจากระดับ 2.1 ที่ควรจะเป็นเมื่อรักษาระดับจำนวนประชากรไว้

ตั้งแต่ปี 2018 เกาหลีใต้เป็นประเทศเดียวในกลุ่มองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่มีอัตราการเจริญพันธุ์ต่ำกว่า 1 ทำให้ต้องทุ่มงบมหาศาลเพื่อพยายามปรับทิศเทรนด์คนเกิดน้อย ซึ่งส่งผลให้จำนวนประชากรของประเทศลดลงสี่ปีติดต่อกันในปี 2023

วิกฤตประชากรของเกาหลีใต้กลายเป็นความเสี่ยงสูงสุดต่อการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศและระบบสวัสดิการสังคม และคาดกันว่า ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ประชากรเกาหลีใต้จะลดเหลือแค่ครึ่งหนึ่งภายในสิ้นศตวรรษนี้ จากระดับ51 ล้านคนในปัจจุบัน

เพื่อนบ้านใกล้กันอย่าง “ญี่ปุ่น” ก็เจอวิกฤตประชากรหนักหน่วงเช่นกัน เมื่อปีที่ผ่านมา อัตราการเจริญพันธุ์ทำสถิติต่ำสุดใหม่ที่ระดับ 1.2 และเป็นการลดลง 8 ปีติดต่อกัน ยิ่งตอกย้ำว่าประเด็นนี้คือความท้าทายสำคัญของประเทศสังคมคนสูงวัยสูงสุดในโลก

ญี่ปุ่นมีปัญหาการเกิดน้อยสวนทางกับยอดคนเสียชีวิตที่พุ่งขึ้นเรื่อยๆ โดยปีที่แล้ว มีเด็กเกิดใหม่ 727,277 คน ลดลง 5.6% จากปี 2022 แต่มีคนเสียชีวิตเพิ่มเป็นเกือบ 1.58 ล้านคน หมายความว่า ญี่ปุ่นมีประชากรลดลงกว่า 840,000 คน หรือลดลงติดต่อกัน 17 ปี

ยอดเด็กเกิดใหม่ในญี่ปุ่นลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยยอดต่ำกว่าล้านเมื่อปี 2016 และต่อมาในปี 2022 ก็มียอดเด็กเกิดใหม่ไม่ถึง 800,000 คน

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นถือว่าเป็นสังคมสูงวัยที่สุดของโลก โดยคนญี่ปุ่นทุกๆ 10 คน จะมีมากกว่า 1 คนที่มีอายุตั้งแต่ 80 ปีขึ้นไป ข้อมูลทางการญี่ปุ่นระบุว่า จากประชากร 125 ล้านคน ตอนนี้ประมาณ 29.1% มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป

สถานการณ์โครงสร้างประชากรแบบนี้ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคมของญี่ปุ่นสูงขึ้น และยิ่งดันภาระหนี้สาธารณะให้สูงขึ้นตามไปด้วย หรือสูงถึง255% ของGDP และการขาดคนหนุ่มสาวก็ส่งผลให้หลายอุตสาหกรรมขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก ถึงขนาดที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเคยกล่าว ประเทศเสี่ยงที่จะทำอะไรต่อมิอะไรตามปกติไม่ได้ หากไร้มาตรการแบบแรงๆ เพื่อแก้ปัญหา

ส่วน “ไทย” เคยมีเด็กเกิดใหม่ปีละไม่น้อยกว่า 1 ล้านคน ยิ่งยุคบูมหนักอย่างปี 1971 มีอัตราการเกิดสูงสุดถึง 1.2 ล้านคน แต่อัตราการเจริญพันธุ์กลับลดลงเรื่อยๆ

ปัญหาเด็กเกิดใหม่น้อยเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นในปี 2021 ซึ่งเป็นปีแรกที่มีเด็กเกิดใหม่น้อยกว่าคนเสียชีวิต หรือเกิดใหม่ 544,570 คน และมีคนเสียชีวิต 550,042 คน ซึ่งสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้มาจนถึงปีที่ผ่านมา

หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ต่อไป คงไม่สามารถเพิ่มอัตราการเจริญพันธุ์ได้ และไม่สามารถทำให้ให้จำนวนคนเสียชีวิตน้อยกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่ได้ และนั่นจะทำให้ประเทศไทยมีประชากรลดเหลือแค่33 ล้านคนในปี2083

เมื่อดูโครงสร้างประชากรไทย จะเห็นว่า จำนวนเด็กและแรงงานจะลดลงต่อเนื่อง สวนทางกับจำนวนประชากรสูงวัยที่มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยข้อมูลจากสภาพัฒน์ฯ ระบุว่า ไทยกลายเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ หรือมีผู้สูงอายุมากกว่า 20% ของประชากรในปี 2023 และในปี 2033 จะเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด หรือมีผู้สูงอายุมากกว่า 28% ของประเทศ จากนั้นในปี 2040 จะมีผู้สูงอายุคิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด

ทำไม? คนมีลูกน้อยลง

โดยทั่วไปแล้ว อัตราการเจริญพันธุ์จะลดลง เมื่อประเทศนั้นๆ มีการเติบโตทางเศรษฐกิจดี และมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มาตรฐานการใช้ชีวิตที่ดีขึ้นทำให้อัตราการตายของเด็กและทารกลดลง ทำให้พ่อแม่คาดหวังว่าลูกจะรอดชีวิตและโตเป็นผู้ใหญ่ต่อไป จึงทำให้มีลูกน้อยลง เมื่อเศรษฐกิจโตก็มักจะเปิดโอกาสทางการศึกษามากขึ้นไปด้วย ผู้หญิงในสังคมแบบนี้อาจเลือกที่จะเป็นโสด ไม่แต่งงาน และไม่มีลูก

นอกจากนี้ เมื่อประเทศมั่งคั่งขึ้น ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งก็สูงขึ้นตามไปด้วย และนี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนยุคใหม่คิดแล้วคิดอีกว่าจะมีลูกดีหรือไม่ โดยเฉพาะผู้หญิงที่มักจะต้องชั่งใจมากกว่า เพราะต้องมองหลายมุมเพื่อบาลานซ์ชีวิตทั้งชีวิตครอบครัวและชีวิตการทำงาน, รายได้และค่าใช้จ่ายสำหรับเลี้ยงลูก รวมถึงความเท่าเทียมทางเพศ ซึ่งหากระบบต่างๆ หรือเศรษฐกิจไม่เอื้อให้ผู้หญิงมีโอกาสที่เท่าเทียมกับผู้ชายเมื่อมีลูก พวกเธอก็อาจต้องคิดหนักหากจะมีลูกซักคน

เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นชัดเจนในสังคม “เกาหลีใต้” ที่ผู้หญิงบอกว่า พวกเธอมักรู้สึกถูกกดดันให้ต้องเลือกระหว่างหน้าที่การงานหรือครอบครัว และทำให้ตอนนี้มีผู้หญิงมากขึ้นเรื่อยๆ ที่เลือกไม่แต่งงาน

สำหรับ “คนไทย” ต้องเจอกับปัจจัยหลายอย่าง ทั้งเรื่องภาระค่าใช้จ่าย, ปัญหาสังคม, การอยากก้าวหน้าในอาชีพ, อยากมีชีวิตที่อิสระ และความหลากหลายทางเพศ ทำให้ลดความสำคัญเรื่องการมีลูกลง

หลายประเทศทุ่มเงินมหาศาลเพื่อแก้วิกฤตเด็กเกิดน้อย

วิกฤตประชากรทำให้ผู้นำของหลายประเทศพยายามคิดหามาตรการเชิงรุก ทุ่มเงินมหาศาลในโครงการต่างๆ ที่เชื่อว่าจะสามารถโน้มน้าวใจให้สาวๆ อยากเป็นคุณแม่กันมากขึ้น

