เกาะติดข่าวเศรษฐกิจสุดปัง... รับปีงูเล็ก 2568
ก้าวเข้าสู่ปี 2568 ตรงกับปีนักษัตรมะเส็ง หรือปีงูเล็ก ซึ่งเป็นอีกปีที่ปัจจัยเศรษฐกิจจากภายนอกประเทศ ยังรุมเร้า
ไม่ว่าจะเป็นการกลับมาของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ ที่หลายฝ่ายคาดว่านโยบายจะทำให้เกิดการกีดกันและสงครามการค้าที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ขณะที่ปัญหาของภูมิรัฐศาสตร์ยังมีอยู่ต่อเนื่อง ส่วนปัจจัยในประเทศยังวนลูปเดิม คือ หนี้ครัวเรือนที่สูงลิ่ว กดกำลังซื้อกดการจับจ่ายใช้สอย แต่คาดว่าจะไม่หนักเท่าปีที่ผ่านมา เพราะมีเม็ดเงินจากการลงทุนและบริโภคของภาครัฐ ผ่านงบประมาณประจำปี 2568 ที่คอยพยุงอยู่
⦁แจกเงินหมื่นสูงอายุ-อีซี่ อี-รีซีท2.0
งานสำคัญของกระทรวงการคลัง ในปี 2568 ประเดิมด้วยชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้อนรับเทศกาลปีใหม่ ยาวถึงเทศกาลตรุษจีน ได้แก่ โครงการอีซี่ อี-รีซีท2.0 เป็นมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยบุคคลธรรมดาผู้มีเงินได้สามารถนำค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม-28 กุมภาพันธ์ 2568 ได้สูงสุด 50,000 บาท โดยนำ e-Tax Invoice เต็มรูปแบบ และ e-Receipt มาใช้ลดหย่อนภาษีสำหรับปีภาษี 2568 ได้ไม่เกิน 30,000 บาท สำหรับสินค้าและบริการทั่วไป ยกเว้น สุรา ยาสูบ น้ำมัน ก๊าซ รถยนต์และจักรยานยนต์ ค่าสาธารณูปโภค ค่าเบี้ยประกัน ค่าบริการนำเที่ยว/ค่าที่พัก และลดหย่อนภาษีได้เพิ่มอีกไม่เกิน 20,000 บาท สำหรับค่าซื้อสินค้า OTOP สินค้าหรือบริการของวิสาหกิจชุมชน และสินค้าหรือบริการของวิสาหกิจเพื่อสังคม
ตามมาด้วยโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านผู้สูงอายุ โดยผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่ได้ลงทะเบียนโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ผ่านแอพพลิเคชั่นทางรัฐ จำนวน 4 ล้านคน จะได้รับเงินจำนวน 10,000 บาท ผ่านบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขบัตรประจำตัวประชาชน นับว่าเป็นโครงการดิจิทัลวอลเล็ต เฟส 2 คาดว่าจะเป็นช่วงปลายเดือนมกราคม หรือก่อนเทศกาลตรุษจีน 2568 ส่วนโครงการดิจิทัลวอลเล็ต เฟส 3 กลุ่มคนทั่วไปนั้น ยังไม่มีรายละเอียด แต่เบื้องต้นจะแจกเป็นเงินบาทรูปแบบดิจิทัล ใช้จ่ายผ่านวอลเล็ต โดยรัฐบาลคาดว่าจะเปิดทดสอบระบบวอลเล็ตราวเดือนกุมภาพันธ์ 2568 และเมื่อระบบเสถียรก็จะเปิดให้ใช้จ่ายจริงต่อไป อย่างไรก็ดีวงเงินสำหรับเฟส 3 มีอยู่ประมาณ 1.4-1.5 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีโครงการแก้ไขหนี้สิน อาทิ โครงการคุณสู้ เราช่วย เข้าไปช่วยเรื่อง หนี้บ้าน หนี้รถยนต์ และหนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งคลังมีแผนว่าจะขยายโครงการนี้เป็นระยะถัดไป ซึ่งอาจจะดูในเรื่องการเติมเงินสินเชื่อ และโครงการพักหนี้เกษตรกร เฟส 2 ผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งจะเป็นอีกส่วนที่เข้ามาบรรเทาทุกข์ ลดความกดดันด้านค่าใช้จ่าย ซึ่งผลจากโครงการนี้จะช่วยให้การบริโภคภายในประเทศช่วงปี 2568 ดูดีขึ้น
จากมาตรการดังกล่าว “ภาคธุรกิจ” สะท้อนว่าน่าจะลดปัญหาหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL ที่บั่นทอนเศรษฐกิจไทยให้ซึมลึกมานานหลายปีได้ และเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีที่ถือเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจไทย
