โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

13 ปี ‘ATIPA’ แบรนด์แฟชั่นของ เฟิร์น-อติภายิ์ คงคาลัย ผู้คอยส่งเสียงเชียร์ให้ผู้หญิง ‘ทุกไซซ์’ อยากแต่งตัวอะไรก็แต่งเลย ไม่ต้องรอใครอนุมัติ!

Mirror Thailand

อัพเดต 28 ม.ค. 2568 เวลา 06.26 น. • เผยแพร่ 27 ม.ค. 2568 เวลา 12.31 น.
ภาพไฮไลต์

ผ่านมา 13 ปีแล้ว ที่ เฟิร์น-อติภายิ์ คงคาลัย คุณแม่ลูกหนึ่งวัย 30 ปี และ CEO สาวแห่งแบรนด์ ATIPA ปลุกปั้นแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง จากความชอบที่จะแต่งตัวเซ็กซี่ และความชอบเสพแฟชั่นตะวันตกหรือที่คนเรียกกันว่าสายฝอ ตั้งแต่ตอนที่ผู้หญิงไทยใส่เสื้อเปิดไหล่ หรือเสื้อครอปเอวลอย คนก็มองว่าโป๊แล้ว กลับกันฟากฝั่งตะวันตก ไม่ว่าผู้หญิงจะหุ่นแบบไหน พวกเธอก็ด๊อนแคร์ เชิ่ด ใส่เสื้อผ้าเซ็กซี่อย่างมีความสุข และนั่นก็เป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เฟิร์นกล้าลุกขึ้นมาใส่เกาะอกตัวจิ๋ว กระโปรงสั้นเพียง 10 นิ้ว และเสื้อซีทรู เดินออกจากบ้านอย่างมั่นใจ และเกิดแพสชันอยากทำแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง ทำให้แบรนด์ของเธออยู่เคียงข้างสาวๆ ที่อยากแต่งตัวในแบบที่ชอบ ตั้งแต่วันที่สังคมยังไม่เปิดกว้างเรื่องความเซ็กซี่ จนทุกวันนี้ที่คนใส่เสื้อผ้าเซ็กซี่กันอย่างปกติมากขึ้น แบรนด์ของเธอก็ยังยืนอยู่ในตลาดแฟชั่นด้วยยอดขายสูงลิ่ว ทั้งในไทยเอง รวมถึงเป็นที่นิยมในสิงคโปร์ และพม่า แบบที่เธอไม่มีทีมมาร์เก็ตติ้งช่วยวางแผน แต่ดำเนินธุรกิจตามสัญชาติญาณของตัวเองล้วนๆ

เพราะเสื้อผ้าเซ็กซี่ ไม่ได้สงวนไว้ให้กับคนตัวเล็ก หรือรูปร่างแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นตั้งแต่สาวหุ่น XS ถึงสาวหุ่น 5XL ก็ล้วนสามารถช้อปเสื้อผ้าที่ใช่สำหรับตัวเองจาก ATIPA ได้ จะเดรสยาวรัดรูปเว้าหลังโชว์ทรวดทรง องค์ เอว เดรสสั้นที่แปลว่าสั้นจริงๆ เดรสซีทรูบางเฉียบ เสื้อสายเดี่ยวสามเหลี่ยมด้านหน้า ที่ด้านหลังมีแค่สายให้พันๆ กันแบบสุดเสว เกาะอกสุดสั้นที่ปิดแค่หน้าอก บอดี้สูทเว้าเอว โชว์สัดส่วนด้านข้าง บิกินี่ตัวจิ๋ว ยันเสื้อผ้าทรงเบสิคที่ใส่ได้เรื่อยๆ อย่างกางเกงขายาว กางเกงขาสั้น เสื้อแขนสั้น เสื้อแขนยาว เสื้อกล้าม แจ๊กเก็ต ที่ทั้งหมดนี้แทบจะมีหลายทรง หลายเนื้อผ้า ให้เลือก เพราะเฟิร์นอยากให้สาวๆ ‘ทุกหุ่น’ ได้สนุกกับการแต่งตัว โดยไม่ต้องกังวลว่า จะมีไซซ์ฉันไหม?