  • เกาหลีใต้

ออกหลายนโยบายเพื่อจูงใจให้ผู้หญิงมีลูกมากขึ้น รวมถึงแจกเงินสดให้ครอบครัว ซึ่งในโครงการนี้ เด็กๆ ที่เกิดตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมาจะได้โบนัสเงินสด 2 ล้านวอน หรือประมาณ 53,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายช่วยเหลือพ่อแม่ นอกจากนี้ยังมีเงินอุดหนุนเพิ่มทุกเดือนจนเด็กอายุ 1 ขวบ

นอกจากนี้ ก็ยังมีมาตรการอื่นๆ ช่วยแบ่งเบาภาระคุณแม่ เช่น บริการรับเลี้ยงเด็กฟรี, จ่ายเงินอุดหนุนแม่ระหว่างลาคลอดเลี้ยงลูก และกิจกรรมนัดบอดเพื่อพยายามจับคู่ให้หนุ่มสาวอีกต่างหาก

ล่าสุด ผู้นำเกาหลีใต้ยังประกาศด้วยว่า มีแผนจะตั้งกระทรวงใหม่เพื่อแก้วิกฤตสำคัญของประเทศคือการมีอัตราการเกิดต่ำนั่นเอง

ขณะที่รัฐบาลเกาหลีใต้ออกมาตรการจูงใจเพื่อให้ประชากรมีลูกมากขึ้น บริษัทเอกชนก็เลือกจะสนับสนุนพนักงานของพวกเขาด้วยเงินสดจำนวนมากเช่นกัน

อย่าง โบยังกรุ๊ป (Booyoung Group) บริษัทด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ได้มอบเงินจำนวน 100 ล้านวอน หรือราว 2.6 ล้านบาท เพื่ออุดหนุนพนักงานในการเลี้ยงดูบุตรต่อคน ซึ่งนโยบายนี้จะบังคับใช้สำหรับเด็กที่เกิดนับตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นไป ปัจจุบันมีพนักงานของโบยังกรุ๊ป ทั้งหมด 66 คน ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการดังกล่าว รวมเป็นเงิน 7,000 ล้านวอน หรือราว 188 ล้านบาท

โพสโค (POSCO) บริษัทในอุตสาหกรรมเหล็ก มีนโยบายให้เงินสนับสนุนพนักงานที่คลอดบุตรมูลค่า 3 ล้านวอน หรือราว 80,000 บาท และยังให้เงินอีก 5 ล้านวอน หรือราว 134,000 บาท สำหรับลูกคนที่สอง

ขณะที่บริษัทรายอื่นๆ ทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ เช่น ฮุนได และ กลุ่มลอตเต้ ต่างก็มีนโยบายสนับสนุนการมีลูกเช่นเดียวกัน

ความสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิตนับเป็นเหตุผลสำคัญข้อหนึ่งที่ทำให้คนเกาหลีใต้มีลูกน้อยลง ด้วยเหตุนี้บริษัทเอกชนจึงมีส่วนสำคัญในการช่วยดึงให้อัตราการเกิดปรับสูงขึ้น

  • ญี่ปุ่น

ก็ใช้มาตรการคล้ายๆ กับเกาหลีใต้เพื่อกระตุ้นให้สามีภรรยามีลูก และมองว่าปัญหาอัตราการเกิดต่ำเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข มีการออกนโยบายหลายอย่างเพื่อช่วยลดภาระพ่อแม่ เช่น การเพิ่มบริการดูแลเด็ก, การสร้างสถานที่ให้เด็กๆ ได้ไปเล่นและใช้ชีวิต, การสร้างสังคมที่ทำให้คนรู้สึกมีความหวังเกี่ยวกับการแต่งงาน มีลูก และเลี้ยงดูลูกให้เติบโต

