ซีอีโอแบงก์ใหญ่ตีโจทย์ “ธุรกิจ ธนาคาร ปี68” ท่ามกลางหนี้ครัวเรือนสูง
ซีอีโอแบงก์พาณิชย์ขนาดใหญ่ เผยกับ “การเงินธนาคาร” ในมุมมองของ “ธุรกิจ ธนาคาร ปี 2568” ที่ต้องเผชิญกับโจทย์เศรษฐกิจไทยที่โตช้าๆ ภายใต้หนี้ครัวเรือนสูงที่คาดว่าหากนับหนี้ครัวเรือนทั้งในระบบและนอกระบบอาจสูงถึงระดับ 104% ต่อ GDP ไปแล้ว
แบงก์ไทยมุ่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคาร กรุงไทย เปิดเผยว่า ในปี 2568ธุรกิจธนาคารจะยังคงเผชิญความท้าทายอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น ตามการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การลงทุนที่ได้รับอานิสงค์จากกระแสการย้ายฐานการผลิต และเริ่มมีความต่อเนื่องจากการขับเคลื่อนนโยบายของภาครัฐ
แต่เศรษฐกิจในภาพรวมยังถือว่าขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพในอดีต และเป็นการขยายตัวที่ไม่ทั่วถึงในรูปแบบ K-shaped Economy โดยครัวเรือนและผู้ประกอบการรายเล็กบางส่วนยังคงมีความเปราะบางสูง จากปัญหาหนี้สิน
“ผลสำรวจหนี้ครัวเรือนล่าสุดโดยความร่วมมือระหว่างคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ที่พบว่าหนี้ครัวเรือนทั้งในระบบและนอกระบบอาจสูงถึงระดับ 104% ต่อ GDP นอกจากนี้ ข้อมูลจาก NCB ยังบ่งชี้ว่าปัจจุบันประชากรกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ที่เป็นอนาคตของชาติ ติดกับดักหนี้สูงขึ้นโดยเฉพาะหนี้บ้านและหนี้รถ”
นอกจากนั้น ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกก็เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะจากประเด็นสงครามการค้าที่อาจกลับมาปะทุรุนแรงขึ้นภายใต้ยุคของโดนัลด์ ทรัมป์ ตลอดจนความท้าทายเชิงโครงสร้างที่จะดำเนินต่อไป
ทั้งความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยีดิสรัปชัน สังคมสูงวัย เศรษฐกิจนอกระบบมีขนาดใหญ่ ความเหลื่อมล้ำสูง และภาคธุรกิจขาดความสามารถในการแข่งขันที่สอดรับกระแสโลกเปลี่ยน ท่ามกลางผลการดำเนินงานของภาคธนาคารในสายตานักลงทุนยังคงสะท้อนความเปราะบาง โดย P/B Ratio ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่า 1 เท่า ซึ่งต่ำกว่าภาพรวมของตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET) และธนาคารอื่นๆ ในภูมิภาค
นายผยง กล่าวอีกว่า ในปี 2568 ธนาคารพาณิชย์มุ่งเน้นการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ลูกหนี้และสนับสนุนเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายช่วยให้ประชาชนหลุดพ้นจากวงจรหนี้ที่เรื้อรัง และยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว
โดยล่าสุดได้ร่วมมือกับรัฐบาล กระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ ธนาคารแห่งประเทศไทย และสถาบันการเงินต่างๆ ดำเนินโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและผู้ประกอบธุรกิจรายเล็ก ที่มีวงเงินสินเชื่อไม่สูงและประสบปัญหาในการชำระหนี้จากภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวได้ช้าและยังไม่ทั่วถึง ให้สามารถประคองตัว รักษาสินทรัพย์สำคัญกับความมั่นคงของชีวิต กับครอบครัว และที่เกี่ยวกับการทำมาหากิน ทั้งที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ สถานประกอบการ หรือกิจการธุรกิจครัวเรือน เป็นการช่วยให้ลูกหนี้ที่มีความตั้งใจแน่วแน่ในการลดหนี้มีโอกาสที่จะกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติในระยะข้างหน้าเมื่อรายได้ฟื้นตัว
“โดยคาดว่า ภายใต้โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” จะสามารถให้การช่วยเหลือลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ รวมถึงบริษัทลูกในกลุ่ม ได้ราว 1.5 ล้านบัญชี คิดเป็นยอดหนี้กว่า 4 แสนล้านบาท”