เฟิร์น ATIPA เป็นหนึ่งใน Finalists แคมเปญ MIRROR 50 ที่เฉลิมฉลองให้กับ 50 รายชื่อบุคคลและองค์กร ที่เดินหน้าผลักดันในประเด็นที่พวกเขาต้องการเห็นความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของทั้งตัวเองและคนอื่นๆ ภายใต้คอนเซปต์ ‘POWER of NOW ตอนนี้แหละ เริ่มเลย’ เพราะการอยู่กับปัจจุบันและค่อยๆ ลงมือทำในสิ่งที่เชื่อ เป็นสิ่งที่เฟิร์นยึดมั่นมาตลอด เหมือนกับที่เธอตัดสินใจที่จะแต่งตัวในแบบที่ชอบโดยไม่แคร์สายตาคนอื่น และนำสิ่งที่ชอบนั้นมาทำธุรกิจ เพื่อสร้างความสุขให้กับตัวเองและสร้างความสุขให้กับลูกค้าทุกๆ คน

“เรามาลองเปิดใจที่จะใส่อะไรที่อยากใส่ อยากแต่งเซ็กซี่ ก็แต่ง หรือไม่ต้องโป๊ก็ได้ ถ้าคุณไม่ชอบ แค่หันมาทำอะไรที่ตัวเองชอบ โดยไม่แคร์สายตาคนอื่นกันเถอะ” เฟิร์นกล่าว

Power of Now ของ เฟิร์น คือ 'Be Your True Size Now' เพราะตลอดระยะการทำแบรนด์ เฟิร์นบอกว่า แม้ทุกวันนี้คนจะกล้าแต่งตัวเพื่อให้ตัวเองชอบ มากกว่าให้คนอื่นชอบมากขึ้นแล้ว แต่ก็ยังมีคนไทยอีกหลายคนที่ยังแคร์สายตาคนอื่น มากกว่าความสุขของตัวเอง แบรนด์ของเธอจึงพยายาม empower ให้ผู้หญิงทุกคนลุกขึ้นมาเป็นตัวเองด้วยการนำเสนอภาพและคอนเทนต์ของนางแบบหลากหลายหุ่นที่ใส่เสื้อผ้าของเธอ รวมถึงตัวเธอเองที่หลังจากคลอดลูก ก็โดนบูลลี่เรื่องหน้าท้อง แต่เธอก็ยังกล้าที่จะใส่เสื้อผ้าโชว์พุงแบบที่ตัวเองชอบอยู่เหมือนเดิม เพื่อสื่อสารให้ทุกคนเห็นว่า ถ้าเรามัวแต่แคร์สายตาคนอื่น แล้วเมื่อไหร่ล่ะ ที่เราจะมีความสุขเป็นของตัวเอง?

Q: ความชอบด้านแฟชั่นของเฟิร์นตั้งแต่สมัยเรียน มันค่อยๆ ขยับกลายเป็นแบรนด์ ATIPA ได้อย่างไร ช่วยเล่าการเดินทางให้ฟังหน่อย

A: ปีนี้ก็เข้าปีที่ 13 แล้วเนอะ นานมากกกกกก เพิ่งรู้ตัวเหมือนกันว่ามันนานขนาดนี้ คือจริงๆ เฟิร์นเริ่มมันมาจากความชอบในการแต่งตัว ตอนเฟิร์นเรียนมหาวิทยาลัย ปี 1 ช่วงนั้นไม่มีเงินเที่ยว ที่บ้านก็ไม่ได้ซัพพอร์ตเงินในการไปปาร์ตี้ เราก็เลยอยากจะหาเงินด้วยตัวเอง ตัดสินใจขายเสื้อผ้ามือสองในตู้ของตัวเองก่อน ซึ่งไม่ได้มีแค่นิดเดียว แต่เรามีเยอะมาก แล้วก็สิ่งที่เรามีมาขายมือสอง สรุปว่า เราก็เพิ่งรู้ว่าสมัยนั้น คนชอบสไตล์การแต่งตัวของเราเยอะมากเหมือนกัน เพราะมันขายดีเหลือเกิน