ด้านข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) มองว่าเป็นโครงการที่ดีและจูงใจให้คนเข้าสู่การปรับโครงสร้างหนี้มากขึ้น จากสูตรเดิมไม่มีพักดอกเบี้ย มีแต่พักเงินต้น จึงคาดการณ์ในปี 2568 สถานการณ์หนี้เสียอาจจะปรับตัวลดลงจากสิ้นปี 2567 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 1.2 ล้านล้านบาท โดย ณ ไตรมาส 3/2567 ตัวเลขหนี้เสียบ้านอยู่ที่ 232,536 ล้านบาท หนี้รถยนต์ 254,710 ล้านบาท หนี้บัตรเครดิตกว่า 69,153 ล้านบาท หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล 283,995 ล้านบาท โดยเครดิตบูโรมองว่าหนี้เสียทุกประเภทยังน่าห่วง โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
ขณะเดียวกันในปี 2568 คลังยังผลักดันหลายกฎหมายที่จะช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจรอบด้าน อาทิ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ.2567 ที่จะช่วยในเรื่องการจัดเก็บภาษีนิติบุคคลขนาดใหญ่ เพื่อความเท่าเทียมและเป็นมาตรฐานสากล รวมทั้งร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. … หรือ พ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ พ.ร.บ.ศูนย์กลางทางการเงิน จะช่วยดึงดูดด้านการลงทุน รวมไปถึงการแก้ไข พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. (ฉบับที่…) เพื่อดำเนินการในโครงการ “สลากออมทรัพย์เพื่อเงินออมยามเกษียณ หรือหวยเกษียณ” จะเป็นทางเลือกใหม่ให้คนไทยเก็บออม
⦁ทรัมป์2.0ปัจจัยป่วนการค้าโลก
ส่วนการกลับมานั่งตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐรอบสองของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ กำหนดแถลงนโยบายอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคมนี้ เรียกสั้นๆ ว่า “นโยบายทรัมป์ 2.0” ถือเป็นภาระหนักอึ้ง สำหรับกระทรวงพาณิชย์ ในปี 2568 ที่เป็นความกดดัน และตัวแปรที่ท้าทาย พร้อมทั้งเป็นโอกาสทางการค้า
นักวิชาการอย่าง นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ระบุว่า ท่ามกลางนโยบายทรัมป์2.0 และปัจจัยเสี่ยงปี 2568 ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.4% ลดลงจากปี 2567 คาดขยายตัว 2.7% และเป็นอัตราต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอาเซียน ที่คาดว่าเติบโต 4.7% ซึ่งเศรษฐกิจไทยยังโตต่ำกว่า 3% ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 นับตั้งแต่ปี 2562 เสมือนว่าไทยยังเป็นผู้ป่วยด้านเศรษฐกิจของอาเซียน จากดัชนีชี้ต่อการขยายตัว คือ อัตราเติบโตเป็นอันดับ 9 ของอาเซียน การบริโภคไทยคาดขยายตัว 2.3% การลงทุนขยายตัว 3.7% การส่งออกขยายตัว 2.2% อีกทั้งยังเจอปัญหาสะสมข้ามปีจากปีก่อนหน้า ตั้งแต่หนี้ครัวเรือน อัตราดอกเบี้ย เศรษฐกิจจีนโตต่ำกว่า 5% ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์
หากทรัมป์ขึ้นภาษีนำเข้าจากไทย 10% เศรษฐกิจไทยจะลดลง 0.3-0.5% เหลือขยายตัวได้ 1.9-2.2% ส่วนการส่งออกไทยภาพรวมโตได้ 1.9% เพราะการส่งออกไปสหรัฐลดลง 5-10% รายได้จากการส่งออกหายไป 1-1.90 แสนล้านบาท และการนำเข้าภาพรวมจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.4% เพราะนโยบายทรัมป์ 2.0 จะบังคับให้ไทยต้องนำเข้าสินค้าสหรัฐเพิ่มขึ้น จนไทยได้ดุลการค้าสหรัฐลดลงเหลือ 27,500 ล้านเหรียญ จากเกือบ 30,000 ล้านเหรียญ ซึ่งลดลงครั้งแรกในรอบ 4 ปี
นายอัทธ์ระบุด้วยว่า ปี 2568 นี้ ชะตากรรมของเศรษฐกิจไทยภายใต้แรงกดดันขั้นวิกฤตนั้น จีดีพีไทยจะโตต่ำกว่าปี 2567 เอสเอ็มอีไทยปิดตัวมากขึ้น หรือถูกเทกโอเวอร์จากนักลงทุนต่างชาติ ที่สำคัญยังขาดแนวทางที่จะแก้ปัญหานโยบายทรัมป์ 2.0 ดังนั้น ปี 2568 จึงไม่ใช่เวลาเหมาะสมที่รัฐบาลจะปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) รวมถึงการปรับค่าแรงงานที่พรวดจนเกินไป จะทำให้ราคาสินค้าที่อาจสูงขึ้นจากปัจจัยต้นทุน ดังนั้นยังถือเป็นปีที่เหนื่อยและวิกฤตซ้อนวิกฤตอีกปี