นายผยง กล่าวด้วยว่า ภาคธนาคารจะสนับสนุนการยกระดับฐานข้อมูลหนี้สินให้ครอบคลุมและครบถ้วนมากขึ้น ทั้งข้อมูลหนี้ในระบบ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงข้อมูลสู่ฐานข้อมูลของบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) และข้อมูลหนี้นอกระบบที่ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก เพื่อให้ทุกภาคส่วน สามารถทราบและเข้าใจศักยภาพของลูกหนี้ที่แท้จริง ส่งเสริมการมีหนี้ที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในระดับที่เหมาะสมกับรายได้ ไม่เกินกำลังในการชำระคืน รวมถึงให้มีรายได้ขั้นต่ำที่พอเพียงในการดำรงชีพ
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการแก้หนี้อย่างยั่งยืน ภาคธนาคารจะยังสนับสนุนการสร้างความสามารถในการแข่งขันและการยกระดับรายได้ให้กับภาคครัวเรือนและธุรกิจ SME อาทิ ส่งเสริมการยกระดับและการรับรองระดับฝีมือแรงงาน เพื่อนำไปสู่ระดับค่าจ้างที่สูงขึ้น และส่งเสริมให้ธุรกิจรายใหญ่ มีบทบาทในการดูแลคู่ค้าที่เป็น SME ในห่วงโซ่อุปทาน ให้ได้รับความเป็นธรรมในการทำการค้า และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันไปพร้อมกัน
การดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ ท่ามกลางภาวะหนี้ครัวเรือนสูงเช่นนี้ สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของสมาคมธนาคารไทยด้านความยั่งยืน (Sustainability) ในการจัดการกับปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน ซึ่งตั้งอยู่บนหลักการ 5 ข้อ”
ได้แก่ 1.การมีความรู้ความเข้าใจในการกู้ยืม (Healthy Borrowing) ให้ข้อมูลเพื่อกระตุ้นพฤติกรรมลูกหนี้ให้มีวินัยทางการเงิน และใช้สินเชื่อที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ ไม่เกินกำลัง
- 2. การแข่งขันแบบเสรีไม่ผูกขาด (Open Competition)
- 3. ความโปร่งใสและเท่าเทียมระหว่างผู้ให้สินเชื่อ (Level Playing) ทุกกลุ่มเจ้าหนี้ทั้งธนาคาร non-bankและสหกรณ์อยู่บนกฎกติกาที่เท่าเทียมกัน
- 4. ความยุติธรรม (Fairness) ของอัตราดอกเบี้ยต้องสะท้อนความเสี่ยงที่เป็นจริง ลดภาระลูกหนี้ดีที่ต้องแบกภาระลูกหนี้ที่ไม่ดี
- 5. ความครอบคลุมและเข้าถึง ทุกฝ่ายมองเห็นประโยชน์ร่วมกันทั้งลูกหนี้ เจ้าหนี้ ผู้กำกับและภาครัฐ ไม่ทำให้ใครต้องตกไปอยู่นอกระบบจากโครงสร้างหรือข้อจำกัดของระบบ และทุกภาคส่วนร่วมแชร์ความเสี่ยงอย่างเป็นธรรมในการแก้ปัญหาหนี้
นายผยง กล่าวว่า ในระยะข้างหน้าจะก้าวสู่อีกขั้นของธุรกิจธนาคารในยุคดิจิทัล ที่มีการดึงเอาศักยภาพของเทคโนโลยี โดยเฉพาะ Generative AI เข้ามาผนวกในธุรกิจธนาคารมากขึ้น ทั้งในมิติการตอบโจทย์ลูกค้าและการยกระดับกระบวนการดำเนินงานภายในของธนาคารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังเช่นที่ Accenture ประเมินว่าธนาคารทั่วโลกสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้สูงถึง 30% ด้วยการนำ Generative AI มาประยุกต์ใช้ ทำให้จะเห็นการลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง ตลอดจนจะเห็นการพัฒนาบุคลากรดิจิทัล (Digital Talents) และการ Up & Re skill บุคคลากรเพื่อให้พร้อมรับและเท่าทันกับพลวัตของโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
อีกทิศทางธุรกิจธนาคารที่สำคัญ คือ การมุ่งเป้าสู่ธนาคารเพื่อความยั่งยืน (Sustainable banking) โดยยึดหลัก ESG โดยเฉพาะในมิติด้านสิ่งแวดล้อม ที่ภาคธนาคารมุ่งมั่นที่จะช่วยภาคธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่ Green หรือ Less brown มากขึ้น ผ่านการเร่งดำเนินโครงการ Financing the Transition ต่อเนื่องจากที่ได้ริเริ่มในปี 2567 เพื่อสนับสนุนผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ช่วยให้ภาคธุรกิจปรับตัวสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การลดก๊าซเรือนกระจก การลงทุนใน Green technology การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy efficiency) การใช้พลังงานสะอาด และการบำบัดของเสีย นอกจากนั้น ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่จะเร่งดำเนินกลยุทธ์ในการลดก๊าซเรือนกระจกตาม Transition plan ในอุตสาหกรรมที่แต่ละธนาคารได้กำหนดไว้ สอดรับกับแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย
แบงก์เน้นการบริหารจัดการด้านต้นทุน
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยให้ความเห็นว่าในส่วนของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย สำหรับปี 2567 เป็นปีที่ธุรกิจหลักอย่างเช่นสินเชื่อชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อรายย่อย ขณะที่คุณภาพหนี้ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามใกล้ชิด ซึ่งโดยรวมแล้ว มีผลในการจำกัดความสามารถในการทำกำไรของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ดังจะเห็นจากการที่อัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ยังไม่สามารถก้าวข้ามขึ้นมาเป็นเลขสองหลักได้ และอัตราส่วนของ NPL ยังคงเพิ่มขึ้น
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าแนวโน้มปี 2568 สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ไทยจะมีอัตราการขยายตัวราว 0.6% จากปี 2567 ที่คาดว่าจะหดตัว 1.8% ท่ามกลางปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงที่ยังจะกดดันให้สินเชื่อรายย่อยยังหดตัวต่อเนื่อง ขณะที่หนี้ด้อยคุณภาพยังเป็นปัญหาที่ต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง ทั้งฝั่งสินเชื่อรายย่อย รวมถึงฝั่งสินเชื่อเอสเอ็มอี
การเติบโตและความสามารถในการทำกำไรในปี 2568 ของธนาคารพาณิชย์ไทย จึงยังต้องเน้นการบริหารจัดการด้านต้นทุน ทั้งต้นทุนการดำเนินงาน และต้นทุนจากการตั้งสำรองหนี้ฯ รวมถึงการเพิ่มรายได้ ซึ่งจะเน้นไปที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยจากธุรกิจ Wealth Management ที่จะครอบคลุมบริการที่ปรึกษา การขายผลิตภัณฑ์และบริการด้านการลงทุนต่างๆ เป็นต้น
ทั้งนี้ ประเด็นที่ต้องติดตามเพิ่มเติมคือ เกณฑ์ของทางการที่ยังรอการบังคับใช้ในปี 2568 อาทิ 1) เกณฑ์ Debt Service Ratio (DSR) เพื่อดูแลให้การก่อหนี้ของลูกหนี้มีความเหมาะสมกับความสามารถในการชำระคืนและไม่เพิ่มปัญหาหนี้ครัวเรือนในภาพรวม รวมถึง 2) การแข่งขันจากคู่แข่งที่จะเข้มข้นขึ้น โดยคงจะเห็นแผนและรูปแบบการทำธุรกิจของผู้สมัคร Virtual Bank ที่ชัดเจนขึ้น (คาดว่าจะประกาศรายชื่อผู้ได้รับอนุญาตจัดตั้ง Virtual Bank กลางปี 2568 และเริ่มมีผู้ให้บริการรายแรกในปี 2569)
นางสาวขัตติยา กล่าวอีกว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าหนี้ครัวเรือนไทยยังคงอยู่ในระดับที่สูง แต่มีแนวโน้มชะลอลงต่อเนื่องในปี 2567-2568 จากการหดตัวของสินเชื่อรายย่อยท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว และธนาคารต่างๆ ยังคงปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง
“ภายใต้ภาวะหนี้ครัวเรือนสูง ธนาคารยังคงบริหารความเสี่ยงด้านเครดิตอย่างระมัดระวัง ภายใต้นโยบายเครดิตซึ่งอยู่บนพื้นฐานความสมดุลของปริมาณและคุณภาพของเครดิต ธนาคารมุ่งเน้นการเติบโตของพอร์ตสินเชื่ออย่างมีคุณภาพ โดยผลักดันการเติบโตของสินเชื่อที่มีคุณภาพ มุ่งเน้นสินเชื่อที่มีหลักประกัน”
รวมถึงมีการปรับเกณฑ์การอนุมัติให้เหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า พร้อมนำเทคโนโลยี AI และ Big Data มาช่วยติดตามพฤติกรรมและจัดการความเสี่ยงเชิงรุก มีการใช้ข้อมูลวิเคราะห์เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตรงความต้องการลูกค้า การรักษาฐานลูกค้าที่มีคุณภาพ และการรักษาความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าปัจจุบัน เช่น การทำ Segmentation เพื่อนำเสนอแคมเปญเฉพาะกลุ่ม การพัฒนา Early Warning Indicators เป็นต้น
นอกจากนี้ ธนาคารมีความห่วงใยและให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติและปัญหาหนี้ครัวเรือนผ่านโครงการและมาตรการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ และการขยายระยะเวลาชำระหนี้ รวมถึงร่วมสร้างวินัยทางการเงิน และให้ความรู้ทางการเงินในมิติต่างๆ เพื่อป้องกันปัญหาระยะยาว ขณะเดียวกัน ธนาคารควรมุ่งเพิ่มรายได้จากค่าธรรมเนียมและบริการดิจิทัล เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากดอกเบี้ย รวมถึงส่งเสริมสินเชื่อที่สอดคล้องกับแนวทาง ESG และปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานด้วยเทคโนโลยี