เสื้อผ้าที่เฟิร์นใส่ตอนนั้น โป๊กว่าตอนนี้เยอะมากๆ (หัวเราะ) มันคือกระโปรง 10 นิ้ว ที่เมื่อก่อนคนจะมองว่าแปลก กล้าใส่ไปได้ยังไง เกาะอกที่ใส่ก็เล็กมากๆ ทีนี้พอเราจะเอามันมาขายมือสอง เฟิร์นก็รู้สึกว่าอยากจะทำอะไรสนุกๆ ก็เลยเอาเสื้อผ้าที่มีมา DIY ใหม่ มาตัดเอง บางตัวไม่ใช่เสื้อครอป ก็เอามาตัดสั้น หรือมาทำเป็นเกาะอกไปเลย เพราะเฟิร์นตัดเย็บเป็น ขึ้นแพทเทิร์นเองได้ เนื่องจากตอนมัธยม เฟิร์นลงเรียนพิเศษด้านแฟชั่นดีไซน์กับอาจารย์ท่านหนึ่งมา ก็เลยพอมีความรู้ด้านนี้

เฟิร์นว่าที่เฟิร์นชอบแต่งตัวเซ็กซี่มากๆ อาจเป็นเพราะเราชอบเสพสื่อต่างชาติ เปิดคอมดูนางแบบต่างชาติ ดูเทรนด์การแต่งตัวของเขา ซึ่งหลายปีที่แล้ว มันทำให้รู้เลยว่า บ้านเขาไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้ แต่บ้านเรานี่ พอแต่งที คนก็มองว่าแปลก มีคำถามเยอะมากๆ จากคุณพ่อ คุณแม่ เขาก็จะไม่โอเคเท่าไหร่ที่เฟิร์นแต่งตัวเซ็กซี่ แต่ด้วยความที่เฟิร์นมั่นใจมาก ไม่รู้กินยามั่นมาจากไหน (หัวเราะ) ก็เราชอบแต่งตัวแบบนี้ ทำไมต่างประเทศเขาแต่งได้ แม้แต่สาวพลัสไซซ์ เขาก็แต่งเซ็กซี่กันฉ่ำ มันทำให้เฟิร์นกล้าแต่งตัว และมั่นใจในตัวเอง

ตอนเรียนแฟชั่นกับอาจารย์ เราเรียนตั้งแต่ออกแบบชุดราตรี ซึ่งเราก็ออกแบบชุดที่มันดูแปลกๆ ประหลาดๆ โป๊ๆ ซีทรูหมดเลย ตอนนั้นเวลาเราวาดอะไรออกไป มันดูเหมือนแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะใส่ในชีวิตจริง แต่ปัจจุบันคนเขาใส่กันทั่วแล้ว ก็รู้สึกดีที่ในที่สุดเราก็เดินทางมาสู้วันที่บ้านเราเปิดกว้างมากขึ้น

แต่อย่างที่บอกว่า ถ้าเราจะทำแบรนด์ของตัวเองจริงๆ ช่วงแรกเงินทุนเรามีไม่พอหรอกค่ะ เฟิร์นเลยตัดสินใจเปลี่ยนไปซื้อเสื้อผ้าที่ประตูน้ำมาขายก่อน เพื่อให้เราตั้งตัวได้ พอเริ่มตั้งตัวได้ ก็เลยลุยผลิตแบรนด์ของตัวเองไปเลย ในปีที่ 2 ซึ่งปัญหาก็เจอเยอะมาก กับการที่เด็กมหา’ลัยคนหนึ่งจะต้องแบ่งเวลามาทำธุรกิจของตัวเอง ต้องมาดีลกับโรงงาน โดยที่เราไม่มีความรู้เรื่อง process การผลิตเลย ว่าต้องคำนวณยังไง ทำให้เราโดนหลอก ถูกขโมยผ้า และถูกโกงจาก 3 โรงงานติดๆ กัน แต่ประสบการณ์ที่เจอ มันก็ช่วยสอนให้เรามองเห็นวิธีการในการทำธุรกิจมากขึ้น ปีที่ 5 เราเลยทำโรงงานเอง แล้วมาควบคุมการผลิตด้วยตัวเองเลย

