โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เตือนหมดยุคดอกเบี้ยขาลง ต้นทุนหุ้นกู้พุ่ง-รีไฟแนนซ์เสี่ยง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 มี.ค. เวลา 11.06 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. เวลา 23.31 น.

พิษสงคราม ตะวันออกกลางไม่จบง่าย ต้นทุนการเงินธุรกิจไทยเริ่มขยับ “กรุงไทย” เผยบอนด์ยีลด์ระยะยาวปรับขึ้นยกแผง แม้ กนง.เพิ่งลดดอกเบี้ยต้นปีแค่หนเดียว เชื่อ “วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง” จบแล้ว ฟันธงต้นทุนการเงินธุรกิจพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว ดอกเบี้ยหุ้นกู้รอบใหม่ต้องจ่ายดอกสูงขึ้น มองปลายปีนี้ถึงปีหน้าดอกเบี้ยมีโอกาสขยับขึ้น หากราคาน้ำมันสูงไม่เลิก ดันทำเงินเฟ้อพุ่งตาม ขณะที่ “สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย” ชี้กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว ทั้งสายการบิน-โรงแรม เจอผลกระทบเต็ม ๆ เตือนนักลงทุนระวังความเสี่ยงรีไฟแนนซ์ ห่วงธุรกิจหนี้สูงยิ่งกระทบหนัก

นายสงวน จุงสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ผู้บริหารฝ่าย Investment Market Research สายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจไทย เริ่มจากค่าเงินบาทในช่วงไม่ถึง 3 เดือนแรกของปี 2569 เงินบาทอ่อนค่าแล้ว 3% อ่อนค่ามากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชีย รองจากค่าเงินวอนของเกาหลีใต้ ขณะที่ประเทศที่มีน้ำมัน หรือน้ำมันสำรองปริมาณมาก ทั้งมาเลเซีย และสิงคโปร์ ค่าเงินยังแข็งค่าอยู่

ขณะที่ด้านอัตราดอกเบี้ย ปีนี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีการลดดอกเบี้ยลง 1 ครั้ง เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 จาก 1.25% เหลือ 1% แต่การส่งผ่านถือว่าน้อย สะท้อนจากอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล อายุ 5 ปี สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 1.28% ตอน กนง.ลดดอกเบี้ยลงมาที่ 1.16% แต่ปัจจุบันขยับขึ้นมาที่ 1.5% กลายเป็นว่าต้นทุนแพงขึ้น ยกเว้นดอกเบี้ยพันธบัตร อายุ 1 ปีที่ยังต่ำ จากต้นปีอยู่ที่ 1.1% หลัง กนง.ลดดอกเบี้ยลงมาที่ 1.05% และปัจจุบันยังไม่เปลี่ยนแปลง

“บอนด์อายุ 1 ปี ยังได้ประโยชน์จากการลดดอกเบี้ยนโยบาย แต่บอนด์ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ไม่ได้แล้ว ซึ่งตรงนี้จะมองไปในอนาคต สะท้อนว่า ธปท.จะไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้แล้ว เพราะถ้าดูจากพวกดอกเบี้ยสวอป ถ้าตลาดยังคิดว่า ธปท.จะลดดอกเบี้ยได้อีก พวกนี้จะต้องต่ำกว่า 1% แต่ตอนนี้ไม่มีตรงไหนต่ำกว่า 1% เลย สะท้อนว่าจบวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงแล้ว คือ อยากลดก็ลดไม่ได้”

หุ้นกู้รับมือดอกเบี้ยแพงขึ้น

นายสงวนกล่าวว่า ตอนนี้จากภาวะสงครามที่เกิดขึ้น ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น คงไม่สามารถมองข้ามเรื่องเงินเฟ้อที่จะปรับเพิ่มขึ้นได้ แม้ว่าตอนนี้เงินเฟ้อจะยังอยู่ระดับต่ำก็ตาม นอกจากนี้ กนง.รอบที่ผ่านมาที่ลดดอกเบี้ย 0.25% มีการสื่อสารว่าต้องการให้เงินเฟ้อเข้าสู่กรอบ 1-3% ดังนั้น การทำให้เงินเฟ้อกลับเข้ากรอบ จึงเป็นเหตุผลหนึ่งในการลดดอกเบี้ย กนง. ซึ่งตอนนั้นสงครามยังไม่ระเบิด ดังนั้น หากมองเกมยาว ถ้าเงินเฟ้อเข้ากรอบแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่ กนง.จะลดดอกเบี้ยแล้ว แต่การปรับขึ้นก็อาจจะไม่ต้องรีบ