เดินหน้าเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ
นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ธุรกิจธนาคารในปี 2568 ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งในด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความต้องการของผู้บริโภค กำลังท้าทายบทบาทและการดำเนินงานของธนาคาร การเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ การแข่งขันจากผู้เล่นใหม่ในตลาด และการดำเนินธุรกิจบนความยั่งยืน เป็นทิศทางของธุรกิจที่ทำให้ธนาคารต้องปรับตัวทั้งในเชิงโครงสร้าง และการให้บริการ
โดยการปรับโครงสร้างและมุ่งสู่ดิจิทัล ในปี 2568 ธุรกิจธนาคารกำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยหลายธนาคารเริ่มลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น การประยุกต์ใช้ AI และ Machine Learning ในกระบวนการทางธุรกิจ การยกระดับ Mobile Banking ให้มีฟังก์ชันครบวงจรมากขึ้น เช่น การให้สินเชื่อแบบทันที การวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าเพื่อเสนอบริการเฉพาะบุคคล และการนำเสนอการให้บริการทุกช่องทางแบบไร้รอยต่อ (Seamless omnichannel services) สิ่งเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความสะดวกสบายและประสบการณ์การใช้บริการที่ดีให้แก่ลูกค้า
ส่วนการแข่งขันจากผู้เล่นใหม่ การแข่งขันในธุรกิจธนาคารกำลังเข้มข้นขึ้น จากการเปิดตัว Virtual Bank และการเติบโตของผู้ให้บริการทางการเงินนอกระบบธนาคาร (Non-bank) ที่มีนวัตกรรมและความคล่องตัวสูง สามารถตอบสนองความต้องการเฉพาะด้านของลูกค้าได้รวดเร็ว ธนาคารต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาฐานลูกค้า
และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนสอดคล้องกับแนวคิด ESG ความยั่งยืนเป็นเทรนด์ธุรกิจที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ธนาคารมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกระแสความยั่งยืนนี้ให้เกิดขึ้น พร้อมยึดถือเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจของธนาคาร โดยธนาคารให้การสนับสนุนผ่านการปล่อยสินเชื่อที่สนับสนุนโครงการด้านพลังงานสะอาด การเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจสู่ Net Zero หรือการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในรูปแบบอื่นๆ นอกจากนี้ ธนาคารยังมีการลดคาร์บอนฟุตพรินต์ในกระบวนการทำงาน เช่น การใช้พลังงานหมุนเวียนในสำนักงานใหญ่ และการสนับสนุนกิจกรรมที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะสร้างความได้เปรียบในการดึงดูดลูกค้าและนักลงทุนที่สนใจประเด็นด้านความยั่งยืน
นายกฤษณ์ กล่าวด้วยว่า ธนาคารให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพสินเชื่อในช่วง 3 ปีข้างหน้า โดยมุ่งเน้นการดำเนินการใน 3 ส่วนสำคัญดังนี้:
- การคัดเลือกสินเชื่อใหม่อย่างรอบคอบ ธนาคารจะเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อใหม่ โดยให้ความสำคัญกับการประเมินความเหมาะสมในด้านอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยง รวมถึงการทำความเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยให้ธนาคารสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังส่งผลให้สินเชื่อที่ปล่อยใหม่มีคุณภาพสูง ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงทางการเงิน แต่ยังสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมและยั่งยืนต่อทั้งลูกค้าและธนาคารในระยะยาว
- การปรับปรุงกระบวนการจัดการสินเชื่อปัจจุบัน ธนาคารจะยกระดับกระบวนการจัดการสินเชื่อในทุกมิติ โดยเริ่มจากการ ติดตามและตรวจสอบทางด้านความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด เพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการ จัดเก็บหนี้และดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยนำเอาเทคโนโลยี AI มาใช้ในทุกกระบวนการ