Q: พอมาทำแบรนด์ของตัวเองเต็มตัว คิดว่าอะไรคือ DNA ของแบรนด์ที่เรายึดถือ และนั่นทำให้เราได้รับความนิยม จนประสบความสำเร็จ

A: เราอยากทำแบรนด์ที่มีความเป็นตัวเองสูง เราชอบแบบไหน อยากใส่อะไร ก็ทำแบบนั้น ช่วงแรกเราเลยไม่ได้รีเสิร์ชความต้องการของตลาด เราเน้นความชอบของเราเป็นหลัก แม้บางคนจะไม่ได้เข้าใจ แต่ปรากฏว่าความชอบของเรามันดันมีคนที่ชอบ และทำให้มันขายได้ อย่างเกาะอกสั้น 6 นิ้ว ที่มันปิดแค่อกจริงๆ ตอนแรกออกมาไม่มีใครคิดว่าขายได้ แต่ก็ดันขายได้ เราทำบิกินี่น้อยชิ้น ซีทรูตาข่าย คอร์เซทลูกไม้ที่เป็นผ้าทึบปิดแค่จุกนม ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่เราใส่ของเรามาโดยตลอดอยู่แล้ว

ทีนี้เราพบว่าความต้องการของฐานลูกค้า บางกลุ่มก็ไม่ได้ต้องการความโป๊ขนาดนั้น เราเลยพยายามเอาความชอบของเรา กับความต้องการของลูกค้ามาบาลานซ์กัน เพราะถ้าเราอยากทำให้แบรนด์โตขึ้น เราอาจจะต้องขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นไปด้วย แต่เราจะทำยังไงให้ไม่สูญเสียความเป็นตัวเอง เราเลยตัดสินใจว่าจะยังขายเสื้อผ้าเซ็กซี่ที่เป็นตัวเรา และเพิ่มเสื้อผ้าชิ้นเบสิคที่ใส่ได้เรื่อยๆ ในหลายโอกาส ซึ่งก็ยังเป็นตัวเราในวันอื่นๆ ที่ไม่ได้แต่งตัวเซ็กซี่ ทำให้ทุกวันนี้เราเลยมีลูกค้าตั้งแต่คนรุ่นใหม่ที่ยังเรียนอยู่ จนถึงวัยทำงาน และยาวไปถึงวัยเกษียณ ซึ่งถ้าโปรดักต์ไม่ดี ต่อให้ดังแค่ไหน มันก็อยู่ไม่ได้ ทุกอย่างต้องควบคู่กันไป เฟิร์นจึงคิดว่าคุณภาพสินค้า ราคา และการบริการ เป็นสิ่งที่แบรนด์ของเราซื้อใจลูกค้าได้

และสิ่งทำให้ ATIPA มาถึงทุกวันนี้ได้ ไม่ใช่แค่เฟิร์นคนเดียว แต่รวมถึงทีมงานคนไทยทุกคนด้วย ผ้าของ ATIPA ประมาณ 70% ฐานการผลิตอยู่ที่ไทย โรงย้อมก็อยู่ที่ไทย ทีมผลิต 153 ชีวิตก็คนไทยล้วน ทีมทำแพทเทิร์นก็เป็นพี่ๆ วัย 50 กว่า ช่างเย็บผ้าของเราก็เป็นคุณป้าวัย 72 ปี น้องๆ ทีมคอนเทนต์ก็เป็นเด็กไทยเจนฯ ซี นางแบบของเราก็คนไทยทั้งนั้น เพราะแบรนด์เราตั้งใจกระจายรายได้เข้าสู่สังคมให้ได้มากที่สุด