“ในเมื่อต้นทุนของรัฐบาลเองยังแพงขึ้น หรือการได้รับประโยชน์จากการลดดอกเบี้ยของ ธปท.น้อยลง ดังนั้น หุ้นกู้เอกชนก็ปรับตัวสูงขึ้นแน่นอน ตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถควบคุมได้ แล้วในที่สุด ธปท.ก็อาจจะต้องขึ้นดอกเบี้ยภายใน 1 ปีข้างหน้า หรือมีโอกาสขึ้นตั้งแต่ปลายปีนี้ น้ำหนักความน่าจะเป็นประมาณ 50%”

นายสงวนกล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน การที่พื้นที่ทางการคลังของไทยเหลือน้อยลง และถูกปรับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือ (Outlook) เป็น “เชิงลบ” (Negative) จากเดิม “มีเสถียรภาพ” (Stable) ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้บอนด์ยีลด์ระยะยาวขยับขึ้นไปด้วย นอกจากนี้ ตัวเลขต่างชาติซื้อสุทธิบอนด์ไทยก็ปรับลดลง จากเดิมเคยซื้อสุทธิ 5-6 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันเหลืออยู่ประมาณกว่า 2 หมื่นล้านบาท

ต้นทุนการเงินพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว

สำหรับกรณีทริสเรทติ้งประเมินว่า หากสงครามยืดเยื้อ ภาคธุรกิจจะมีความเสี่ยงด้านการรีไฟแนนซ์เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะบริษัทที่มีภาระหนี้สูง นายสงวนกล่าวว่า หากเป็นธุรกิจที่ออกหุ้นกู้เสี่ยงสูง (ไฮยีลด์) ยอมรับว่า มีผลกระทบ จะรีไฟแนนซ์ได้ยาก แต่หากเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีเครดิตเรตติ้งดี ก็ไม่มีปัญหา อย่างเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่เพิ่งออกไป ก็มีทั้งหุ้นกู้ของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือของบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งก็ยังขายได้ดี

“ที่บอกว่ารายใหญ่ยังออกหุ้นกู้ได้ดี แต่จริง ๆ ต้นทุนก็แพงขึ้นแล้ว จาก Risk Fee ที่ปรับตัวสูงขึ้น คือถ้าออกหุ้นกู้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ก.พ. 2569 จะถูกกว่าตอนนี้ ซึ่งจะบอกว่าต้นทุนการเงินของธุรกิจพ้นจุดที่ต่ำสุดไปแล้วก็พูดได้”

หุ้นกู้รีไฟแนนซ์ยาก

นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง เนื่องจากนำเข้าน้ำมัน ทำให้ต้นทุนต่าง ๆ ของภาคเอกชนสูงขึ้น บางกลุ่มธุรกิจโดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ทั้งสายการบินและโรงแรมก็ได้รับผลกระทบ ซึ่งการเดินทางท่องเที่ยวที่หวังจะฟื้นตัว อาจจะไม่ได้กลับมาฟื้นตัวได้เร็ว รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามา โดยต้นทุนทางการเงินของกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูงขึ้น

เพราะฉะนั้น มีความเสี่ยงในเรื่องการรีไฟแนนซ์ นักลงทุนก็ต้องระมัดระวัง นอกจากนี้ ในกลุ่มส่งออกต้องรอดูว่า ส่งออกจะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน อาจจะเกิดปัญหาสินค้าส่งออกไม่ได้ โดยภาพใหญ่ถ้ายืดเยื้อจะทำให้เกิดความเสี่ยง ซึ่งประเทศไทยหนีไม่พ้นที่จะได้รับผลกระทบ

