โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สปส.เปิดรับฟังความเห็น “ปรับเพดานค่าจ้าง ม.33 ส่งเงินสมทบประกันสังคม” เพิ่มเงินบำนาญ-สิทธิประโยชน์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 05 ธ.ค. 2567 เวลา 10.11 น. • เผยแพร่ 05 ธ.ค. 2567 เวลา 03.11 น.

สปส.เปิดรับฟังความเห็น “ปรับเพดานค่าจ้าง ม.33 ส่งเงินสมทบประกันสังคม” ปี 2569-2571 เพดานค่าจ้าง 17,500 บาท เงินสมทบสูงสุด 875 บาท/เดือน พร้อมเพิ่มเงินบำนาญ-สิทธิประโยชน์

วันที่ 5 ธันวาคม 2567 สำนักงานประกันสังคม (สปส.) กระทรวงแรงงาน เปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ต่อร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบกองทุนประกันสังคม พ.ศ. … เพื่อให้เกิดความเหมาะสม และสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน

เนื่องจากกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2538) ได้กำหนดค่าจ้างขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานการคำนวณเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ของผู้ประกันตนมาตรา 33 ไว้ไม่เกิน 15,000 บาท ซึ่งบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค. 38 โดยค่าจ้างขั้นต่ำต่อวันขณะนั้น มีอัตราสูงสุดอยู่ที่ 135 บาท

ดังนั้น จึงสมควรปรับปรุงให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน และเป็นไปตามมาตรฐานเพดานค่าจ้างขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ตามอนุสัญญาฉบับที่ 102 เรื่องสิทธิประโยชน์ประกันสังคมขั้นพื้นฐาน เพื่อความเพียงพอของสิทธิประโยชน์ที่เป็นเงินทดแทนการขาดรายได้ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับกองทุนรองรับรายจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น เพื่อการกระจายรายได้จากผู้มีรายได้มากไปสู่ผู้มีรายได้น้อยภายในระบบประกันสังคม และเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบประกันสังคม

สำหรับร่างกฎกระทรวงฉบับใหม่นี้ สปส. วางเป้าหมายที่จะให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป โดยจะเป็นการ ปรับเพดานค่าจ้าง จากปัจจุบันที่ 15,000 บาท มาเป็นแบบขั้นบันได โดยค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานคำนวณเงินสมทบผู้ประกันตน มาตรา 33 เป็นดังนี้

ปี 2569-2571 : เพดานค่าจ้าง 17,500 บาท (เงินสมทบสูงสุด 875 บาท/เดือน)

ปี 2572-2574 : เพดานค่าจ้าง 20,000 บาท (เงินสมทบสูงสุด 1,000 บาท/เดือน)

ปี 2575 เป็นต้นไป : เพดานค่าจ้าง 23,000 บาท (เงินสมทบสูงสุด 1,150 บาท/เดือน)

ปรับเพดานค่าจ้าง ม.33 ส่งเงินสมทบประกันสังคม

ทั้งนี้ ในร่างกฎกระทรวงดังกล่าว มีหลักการสำคัญในการปรับเพิ่มเพดานค่าจ้างขั้นสูง ดังนี้

1. เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์เป็นเงินทดแทนการขาดรายได้ที่มีความเพียงพอสอดคล้องกับค่าจ้างจริง เนื่องจากฐานที่ใช้ในการคำนวณเพื่อรับสิทธิประโยชน์ดังกล่าว จะคำนวณจากค่าจ้างที่นำส่งเข้ากองทุนประกันสังคม ดังนี้

  • เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีเจ็บป่วย 50% ของค่าจ้างที่นำส่งเข้ากองทุน
    • เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพสูงสุด 50% ของค่าจ้างที่นำส่งเข้ากองทุน
    • เงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร 50% ของค่าจ้างที่นำส่งเข้ากองทุน
    • เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 50% ของค่าจ้างที่นำส่งเข้ากองทุน
    • เงินทดแทนการขาดรายได้ในกรณีว่างงานสูงสุด 50% ของค่าจ้างที่นำส่งเข้ากองทุน
    • เงินบำนาญชราภาพ ไม่ต่ำกว่า 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายที่นำส่งเข้ากองทุน โดยผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบ 15 ปี จะได้รับบำนาญ 20% ของค่าจ้าง ส่วนผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบมากกว่า 15 ปี จะได้รับบำนาญเพิ่มอีก 1.5% ทุกการส่งเงินสมทบครบ 12 เดือน

สำหรับเงินบำเหน็จชราภาพ จะได้รับเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ เนื่องจากมีการนำส่งเงินสมทบเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพเพิ่มขึ้นจากการปรับฐานที่ใช้ในการคำนวณเงินสมทบ

2. เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับกองทุน รองรับรายจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น

3. เพื่อการกระจายรายได้จากผู้มีรายได้มากไปสู่ผู้มีรายได้น้อยภายใต้ระบบประกันสังคม เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ประกันตน 62.5% มีค่าจ้างต่ำกว่า 15,000 บาท และมีผู้ประกันตน 37.5% มีค่าจ้างเท่ากับหรือสูงกว่าเพดานค่าจ้างปัจจุบัน

ปรับเพดานค่าจ้าง ม.33 ส่งเงินสมทบประกันสังคม

สำหรับการรับฟังความคิดเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาร่างกฎกระทรวงดังกล่าว สามารถทำได้จาก 4 ช่องทาง ดังนี้

1. ระบบกลางทางกฎหมาย (www.law.go.th) ตั้งแต่วันที่ 1-15 ธ.ค.67

2. เว็บไซต์สำนักงานประกันสังค (www.sso.go.th) ตั้งแต่วันที่ 1-15 ธ.ค.67

3. มุมรับฟังความคิดเห็น ณ สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ และสำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขา จนถึง 31 ธ.ค.67

4. การจัดประชุมรับฟังความคิดเห็น เริ่มตั้งแต่ 16 ต.ค. - 31 ธ.ค.67

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...