Q: การได้ทำงานกับทีมงานต่างเจนฯ ทำให้เฟิร์นได้เห็นอะไรบ้าง

A: หลายคนบอกว่าเจนฯ ซีจะไม่อดทน แต่เฟิร์นว่าไม่ใช่ คือเขามีของมาก แต่ขออย่างเดียว เราต้องเปิดหูฟังเขาเยอะๆ เพราะเขาเก่งกันมาก เกิดมาในยุคสมัยใหม่ มีความคิดของตัวเอง เวลาให้น้องๆ ทำคอนเทนต์ เราเลยให้สิทธิ์เขาในการตัดสินใจไปเลย ส่วนคนที่อายุเยอะ เราก็ได้เรียนรู้ที่จะรับฟังเขา และหาวิธีที่จะสื่อสารกับเขาดีๆ เวลาที่ความคิดเห็นไม่ตรงกัน เฟิร์นจึงต้องเข้าโรงงานบ่อยมาก เพื่อไปพูดคุยกับพวกเขา อย่างทีมแพทเทิร์นอายุ 50 กว่า เขาเข้าไม่ถึงเสื้อผ้าของเรา เราก็ต้องใช้เวลาเยอะมากๆ ในการอธิบายว่า แฟชั่นมันไม่จำเป็นต้องมีแขนสองข้างเท่ากันเสมอไป หรือเคยมีเดรสสายเดี่ยว ที่มันมีข้างนึงเว้าสั้น เซ็กซี่สุดๆ เขาก็บอกว่ามันสั้นเกินไป อันนี้ไม่ใช่เดรสแล้ว อย่างกับเป็นเสื้อ (หัวเราะ) เราก็ต้องหาวิธีคุยกับเขาให้ได้ เพราะเขาฝีมือเก่งมาก

Q: จะเห็นว่าลูกค้าของคุณส่วนหนึ่งก็เป็นผู้หญิงไซซ์ใหญ่ที่อยากแต่งตัวเซ็กซี่ คุณศึกษาตลาดตรงนี้อย่างไร เพื่อทำเสื้อผ้าตอบโจทย์ความหลากหลายของไซซ์ให้ได้มากที่สุด

A: อย่างที่เฟิร์นบอกไปตอนต้นว่า ที่ต่างประเทศ มีสาวพลัสไซซ์ที่เขาแต่งตัวเซ็กซี่กันมานานแล้ว แต่ทุกวันนี้เราได้เห็นสาวพลัสไซซ์ที่เป็นคนไทย แต่งตัวโป๊เหมือนเฟิร์นเยอะมาก เฟิร์นอยากทำเสื้อผ้าที่ตอบโจทย์สาวพลัสไซซ์จริงๆ ซึ่งเราต้องเรียนรู้รูปร่างของเขา เพราะถ้าทำโดยไม่ได้ศึกษาความต้องการของเขาจริงๆ จากที่จะเพิ่มความมั่นใจให้เขา มันอาจจะกลายเป็นเสื้อผ้าของเราทำให้เขารู้สึกไม่มั่นใจก็ได้ เฟิร์นไม่อยากให้เป็นแบบนั้น

เราเคยผ่านช่วงลองผิดลองถูก ลองทำเสื้อผ้าสาวพลัสไซซ์เองโดยที่ไม่ได้หาข้อมูลอย่างละเอียด ปรากฎว่าเจ๊งค่ะ ไม่ได้เลย ถ้าเขาใส่แล้วไม่มั่นใจ เราจะกล้าขายได้ยังไง แต่ตอนนี้เรามีไซซ์ XS-5XL มีนางแบบพลัสไซซ์ 3 คน เข้ามาลองแพทเทิร์น และเฟิร์นต้องเข้าไปในกลุ่มที่สาวพลัสไซซ์เขาส่งต่อเสื้อผ้ากัน ดูสิว่าเขาชอบใส่อะไร เขาอยากแต่งตัวโป๊กันมาก แซ่บมาก มั่นใจในตัวเองกันมาก ซึ่งมันทำให้เรายิ้มดีใจนะ ว่าแบบ ตอนนี้คนอยากแต่งไรก็แต่งไปเถอะ