⦁พลังงาน68ลดค่าไฟ-ตรึงแอลพีจี
ด้านกระทรวงพลังงาน ปี 2568 ภายใต้การบริหารของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดวันที่ 1 มกราคม 2568 ด้วยข่าวดีลดค่าไฟฟ้าจาก 4.18 บาทต่อหน่วย (งวดกันยายน-ธันวาคม 2567) เหลือ 4.15 บาทต่อหน่วย (งวดมกราคม-เมษายน 2568) พร้อมตรึงราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) ราคา 423 บาทต่อถังขนาด 15 กก. มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2568 ขณะที่ราคาดีเซลมีการต่ออายุตรึงราคาไม่เกิน 33 บาทต่อลิตรในปี 2568 ไม่มีกำหนด ยกเว้นราคาดีเซลตลาดโลกพุ่งเกิน 120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลจึงจะพิจารณาราคาที่เหมาะสมอีกครั้ง
อย่างไรก็ตามปี 2568 มีประเด็นร้อนที่ต้องจับตาคือ มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีมติชะลอการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมรูปแบบ Feed-in-Tariff (FiT) ปี 2565-2573 สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง พ.ศ.2565 (เพิ่มเติม) พ.ศ.2567 ตามแผนการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด สำหรับปี 2565-2573 ปริมาณรวม 3,668.5 เมกะวัตต์ หลังสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ประกาศรายชื่อผู้ยื่นขอผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติมที่ได้รับการคัดเลือกแล้ว 2,145 เมกะวัตต์ เนื่องจากถูกตั้งคำถามจากสังคมเรื่องความถูกต้องของกระบวนการ และวิธีการดำเนินงานรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนดังกล่าว โดย กพช.จะหารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในประเด็นข้อกฎหมายและอำนาจหน้าที่ของ กพช. และให้นายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน กพช.พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ในเรื่องดังกล่าว ผลสรุปจะเป็นอย่างไร จะเกิดการฟ้องร้องจากภาคเอกชนหรือไม่ รอติดตาม
⦁ก.อุตฯสปีด4เรื่องหลักปี’68
ปี 2568 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ประกาศเดินหน้า 4 ภารกิจหลักเพื่อปฏิรูปอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 1.ปรับปรุงกฎหมายเพื่อการปฏิรูปอุตสาหกรรม จัดทำร่างกฎหมาย “ร่างพระราชบัญญัติกากอุตสาหกรรม พ.ศ. …” บริหารจัดการกากอุตสาหกรรมทั้งระบบ ครอบคลุมกากอุตสาหกรรมจากสถานประกอบการอุตสาหกรรม ขยะอิเล็กทรอนิกส์ และซากรถยนต์ จัดตั้งกองทุนที่ชื่อว่า กองทุนปฏิรูปอุตสาหกรรมเพื่อความยั่งยืน 2.ลุยมาตรการ “รับซื้อใบอ้อย” เป็นครั้งแรก เพิ่มราคารับซื้อใบและยอดอ้อย 300 บาทต่อตันใบและยอดอ้อย หรือเท่ากับ 51 บาทต่อตันอ้อย ลดการเผาอ้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมออกคำสั่งให้โรงงานนํ้าตาล 57 โรงทั่วประเทศ หยุดรับอ้อย 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2567 จนถึงวันที่ 2 มกราคม 2568 คืนอากาศบริสุทธิ์ให้ทุกท่านเป็นของขวัญในช่วงปีใหม่
3.ใช้เอไอตรวจจับสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ตั้ง “คณะกรรมการเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อการปฏิรูปอุตสาหกรรม (INDX)” โดยมีเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานกรรมการ โดยระบบ AI: Artificial Intelligence จะเพิ่มการตรวจจับสินค้าไม่ได้มาตรฐานทางออนไลน์ เพิ่มขึ้นเป็น 100,000 รายการ/วันจากเดิมคนตรวจ 1,600 รายการ/วัน และ 4.จัดทำแพลตฟอร์มแจ้งเรื่องร้องเรียนออนไลน์ ติดตามสถานะคำขอในด้านต่างๆ มีคณะอนุกรรมการพัฒนาแพลตฟอร์มแจ้งเรื่องร้องเรียนออนไลน์เพื่อการปฏิรูปอุตสาหกรรมดูแล ผสานเทคโนโลยี TRAFFY FONDUE
