โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ฉีกหน้าทรัมป์อีกแล้ว! "ผอ.ข่าวกรองแห่งชาติ" แถลงต่อวุฒิสภา ยอมรับ "อิหร่าน" ไม่ได้ส่งเสริมพัฒนาสมรรถนะนิวเคลียร์

TOP NEWS ONLINE

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • TOP NEWS

ทุลซี แกบบาร์ด พันธมิตรของทรัมป์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองแห่งชาติ (Director of National Intelligence ) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหน่วยงานด้านการข่าวสหรัฐฯ ปรากฏตัวต่อหน้าคณะกรรมาธิการข่าวกรอง วุฒิสภา เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับภัยคุกคามทั่วโลก เมื่อวานนี้ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งในส่วนของอิหร่านนั้น แกบบาร์ด กล่าวตามแถลงการณ์ที่เธอเตรียมไว้ว่า หน่วยข่าวกรองประเมินว่า ระบอบการปกครองในอิหร่านยังคงอยู่ได้ แต่เสื่อมถอยลงอย่างมาก เนื่องจากการโจมตีผู้นำและขีดความสามารถทางทหาร ในคำแถลงที่ส่งให้กับกรรมาธิการฯล่วงหน้า แกบบาร์ด เขียนว่า ผลจากปฏิบัติการค้อนเที่ยงคืน (Midnight Hammer) เมื่อมิถุนายน 2568 "ทำลายล้าง" โครงการเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ของอิหร่าน และอิหร่านไม่ได้พยายาม สร้างขึ้นมาใหม่ แต่เธอกลับไม่ได้อ่านย่อหน้านี้ออกมา เมื่อ ส.ว.เดโมแครต มาร์ค วอร์เนอร์ ถามเหตุผลว่าเพราะอะไร แกบบาร์ด ตอบว่า ต้องตัดทอนคำแถลงต่อสาธารณะ เพราะมัน "ยาวเกินไป" ส.ว.วอร์เนอร์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น คุณจึงเลือกที่จะละเว้นส่วนที่ขัดแย้งกับประธานาธิบดีไว้ ซึ่งเป็นการชี้ไปที่ข้ออ้างของทรัมป์ที่ว่า การใช้กำลังทหารต่ออิหร่านนั้นชอบธรรม เนื่องจากอิหร่านกำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และเมื่อถูกวุฒิสมาชิก จอน ออสซอฟฟ์ จากพรรคเดโมแครต จี้ถามว่า เธอเห็นว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามที่ใกล้เข้ามาหรือไม่ แกบบาร์ดปฏิเสธที่จะตอบตรงๆ โดยบอกว่า คนเดียวที่จะตัดสินได้ว่า อะไรคือและไม่ใช่ภัยคุกคามที่ใกล้เข้ามา คือประธานาธิบดี ทรัมป์ กล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า เขาตัดสินใจร่วมกับอิสราเอลโจมตีอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เนื่องจาก "ภัยคุกคามที่กำลังใกล้เข้ามา" และหลังจากส่งเครื่องบินไปทิ้งระเบิดถล่มโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อกลางปีที่แล้ว ทรัมป์ ก็กล่าวเองว่า สหรัฐฯ ได้ทำลายสถานที่นิวเคลียร์ของอิหร่านอย่างสิ้นเชิงแล้ว แต่หลังจากเปิดฉากทำสงครามครั้งล่าสุด ทรัมป์กลับยืนยันว่า อิหร่านอยู่ห่างจากการสร้างระเบิดนิวเคลียร์เพียงไม่กี่สัปดาห์ จึงจำเป็นต้องลงมือปฏิบัติการทางทหาร