สมมติเราออกกางเกงเอวต่ำ มันจะต้องเป็นเอวต่ำยังไงให้พุงเขาไม่ล้นออกมา มันยาก แต่เราก็ทำได้ ออกเสื้อยังไงให้เก็บรักแร้ เราก็ทำได้ เขาอยากใส่เสื้อผ้าให้เห็นความคอด เน้นส่วนเว้าส่วนโค้ง เราก็ทำได้ ซึ่งถ้าพูดถึง pain point ของสาวพลัซไซซ์หลายคนจริงๆ ส่วนใหญ่จะกังวลบริเวณ ขา อก เอว และ แขน แต่เดี๋ยวนี้หลายคนกล้าใส่มากขึ้น มันไม่มีอะไรตายตัวเหมือนเมื่อก่อนที่คนชอบพูดๆ กันแล้วว่า สาวตัวใหญ่ต้องใส่แค่กางเกงเอวสูงเท่านั้น ตอนนี้คนอก 50 ก็มั่นใจที่จะใส่เกาะอกตัวเดียว กางเกงเอวต่ำ แม้ว่าเขาจะเจอคอมเมนต์ท็อกซิก เขาก็ไม่สนใจ เพราะเขามีความสุข

แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้มแข็งพอที่จะไม่แคร์สายตาคนอื่น เฟิร์นเลยอยากจะหยิกคนที่ชอบพูดว่าคนอ้วนควรแต่งตัวแบบนั้นแบบนี้ เพราะเฟิร์นเห็นเยอะมากเวลามีคนบูลลี่รูปร่างนางแบบของเราในช่องทางของเราว่า กล้าแต่งได้ยังไง พุงขนาดนั้น ขนาดเฟิร์นเพิ่งคลอดลูก ยังมีคนมาเมนต์ว่า ไปตัดกระเพาะมั้ยพี่ สุดท้ายเฟิร์นอยากให้ทุกคนเคารพสิทธิ์ของแต่ละบุคคล คุณก็คงไม่ชอบเหมือนกันถ้าเราไปว่าคุณ และเฟิร์นก็อยากเป็นกำลังใจให้ทุกคนมองเห็นความสุข ณ วันนี้ อยากแต่งอะไรก็แต่งไปเถอะ อย่าแคร์สายตาคนอื่น มากกว่าความสุขของตัวเองเลย

Q: สำหรับคุณแล้วการแต่งตัวเซ็กซี่มีลิมิตหรือไม่

A: ไม่มีค่ะ แต่กาลเทศะสำคัญ ไปทะเลอยากใส่บิกีนี อยากใส่ซีทรู ใส่ไปเลย ทุกวันนี้เฟิร์นไปอาบแดด ก็แก้ผ้าเลย ตอนแรกแฟนช็อกว่าแบบ มึงมันไม่ได้ แต่ได้ค่ะมึง (หัวเราะ) เพราะสุดท้าย เราไม่ได้อาบแดดในห้าง ตอนเข้าวัดเราก็เรียบร้อย ไปเจอพ่อแม่แฟนก็ไม่ได้แต่งตัวโป๊ ส่วนตอนที่เราไปปาร์ตี้ ไปเที่ยวของเรา เราก็ขอแต่งตัวเป็นตัวเองไปเลยละกัน

Q: จะทำอย่างไรดี ถ้าสาวๆ ที่อ่านอยู่ กำลังประสบปัญหา แฟนไม่อยากให้แต่งตัวเซ็กซี่

A: เฟิร์นว่ายุคนี้คุยกันง่ายขึ้นแล้ว อย่างเมื่อก่อนเขาก็จะดุเฟิร์น แต่เฟิร์นก็จะพูดเลยว่า เราหาตังค์ได้จากตรงนี้ เราสามารถได้เงินจากการเป็นตัวเอง แต่สำหรับคนอื่นๆ เฟิร์นว่าเราสามารถ educate แฟนได้นะว่า จริงๆ มันไม่ได้ผิด เพราะผู้หญิงทุกคนมีสิทธิ์ในเรือนร่างของตัวเอง บางทีเราไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตใคร เราเป็นแฟนกันก็จริง แต่แต่ละคนควรได้มีความสุขของตัวเองด้วย คิดว่าการจับเข่าคุยจริงจังน่าจะดีที่สุด