⦁ดัน5Grandหนุนนทท.ทะลุ40ล้านคน
ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว ปี 2568 อีกเครื่องยนต์สำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ได้เพิ่มความเป๊ะปัง โดย นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประกาศเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและกีฬาในปี 2568 ภายใต้แนวคิด “Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025” โดยตั้งเป้าสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวรวมกว่า 3.5 ล้านล้านบาท ภายใต้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 40 ล้านคนเป็นครั้งแรก จากปี 2562 ก่อนเกิดโควิด-19 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทยประมาณ 39.5 ล้านคน
ส่วนนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศนั้น เริ่มด้วยโครงการเราเที่ยวด้วยกัน หรือเที่ยวคนละครึ่ง ที่รัฐบาลจะสมทบเงินเดินทางท่องเที่ยวให้ 50% ประชาชนจ่ายเองอีก 50% มากกว่าโครงการเดิมที่เคยให้ประชาชนจ่ายเอง 40% รัฐบาลสมทบให้ 60% ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีความชัดเจนออกมาภายในช่วงเดือนมกราคมหรือกุมภาพันธ์นี้ เพื่อให้ทันใช้ในเดือนมีนาคมเป็นต้นไป เป็นช่วงนอกฤดูการท่องเที่ยว (โลว์ซีซั่น) แล้ว ในส่วนของกีฬา ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ วันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 และการแข่งขันวอลเลย์บอล FIVB Womens World Championships 2025 วันที่ 22 สิงหาคม-7 กันยายน 2568
ด้าน น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุ แคมเปญใหญ่ Amazing Thailand Grand Tourism & Sports Year 2025 ภายใต้แนวคิด 5 Grand ได้แก่ 1.Grand Festivity จัดกิจกรรมใหญ่ตลอดทั้งปี ซึ่งเป็นจุดขายหลักในการดึงนักท่องเที่ยว 2.Grand Moment นำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวที่มอบประสบการณ์ใหม่ๆ 3.Grand Privilege รวมช้อปปิ้ง แพคเกจทัวร์ ตั๋วเครื่องบิน ช่องทางการจ่ายเงินที่สะดวกไร้รอยต่อ ล่าสุด ททท.ได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เกี่ยวกับการชำระเงินแบบไร้เงินสด หรือ “Cashless Payment” ผ่านคิวอาร์โค้ด (QR Code) ซึ่งรองรับประมาณ 7-8 ประเทศแล้ว และจะขยายต่อไปอีก 4.Grand Invitation เชิญบุคคลระดับโลกมาเมืองไทยตลอดทั้งปี อาทิ นักร้อง นักดนตรีระดับโลก นักกีฬาระดับตำนาน นักเขียนรางวัลโนเบล มาท่องเที่ยวและแชร์ประสบการณ์ และ 5.Grand Celebration การจัดงานเฉลิมฉลองในเทศกาลต่างๆ เพื่อดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทยเพิ่มมากขึ้น
เมื่อรวมแผนงานที่วางไว้ การเดินหน้าสู่เป้าหมายสูงสุดคงไม่ไกลเกินเอื้อม
⦁แจกส.ป.ก.22ล้านไร่ปี’68-69
ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปี 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า จะยังคงสานต่อนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ และพร้อมจับมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อขับเคลื่อนภาคเกษตรของประเทศอย่างต่อเนื่อง ด้วยแนวคิด“ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ยกระดับการทำเกษตรแบบดั้งเดิมให้เป็นเกษตรทันสมัย มุ่งเน้นเทคโนโลยีด้านการเกษตร อาทิ เกษตรแม่นยำ พัฒนาและสร้างระบบประกันภัยให้เกษตร การจัดที่ดินทำกินแก่เกษตรกรให้เข้าทำประโยชน์ในเขตของ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) หรือ ส.ป.ก.4-01 โดยตั้งเป้าให้ครบ 22 ล้านไร่ต่อไป ในปี 2568-2569