หน่วยงานเฝ้าระวังนิวเคลียร์ของสหประชาชาติและผู้สังเกตการณ์ส่วนใหญ่ ไม่เห็นด้วยกับข้อสรุปที่ว่า อิหร่านกำลังจะสร้างระเบิดนิวเคลียร์ และอิหร่านเองก็กำลังเจรจากับคณะผู้แทนของทรัมป์ เพื่อพยายามหาทำข้อตกลงระหว่างกันก่อนถูกสหรัฐฯตลบหลัง จอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลาง หรือ ซีไอเอ ตอบวุฒิสมาชิก เมื่อถูกถามเกี่ยวกับการเจรจา เขาอ้างว่า เป็นที่ชัดเจนว่า อิหร่านไม่มีเจตนาที่จะดำเนินการต่อ แกบบาร์ด กล่าวว่า อิหร่านได้รับความเสียหายอย่างหนัก ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาจากการโจมตี ซึ่งรวมถึงการสังหาร อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดที่ดำรงตำแหน่งมาอย่างยาวนาน แต่ระบอบสาธารณรัฐอิสลามยังคงดำเนินต่อไปได้ เธออ้างว่า หากระบอบการปกครองที่เป็นศัตรูยังคงอยู่รอด ก็มีแนวโน้มที่พวกเขาจะเริ่มต้นความพยายามสร้างกองทัพ ขีปนาวุธ และกองกำลังโดรนขึ้นมาใหม่ นับเป็นการบรรยายสรุปด้านข่าวกรองต่อสาธารณะครั้งแรก ตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์ และเกิดขึ้นหนึ่งวันหลังจากโจเซฟ เคนต์ หนึ่งในผู้ช่วยอาวุโสของเธอ ลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติเพื่อประท้วง โดยเคนต์ กล่าวว่า อิหร่านไม่ได้เป็นภัยคุกคามจวนตัว และทรัมป์ถูกอิสราเอลและสื่อต่างๆ ชักนำไปในทางที่ผิด ก่อนหน้านั้น ผ.อ.ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติของสหรัฐ ประกาศลาออก ปมไม่เห็นด้วยทำสงครามกับอิหร่าน ชี้อิหร่านไม่ใช่ภัยคุกคามเร่งด่วน ถือเป็นความขัดแย้งกับเหตุผลของรัฐบาลที่ยืนยัน จำเป็นต้องโจมตี ด้านทรัมป์บอก การลาออกนี้ เป็นเรื่องที่ดีของรัฐบาลนั้น

เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า สะเทือนความมั่นคงสหรัฐฯ ผอ.ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายลาออก ประกาศไม่หนุนสงครามอิหร่าน ชี้ “ภัยไม่เร่งด่วน” ตั้งคำถามเบื้องหลังนโยบาย วอชิงตัน 17 มีนาคม 2569 — เกิดแรงสั่นสะเทือนในโครงสร้างความมั่นคงของสหรัฐฯ หลังผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ (NCTC) ตัดสินใจยื่นลาออกจากตำแหน่ง พร้อมแสดงจุดยืนชัดเจน ไม่สนับสนุนแนวทางที่อาจนำประเทศเข้าสู่สงครามกับอิหร่าน ในจดหมายลาออก เจ้าหน้าที่ระดับสูงรายนี้ระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า “อิหร่านไม่ใช่ภัยคุกคามที่ใกล้จะเกิดขึ้นต่อสหรัฐฯ” ซึ่งถือเป็นคำยืนยันที่สวนทางกับกระแสการประเมินภัยคุกคามในระดับนโยบาย แหล่งข่าวด้านความมั่นคงระบุว่า การลาออกครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเหตุผลส่วนบุคคล แต่สะท้อนถึง ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างภายในรัฐบาลสหรัฐฯ ระหว่าง “ฝ่ายข่าวกรอง” กับ “ฝ่ายกำหนดนโยบาย” ที่มีท่าทีแข็งกร้าวต่ออิหร่าน รายงานยังชี้ว่า เจ้าตัวตั้งข้อสังเกตต่อกระบวนการประเมินภัยคุกคามว่า อาจมี แรงกดดันทางการเมืองและปัจจัยภายนอกเข้ามากำหนดทิศทาง มากกว่าข้อเท็จจริงด้านความมั่นคง พร้อมเปรียบเทียบสถานการณ์กับกรณี สงครามอิรัก ที่เคยถูกตั้งคำถามเรื่องการใช้ข้อมูลข่าวกรองเพื่อสร้างความชอบธรรมในการทำสงคราม การตัดสินใจครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็น “สัญญาณเตือนจากภายใน” ต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายความมั่นคงของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในช่วงที่ความตึงเครียดกับอิหร่านยังคงเพิ่มสูงขึ้น นักวิเคราะห์มองว่า เหตุการณ์นี้อาจสะท้อนว่า แม้แต่ในหน่วยงานความมั่นคงระดับสูง ก็ยังไม่มีฉันทามติว่าการเผชิญหน้ากับอิหร่านเป็นสิ่งจำเป็น และอาจกลายเป็นชนวนให้เกิดแรงเสียดทานทางการเมืองภายในสหรัฐฯ ในระยะต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...