สุดท้าย เราถูกสั่งสอนกันมาว่า การแต่งตัวโป๊ คือไม่มีคุณค่า เฟิร์นเองก็ถูกปลูกฝังมาแบบนั้น แต่ยุคนี้แล้ว ผู้ใหญ่ก็ควรจะเปิดรับความคิดของคนรุ่นใหม่ให้มากขึ้น เฟิร์นไม่อยากเห็นลูกหลานหรือคนปัจจุบัน อยู่แค่ในกรอบที่ถูกสร้างไว้ อย่างเฟิร์นที่มีทุกวันนี้ได้ ก็เพราะไม่ได้อยู่ในกรอบที่มีคนมาขีดให้เฟิร์นเหมือนกัน

Q: คิดเห็นอย่างไรที่ ผู้หญิงที่ชอบแต่งตัวเซ็กซี่มักถูกบอกว่าเสี่ยงต่อการถูกลวนลามทางเพศ

A: อย่างตอนเปิดขาย คุณพ่อคุณแม่เฟิร์นก็บ่นฉ่ำ บอกว่ามันโป๊ไป เราเป็นผู้หญิง ไม่มีรถขับ นั่งแท็กซี่กลับบ้าน แต่งตัวแบบนี้่น่าเป็นห่วง แต่เขาก็ได้เห็นแล้วว่า ความเซ็กซี่ที่เฟิร์นชอบ แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่ชอบ มันทำเงินให้เฟิร์นได้แค่ไหน ตอนนี้เขาก็ไม่ค่อยบ่นแล้ว (หัวเราะ)

ซึ่งเฟิร์นคิดว่า มันไม่ถูกต้องเลยค่ะที่จะมาโทษว่าการแต่งตัวเซ็กซี่มันทำให้คนอื่นอยากลวนลามเรา เพราะมันเป็นสิทธิ์ของเรา ไม่มีใครสามารถมาทำลาย แตะต้อง หรือล่วงละเมิดได้ เฟิร์นเลยอยากให้มีกฎหมายเข้มงวดมากขึ้น จริงจังมากขึ้น ทำให้ผู้หญิงแต่งตัวแบบไหนก็ได้ โดยที่ยังรู้สึกปลอดภัย ไม่ต้องระแวง แต่ถ้าวันนี้โลกเรายังเป็นแบบนี้ ไม่แปลกที่เราก็ยังต้องระวังตัวอยู่ แต่ยังไงมันก็ไม่ใช่ความผิดของเราที่จะแต่งตัวเซ็กซี่อยู่ดี

Q: ตลอด 13 ปีที่ผ่านมา คุณได้เรียนรู้อะไรบ้างในฐานะนักธุรกิจ

A: เฟิร์นได้เรียนรู้ว่า เราสามารถกำหนดสไตล์การทำธุรกิจของเราโดยที่ไม่ต้องตามใครก็ได้ คนส่วนใหญ่เขาอาจจะมีตารางชัดเจนและการวางแผนที่ชัดเจน มีทีมการตลาดแน่นมาก แต่เรามีทีมการตลาดแค่ 2 คน คือเฟิร์น และแฟนเฟิร์น พูดง่ายๆ คือเราไม่มีทีมการตลาดค่ะ (หัวเราะ) ใครมาสมัครก็ไม่รับ ไม่เอา เพราะเฟิร์นไม่อยากให้ความเป็นตัวเองลดลง นี่เป็นสิ่งที่เฟิร์นกังวลมากที่สุดในการทำแบรนด์ เพราะถ้าเราให้ทีมงานมีหน้าที่ตัดสินใจในการทำแคมเปญ และคอนเทนต์ต่างๆ แล้ว อะไรที่ยังเป็นเราอยู่? นั่นก็คือวิธีการบริหารแบรนด์แบบที่เรายึดมั่นนั่นแหละค่ะ แพลนของเฟิร์นคือ เดือนหน้า หรืออีก 2-3 เดือน เราต้องการอะไร เราก็จะทำไปเรื่อยๆ เป็นคนไม่วางแผนเยอะเกิน

