โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สว.ปฏิมา แจงปมแนะปลูกผัก-เลี้ยงไก่ ช่วงวิกฤตพลังงาน ย้ำไม่มีเจตนาทำให้เข้าใจผิด

VoiceTV

อัพเดต 24 มี.ค. เวลา 07.16 น. • เผยแพร่ 24 มี.ค. เวลา 07.01 น. • กองบรรณาธิการวอยซ์ออนไลน์

วันนี้ (24 มีนาคม 2569) นายปฏิมา จีระแพทย์ สมาชิกวุฒิสภา ชี้แจงกรณีอภิปรายในวาระเร่งด่วน เรื่องขอให้วุฒิสภาพิจารณาปัญหาผลกระทบต่อประเทศไทยจากกรณีการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยแนะให้ประชาชนปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน จนต่อมาเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก

นายปฏิมา กล่าวว่า เจตนาของตนที่พูดออกไป เพื่อให้ประชาชนตระหนักว่าหากเกิดวิกฤตจริง ๆ จะรับมืออย่างไร และหากทุกคนจำช่วงโควิด-19 ได้ ที่ทุกคนไม่สามารถออกไปซื้ออาหาร แม้จะมีน้ำมัน คนเมืองที่อยู่คอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ มีความลำบากกันหมด แต่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในต่างจังหวัด แม้จะมีที่ดินไม่มากก็สามารถปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ดำรงชีวิตอยู่ได้ โดยไม่มีปัญหา นั่นคือเจตนารมณ์ของตนในการอภิปราย เพราะเห็นว่าเวลานี้ที่เรามีปัญหาเรื่องพลังงาน ส่งผลทำให้เกิดปัญหาเรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้นตามมา เราจึงจำเป็นต้องหาทางออก เพื่อช่วยเหลือตัวเอง

นายปฏิมา กล่าวด้วยว่า ตนสามารถให้คำแนะนำหรือสอนได้ เพราะตนก็ปลูกผักในกล่องโฟมบนดาดฟ้า 5 กล่อง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะรับประทานแต่ผักเพียงอย่างเดียว อย่างน้อยก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายไม่ต้องไปซื้อผักได้ นี่คือทางออกที่ตนอยากเอาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาย้ำอีกครั้ง ว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องเอาตัวรอด เพราะเศรษฐกิจพอเพียงช่วยเราได้

ทั้งนี้ ตนไม่ได้มีเจตนาที่จะให้ทุกคนเข้าใจในทางลบ แต่ตนเห็นว่าเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเป็นทางออกให้กับประชาชน หากเกิดเหตุไม่คาดคิด จนทำให้เราอยู่อย่างลำบาก หากไม่มีน้ำมัน ไม่มีไฟฟ้า แต่ยังมีสงครามอยู่

โดยเมื่อวานนี้ (23 มีนาคม 2569) นายปฏิมา จีระแพทย์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้อภิปรายต่อที่ประชุมวุฒิสภาถึงความเดือดร้อนของประชาชนท่ามกลางวิกฤตการณ์พลังงานและค่าครองชีพ จากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางว่า ขณะนี้ข้อมูลเรื่องปริมาณสำรองพลังงานมีความสับสนอย่างมาก ซึ่งความไม่ชัดเจนนี้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคธุรกิจเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีรายงานปัญหาความเดือดร้อนในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะการหาที่เติมน้ำมันได้ยากลำบาก จึงเกิดข้อสงสัยว่ามีการกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไรหรือไม่ ?

ซึ่งตนเห็นว่าทั้งวุฒิสภาและกระทรวงมหาดไทย ควรเร่งส่งทีมตรวจสอบสต็อกน้ำมันตามปั๊มต่างๆ อย่างเร่งด่วนเพื่อชี้แจงความจริงให้ประชาชนรับทราบ ส่วนราคาน้ำมันหน้าปั๊มแม้จะถูกตรึงไว้ที่ประมาณ 31.14 บาทต่อลิตร แต่ในความเป็นจริงผู้ประกอบการขนส่งต้องซื้อน้ำมันผ่านตัวกลางในราคาสูงถึง 44 บาทต่อลิตร ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังภาคเกษตรกรที่ไม่มีน้ำมันเติม โดยเฉพาะรถอีแต๋นสำหรับขนส่งพืชผลทางการเกษตร อาทิ ข้าวโพดและมันสำปะหลัง จนขาดรายได้ในการเลี้ยงชีพ ขณะเดียวกันค่าครองชีพของประชาชนก็พุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ไม่ว่าจะเป็นไข่ไก่ เม็ดพลาสติก และที่สำคัญ คือ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดการอยู่รอดของผู้มีรายได้น้อยที่กำลังจะปรับราคาขึ้น

ตนจึงขอเสนอแนะให้กระทรวงพาณิชย์เข้ามาควบคุมราคาและตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนอย่างละเอียดเพื่อป้องกันการฉวยโอกาส รวมถึงเสนอแนวทางให้รัฐบาลเร่งส่งเสริมการใช้ "น้ำมันเขียว" ในภาคเกษตร และสนับสนุนให้ประชาชนหันมาพึ่งพาตนเองด้วยการปลูกผัก เลี้ยงไก่และเลี้ยงปลา เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและเป็นทางเลือกในการดำรงชีวิตหากวิกฤตการณ์โลกทวีความรุนแรงและยืดเยื้อในอนาคต

ที่มา : วิทยุรัฐสภา

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...