ผ่าแผนกู้ชีพพลังงานชาติ! ปตท. ทุ่ม 2.3 แสนล้าน งัด 4 มาตรการอุ้มคนไทย
(25 เม.ย.69) วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางเดินเรือขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลกอย่าง"ช่องแคบฮอร์มุซ"ภาวะชะงักงันนี้ทำให้โรงกลั่นน้ำมันรายใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในสิงคโปร์และมาเลเซีย ต้องประกาศลดกำลังการผลิตและหยุดเดินเครื่องชั่วคราว เนื่องจากขาดแคลนน้ำมันดิบและแบกรับต้นทุนที่พุ่งสูงไม่ไหว
อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา และเร่งบริหารจัดการความมั่นคงทางพลังงานเชิงรุกทันที เพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤตนี้ลุกลามมาเป็นภาวะขาดแคลนน้ำมันในประเทศ และเพื่อรับมือกับความผันผวน กลุ่ม ปตท. ได้ประกาศแผนบริหารจัดการน้ำมันตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Value Chain) ที่สามารถตรวจสอบได้จริงผ่าน 4 มาตรการหลัก ได้แก่
- การจัดหาน้ำมันดิบ : สกัดความเสี่ยงด้วยการจัดหาน้ำมันดิบจากหลากหลายแหล่งทั่วโลก เพื่อให้มีวัตถุดิบต่อเนื่องแม้ในยามวิกฤต พร้อมรายงานข้อมูลต่อหน่วยงานรัฐอย่างสม่ำเสมอเพื่อความโปร่งใสสูงสุด
- การผลิตของโรงกลั่น : สั่งเดินเครื่องโรงกลั่นเต็มศักยภาพสูงสุดถึง 105% โดยเร่งผลิตน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น 3.6 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ พร้อมเปิดเผยข้อมูลให้ภาครัฐตรวจสอบได้ตลอดเวลา
- การขนส่งและกระจายน้ำมัน : เร่งระบายน้ำมันจากคลังสู่ประชาชนทันที โดยเพิ่มรอบจัดส่งและขยายเวลาเปิดคลังเป็น 24 ชั่วโมง พร้อมนำสต็อกน้ำมันสำรองออกมาจำหน่ายเสริมในระบบจนลดต่ำกว่าปกติถึง 48% โดยประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์ได้ผ่านเว็บไซต์ ปตท.
- การจำหน่าย : จัดสรรน้ำมันสู่ PTT Station กว่า 2,400 แห่ง และภาคอุตสาหกรรมอย่างเท่าเทียม พร้อมใช้ระบบ Digital Tracking ติดตามปริมาณน้ำมันเพื่อสกัดกั้นการรั่วไหล และรายงานราคาขายปลีกตามกลไกตลาดโลกอย่างตรงไปตรงมา
ขณะที่เบื้องหลังของการรับประกันว่า"น้ำมันจะไม่ขาดแคลน"คือต้นทุนมหาศาลที่ ปตท. ต้องแบกรับ เนื่องจากการจัดหาน้ำมันดิบในช่วงที่ตลาดโลกตึงตัวขีดสุด ทำให้ราคาพุ่งไปแตะระดับ 130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล การที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กลุ่ม ปตท. ต้องรับภาระด้านสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบด้วย
- 63,000 ล้านบาท : สำหรับหลักประกันในการจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call)
- 137,000 ล้านบาท : สำหรับเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) ในการจัดหาน้ำมันและก๊าซเพิ่มขึ้น
- 35,000 ล้านบาท : สำหรับเงินค้างชำระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากการเข้าไปช่วยชดเชยราคา
รวมเป็นภาระสภาพคล่องที่สูงขึ้นกว่า 230,000 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้ ปตท. ต้องรับภาระต้นทุนดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีกกว่า 7,000 ล้านบาท ซึ่ง ปตท.ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ ย้ำจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ต้นทุนมหาศาลที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ใช่การดำเนินธุรกิจตามปกติ และ "ไม่ได้ถูกส่งผ่านในราคาน้ำมันให้เป็นภาระของผู้บริโภค" แต่เป็นต้นทุนจากการทำหน้าที่ "ลดความเสี่ยงของประเทศ"
ข่าวที่เกี่ยวข้อง