อีกอย่างที่ได้เรียนรู้ คือความเสี่ยงที่ต้องรับ มันมีความเหนื่อย และปัญหาที่ต้องแก้ทุกวินาที ทุกนาที ทุกชั่วโมง และสิ่งสำคัญคือต้องกล้าที่จะรับความเห็นต่าง มีคนชอบ ก็ต้องมีคนไม่ชอบ บางทีเพิ่งมีดราม่าไป มีคนมาคอมเมนต์ว่าไม่ชอบให้ปักโลโก้ จนถึงคอมเมนต์ลบๆ แรงๆ ที่เข้ามาต่อว่าเราอีกมากมาย ซึ่งพอเราส่งออกสิงคโปร์ แล้วการปักโลโก้ ATIPA มันขายดีมากที่ต่างประเทศ มันก็ทำให้เรารู้สึกว่าทำไมคนไทยด้วยกันเองถึงพร้อมต่อว่าเราเยอะจัง กลับกันถ้าเป็นแบรนด์ต่างประเทศที่ปักโลโก้ เขาจะยังมองด้วยสายตาแบบเดียวกันมั้ย

Q: ธุรกิจแฟชั่นมีการแข่งขันสูง คุณเคยกลัวการเปลี่ยนแปลงในอนาคตที่คาดเดาไม่ได้บ้างไหม

A: กลัวอย่างเดียว กลัวพลาด หลายตัวที่ออกมา ลูกค้าไม่เข้าใจ แต่เราทำแล้ว เราจะทำยังไงให้ลูกค้าเข้าใจเสื้อผ้าของเรา มันเป็นความเสี่ยงที่รู้สึกเสียวๆ ว่าจะขาดทุน ขายไม่ได้ แต่สุดท้าย เราก็ทำอยู่ดี เพราะเฟิร์นไม่ชอบการเสียโอกาส จะหงุดหงิดมาก เรามั่นใจและเชื่ออะไร เราก็จะทำ

อย่างที่รู้ๆ กันว่า เทรนด์แฟชั่นมันมีความหมุนเวียน อย่างสีเทรนด์ Mocha Mouse เราคาดเดาว่ามันจะมาแน่ๆ เราเลยทำออกมาตั้งแต่เดือน 10 ออกมาก่อนเลยในตอนที่คนยังไม่อิน พอเทรนด์เปิดปุ๊ป อะ เราขายได้ฉ่ำ แต่บางครั้งมันก็มีความน่ากลัวนะว่าบางทีเราตัดสินใจเร็วไป ทำเทรนด์เร็วไป แต่คนยังเข้าไม่ถึง อันนี้คือของที่จะค้างไว้ มันเป็นความกล้าเสี่ยง ที่เรายอมรับ แต่เฟิร์นเชื่อเสมอว่าเทรนด์แฟชั่น มันค่อนข้างวนลูป เสื้อผ้าแฟชั่นมันเก็บได้ เดือนนี้ไม่ฮิต ไม่เป็นไร อีกประมาณ 3 เดือนมันอาจจะมาแน่นอน เราก็จะเอากลับมาขายใหม่ ถ่าย photoshoot ใหม่ ทำโปรดักชันใหม่ด้วยสินค้าตัวเดิม ไม่ได้โละมันทิ้งไปให้เป็นขยะ อย่างกางเกงที่เฟิร์นใส่ เราทำมา 2 ปีแล้ว ทุกวันนี้ก็ยังขายดีอยู่

Q: Power of Now ที่คุณเชื่อคืออะไร

A: Be Your True Size Now ค่ะ อยากให้ทุกคนเป็นตัวของตัวเองให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ในรูปร่างไหน ไซซ์ไหน แขนใหญ่ ขาใหญ่ มีพุง อกเล็ก อกใหญ่ แค่กล้าเป็นตัวเอง แค่นั้นพอค่ะ อยากให้แคร์ความรู้สึกของตัวเองมากกว่าสายตาที่คนอื่นมองเข้ามา ณ ปัจจุบันสาวไซซ์ L ก็พูดว่าตัวเองอ้วน อก 36 ก็มองว่าอ้วนแล้ว ซึ่งมันเป็นปัญหาเหมือนกันนะที่คนกดดันกับค่านิยมความงามมากขนาดนี้ สิ่งที่เราทำได้คงเป็นการให้พลังบวกทุกคนต่อไป เพื่อให้เขากลับมาแคร์ ‘ตัวเอง’ ได้อีกครั้ง

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...