เมื่อเดือนมิถุนายน 67 นี้ รัฐสภาญี่ปุ่นอนุมัติกฎหมายใหม่ เพิ่มสวัสดิการสำหรับเด็ก และเพิ่มวันลาเพื่อเลี้ยงดูลูกด้วย นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีนโยบายอื่นๆ เพื่อสนับสนุนการมีลูก เช่น การฝากไข่ และกรุงโตเกียวเตรียมออกแอปพลิเคชันหาคู่ เพื่อกระตุ้นให้คนมีครอบครัว

  • ไทย

กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดให้การมีลูกเป็น 1 ใน 12 นโยบายสำคัญเร่งด่วน คือ การส่งเสริมการมีลูก การสร้างสมดุลการทำงานกับการดูแลครอบครัว การแบ่งเบาค่าใช้จ่ายและภาระเลี้ยงดูลูก ช่วยเหลือคนมีลูกยาก และจะต้องแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการรักษาภาวะการมีลูกยากด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์

ส่วนในมุมของคุณแม่ชาวไทยบางคนก็บอกว่า หากรัฐบาลต้องการเพิ่มอัตราการเกิดและอยากให้คนมีลูกก็ต้องมีการสนับสนุนมากกว่านี้ เพราะการเลี้ยงเด็กหนึ่งคนมีค่าใช้จ่ายมาก โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา

ถอดบทเรียน ‘สวีเดน’ มาตรการที่เร่งการเกิดได้

แม้รัฐบาลของหลายๆ ประเทศจะพยายามผลักดันและทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะเพิ่มอัตราการเกิดแต่อาจจะไม่ได้เห็นผลมากมายนัก เราลองมาดูตัวอย่างนโยบายในบางประเทศ อย่างเช่น “สวีเดน” ที่เขาสามารถเพิ่มอัตราการเกิดได้สำเร็จ

มาตรการที่ว่านั้นก็คือ การให้ค่าตอบแทนกับพ่อแม่ที่มีลูกอายุใกล้กันและใช้เวลาเลี้ยงดูลูกได้อย่างต่อเนื่อง โดยจะให้ค่าตอบแทนในวันหยุดกับพ่อแม่ที่มีลูกแล้วและมีลูกคนต่อไปภายใน 30 เดือน ซึ่งทำให้อัตราการเจริญพันธุ์เพิ่มจาก 1.61 เป็นจาก 2.14 ในปี 1990

จากนั้นเมื่อปี 2000 สวีเดนก็เจอปัญหาเด็กเกิดน้อยอีกเพราะเศรษฐกิจ สวีเดนจึงออกนโยบายให้พ่อแม่ลาหยุดงานได้ยืดหยุ่นมากขึ้นจนลูกอายุ 12 ปี และอนุญาตให้ทำงานจากบ้านได้ ซึ่งทำให้ค่าใช้จ่ายเลี้ยงดูลูกลดลง และมีอัตราการเกิดเพิ่มขึ้น จนปี 2022 อัตราการเจริญพันธุ์อยู่ที่ 1.84 นอกจากนี้ ก็ยังเปิดรับผู้อพยพเข้าประเทศ ช่วยให้สวีเดนมีประชากรเพิ่มขึ้นด้วย

แม้การรับมือวิกฤตเด็กเกิดน้อยของแต่ละประเทศจะแตกต่างกันไปตามปริบททางสังคมและเงื่อนไขทางเศรษฐกิจแต่ที่แน่ๆ ทุกประเทศที่กำลังเผชิญกับปัญหานี้อยู่ ต่างก็ตระหนักและพร้อมที่จะงัดทุกมาตรการมาใช้ เพราะถ้าหากไม่เร่งกู้วิกฤติเด็กเกิดน้อย มันก็จะเป็นเหมือนระเบิดเวลาที่รอวันเขย่าเศรษฐกิจของทั้งโลกอย่างแน่นอน

#WealthMeUp

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...