พร้อมทั้งการเตรียมความพร้อมรับมือปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม โดยดำเนินการแผนการก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ 15 แห่ง ปริมาตรกักเก็บน้ำเพิ่มขึ้นกว่า 25 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น 45,055 ไร่ สำหรับการก่อสร้างแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน โดยขุดสระเก็บน้ำประจำไร่นาขนาด 1,260 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 23,000 บ่อ
นอกจากนี้ อีกหนึ่งแผนงานที่สำคัญ คือ การแก้ไขปัญหาหนี้ค้างชำระของสมาชิกสหกรณ์ สิ่งที่จะเพิ่มเติมเข้าไปปี 2568 คือ เรื่องการวางแผนทางการเงินให้สมาชิก โดยเฉพาะเรื่องการมีวินัยทางการเงิน ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์จะกำกับดูแลตั้งแต่ต้น มีเจ้าหน้าที่ลงไปให้ความรู้ และถ้าสมาชิกประสบปัญหาในเรื่องต่างๆ โดยตั้งเป้าหมาย คือ ตัวเลขหนี้เสียที่ตั้งไว้ จะต้องลดลง 25%
⦁ปิดตำนานพระราม2ถนน7ชั่วโคตร
ขณะที่นโยบายคมนาคมของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่ากระทรวงคมนาคม ประกาศต้องทำให้สำเร็จในปี 2568 คือ การเร่งรัดการก่อสร้างบนถนนพระราม 2 ทั้งหมด ปิดตำนานถนนพระราม 2 ที่มีปัญหารถติด หรือที่ชอบเรียกกันว่า “ถนน 7 ชั่วโคตร” ให้สำเร็จ ตั้งเป้าการก่อสร้างทั้งหมดบนทางสายหลักของถนนพระราม 2 จะต้องแล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2568
นอกจากนี้ปี 2568 ยังเดินหน้าโครงการค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายให้เกิดขึ้นจริง ขณะนี้การยกร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. … (พ.ร.บ.ตั๋วร่วม) ได้ผ่านการพิจารณาของครม.แล้ว หากกฎหมายฉบับนี้ผ่านสภาผู้แทนราษฎร และผ่านขั้นตอนพิจารณาของรัฐสภาทั้ง 3 วาระภายในเดือนมิถุนายน 2568 และประกาศทันที กระทรวงคมนาคมมีแผนจะนำร่องโครงการ 20 บาทตลอดสาย กับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สายสีชมพู และสายสีเหลือง
⦁เร่งแลนด์บริดจ์-ไฮสปีดเทรน3สนาม
อีกประเด็นที่สังคมตั้งข้อสงสัย คือ โครงการใหญ่อย่าง“แลนด์บริดจ์” จะไปต่อ หรือเลื่อนไม่มีกำหนด ตรงนี้นายสุริยะยืนยันว่าทางกระทรวงไม่ได้พักโครงการแต่อย่างใด ล่าสุดขั้นตอนอยู่ในช่วงของการผลักดันพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคใต้ หรือเอสอีซี มีลักษณะคล้ายกับพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ประเมินว่าเมื่อ พ.ร.บ.เอสอีซีผ่านแล้วนั้น จะมีการจัดตั้งสำนักงานเอสอีซีภายในไตรมาส 2 ปี 2568 หลังจากนั้นจะเริ่มกระบวนการคัดเลือกผู้ลงทุนในไตรมาส 3 ปี 2568 รวมไปถึงการออกแบบทางรถไฟและทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) การจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เสนอเข้า ครม.อนุมัติโครงการในปี 2568 เพราะฉะนั้น ปี 2568 จะเป็นปีแห่งการผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ให้เห็นเป็นรูปธรรม
อีกโครงการสำคัญที่เหมือนจะเงียบหายไป คือ โครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ที่มีบริษัทเอเชีย เอราวัน จำกัด (ซีพี) คู่สัญญากับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ระบุ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนระหว่างสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เตรียมเสนอแก้ไขร่างสัญญาร่วมลงทุนโครงการต่อ ครม. เพื่อพิจารณาเห็นชอบภายในเดือนมกราคมนี้ โครงการดังกล่าวจะเดินหน้าไปตามมติของที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) คือ การแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน ยังไม่มีการเจรจาถึงแนวทางยกเลิกสัญญา เพื่อเปิดประมูลจัดหาเอกชนรายใหม่ รวมถึงยังไม่มีการเจรจาแนวทางที่จะให้ รฟท.กลับมาลงทุนงานโยธาเอง และหาเอกชนร่วมลงทุนเฉพาะส่วนของงานเดินรถ