- การบริหารจัดการหนี้เสีย ธนาคารให้ความสำคัญกับการจัดการหนี้เสียอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นการหาแนวทางการบริหารจัดการที่เหมาะสม เพื่อลดผลกระทบต่อคุณภาพพอร์ตสินเชื่อ และป้องกันความเสี่ยงในระยะยาว
“แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของธนาคารในการยกระดับคุณภาพพอร์ตสินเชื่อ เพื่อรักษาเสถียรภาพและสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในระยะยาว”
รักษาสมดุลความเสี่ยง
นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า แม้ในภาพรวมระบบธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันมีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ โดยมีเงินกองทุน เงินสํารอง และสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง แต่ธุรกิจธนาคารยังคงเผชิญความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 โดยในปี 2568 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวไม่เกิน 3% เทียบกับอัตราเติบโตเฉลี่ย 3.5-4.0% ในอดีต แม้จะได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจากการเร่งรัดใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐ รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว แต่ปัจจัยเสี่ยงทั้งจากภายใน เช่น หนี้ครัวเรือน และจากภายนอก เช่น ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงเป็นประเด็นที่ภาคธุรกิจยังมีความกังวล
ด้วยปัจจัยดังกล่าว ทำให้ธุรกิจธนาคารยังมีความกังวลด้านคุณภาพสินเชื่อในระบบ และหนี้เสีย (NPL) ที่ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่มสินเชื่อรายย่อยและสินเชื่อ SMEs ที่ผู้ประกอบการในไทยยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ เนื่องจากยังมีภาระหนี้สะสมจากวิกฤตโควิดและยังต้องเผชิญต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงที่ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันการเติบโตของสินเชื่อและการบริโภคในประเทศ ดังนั้น ธุรกิจธนาคารจึงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด
ธนาคารจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาสมดุลความเสี่ยง โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการคุณภาพสินเชื่อให้เหมาะสมกับภาวะตลาด ซึ่งปัจจุบันธนาคารได้ปรับตัวโดยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและประเมินความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น และการขยายฐานลูกค้าไปยังภาคส่วนหรือกลุ่มธุรกิจที่ยังมีศักยภาพ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมใหม่ที่ตอบรับกับกระแสเมกะเทรนด์โลก
“ธนาคารก็ยังคงปฏิบัติตามแนวทาง “การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ” (Responsible Lending) ของธนาคารแห่งประเทศไทย เช่น การวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าอย่างเข้มงวดอีกด้วย เพื่อให้สามารถรักษาสมดุลของการเติบโตควบคู่ไปกับการบริหารความเสี่ยงท่ามกลางภูมิทัศน์ของภาคการเงินที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”
หนุนแก้หนี้ "คุณสู้ เราช่วย"
นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารยังช่วยเหลือลูกค้าที่ประสบปัญหาให้ฟื้นตัวและเดินหน้าต่อไปได้ ล่าสุด ธนาคารกรุงเทพได้เข้าร่วมโครงการ"คุณสู้ เราช่วย"ปิดหนี้ได้ไว ไปต่อได้เร็ว ที่กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันการเงินร่วมกันขับเคลื่อนเพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนในระบบ โดยให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งบุคคลธรรมดาและเอสเอ็มอีเฉพาะกลุ่ม ครอบคลุมหนี้ที่เกิดก่อนวันที่ 1 มกราคม 2567 และมีสถานะค้างชำระเกิน 30 วัน แต่ไม่เกิน 365 วัน ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567