มาติดตามกันว่าโครงการนี้จะเดินหน้าต่อ หรือเจอโรคเลื่อนอีก
⦁อสังหาฯปี’68ยังไม่พ้นคำว่า‘เหนื่อย’
ด้านอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกภาคธุรกิจใหญ่ของไทย ผู้ประกอบการยังมีความคาดหวังลึกๆ ถ้าหาก “รัฐบาลอิ๊งค์” มีการอัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและชัดเจน เพื่อปลุกเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ให้ฟื้นตัว รวมถึงขยายการต่ออายุมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสามารถปลกล็อกมาตรการ LTV ได้ จะทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวมในปี 2568 ไม่แย่ไปกว่าปี 2567 หรือพลิกกลับมาเป็นบวกได้อย่างน้อย 3%
แนวโน้มปี 2568 คาดว่าจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ประมาณ 363,600 หน่วย เพิ่มขึ้น 3.7% ส่านคาดการณ์ อสังหาฯเปิดขายใหม่อยู่ที่ 89,655 หน่วย เพิ่มขึ้น 5.2% และมีมูลค่า 541,392 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.5% สาเหตุจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและตลาดที่อยู่อาศัย ขณะที่สถานการณ์ที่อยู่อาศัยเหลือขายล่าสุด ณ ไตรมาสที่ 3 ของปี 2567 ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลอยู่ที่ 215,800 หน่วย เพิ่มขึ้น 10.2% ซึ่งเพิ่มในทุกระดับราคา เพราะฉะนั้นซัพพลายสต๊อกเหลือขายที่ล้น จึงทำให้ “ตลาดอสังหาฯปี 2568” น่าจะเป็นอีกปีที่ผู้ประกอบการยังก้าวข้ามคำว่า “เหนื่อย” ไม่พ้น
⦁แจ้งเกิด‘บ้านเพื่อคนไทย’4ทำเล
ต่อมาโครงการ “บ้านเพื่อคนไทย” เวอร์ชั่นรัฐบาลเพื่อไทย ที่ต้องการให้ผู้จบใหม่มีเงินเดือนเดือนแรกได้มี “บ้านหลังแรก” โดยไม่มีเงินดาวน์ ผ่อนเดือนละ 4,000 บาท ไม่เกิน 30 ปี และมีสิทธิอยู่ได้ 99 ปี โดยจะใช้พื้นที่รัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ทำเลใกล้รถไฟฟ้า ตัวเมือง มาพัฒนาโครงการ ประเดิมด้วยที่ดินของ “การรถไฟแห่งประเทศไทย” เตรียมเปิดชมห้องตัวอย่างวันที่ 20 มกราคม 2568 ที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ หรือสถานีกลางบางซื่อ ก่อนเปิดให้จองอย่างเป็นทางการต่อไป มีเงื่อนไขต้องอยู่อาศัยอย่างน้อย 5 ปี จึงจะสามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้อื่นอยู่อาศัยต่อได้
เบื้องต้นนำร่อง 4 ทำเล อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ ได้แก่ บางซื่อย่าน กม.11 หลังสำนักงานใหญ่ ปตท. โดยบริเวณนี้มีเนื้อที่กว่า 300 ไร่ ตามแผนนำที่ดินกว่า 15 ไร่ พัฒนาเป็นคอนโดมิเนียม 8 ชั้น 3 อาคาร รวม 1,232 ยูนิต มีห้องขนาด 30 ตารางเมตร ขนาด 40 ตารางเมตร ขนาด 45 ตารางเมตร และขนาด 50 ตารางเมตร อีก 3 ทำเล มีเชียงราก ธนบุรีและเชียงใหม่ โดยที่เชียงใหม่พัฒนาเป็นบ้านเดี่ยวชั้นเดียว ขนาด 50 ตารางวา บนเนื้อที่ 7 ไร่ จำนวน 35 หลัง ประกอบด้วย 2 ห้องนอน 1 ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำ พื้นที่ซักล้าง และลานจอดรถ
ปี 2568 จะมีหลากเรื่องราวเกิดขึ้น จะปังหรือแป๊ก รอลุ้นเลย!!
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เกาะติดข่าวเศรษฐกิจสุดปัง… รับปีงูเล็ก 2568
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th