สำหรับความเสี่ยงว่าจะรีไฟแนนซ์ไม่ได้นั้น ต้องบอกว่าใน 3-4 ปีที่ผ่านมา แต่ละบริษัทเผชิญเหตุการณ์ต่าง ๆ มาแล้วหลายครั้ง ครั้งนี้ไม่ใช่ช็อกแรก ซึ่งภาคธุรกิจก็มีการปรับตัวกันมาระดับหนึ่ง คาดหวังว่าสถานการณ์จะไม่ยืดเยื้อ ไม่งั้นจะพังไปหมด ซึ่งต้องจับตาสถานการณ์ไปก่อน เพราะยังไม่นิ่ง

ส่วนในแง่ผลกระทบต่อบริษัทที่หนี้สูงอยู่แล้วนั้น นางสาวอริยากล่าวว่า บริษัทที่แย่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ไม่ดีมานานแล้ว เพราะฉะนั้น จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงบ้าง ต้นทุนจากบอนด์ยีลด์ขยับขึ้นไป จากที่จะได้ต้นทุนดอกเบี้ยต่ำ ๆ ก็ต่ำได้ไม่นาน

“ตอนนี้ต้นทุนขยับขึ้นมาบ้างแล้ว ถ้าใครออกหุ้นกู้ช่วงเดือน ม.ค.และ ก.พ. ถือว่าโชคดีไป ล่าสุดบอนด์ยีลด์ 10 ปี ขยับขึ้นมา 31 bsp. หรือ 0.31% จากต้นปีที่อยู่ที่ 1.66% ตอนนี้อยู่ที่ 0.97% (ข้อมูล ณ12 มี.ค. 2569) ถ้ารัฐบาลจะออกบอนด์ ก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มอีกอย่างน้อย 0.30 บาท”

นางสาวอริยากล่าวว่า ต้องยอมรับว่าธุรกิจที่มีปัญหาต้องขอขยายเวลาชำระคืนหนี้หุ้นกู้ ยังมีให้เห็นอยู่ทุกวัน หลายบริษัทครบดีลแล้ว ก็เลื่อนแล้วเลื่อนอีก ส่วนรายใหม่ ๆ ไม่ค่อยมี ส่วนมากเป็นรายเดิมที่เคยยืดหนี้มาแล้ว และเมื่อถึงกำหนดก็ขยายเวลาชำระออกไปอีก

ชี้ถ่านหิน-เรือได้ประโยชน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทริสเรทติ้งได้วิเคราะห์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผลกระทบด้านเครดิตต่อผู้ประกอบการในประเทศไทย โดยมองว่าระยะเวลาของความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยหลักในการประเมินความเสี่ยงต่ออุตสาหกรรมและความเสี่ยงด้านเครดิต หากความขัดแย้งจำกัดอยู่ในช่วงเวลา 4-5 สัปดาห์ ผลกระทบคาดว่าจะจำกัดอยู่เพียงความผันผวนของผลประกอบการในระยะสั้นของผู้ประกอบการเท่านั้น ขณะที่ในกรณีที่สถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะเป็นความเสี่ยงหลัก เนื่องจากประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นจำนวนมาก

สำหรับผลกระทบด้านเครดิตมีความแตกต่างกันไปตามอุตสาหกรรม โดยกลุ่มสายการบิน โรงแรม และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) เผชิญกับแรงกดดันในเชิงลบ

ในขณะที่กลุ่มเชื้อเพลิงชีวภาพ ถ่านหิน และการขนส่งสินค้าแห้งเทกองทางเรือมีแนวโน้มได้รับประโยชน์ ทั้งนี้ ความเสี่ยงด้านการรีไฟแนนซ์จะเพิ่มสูงขึ้นสำหรับบริษัทที่มีภาระหนี้สูง จากการมีส่วนชดเชยความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk Premium) ที่เพิ่มขึ้น และนักลงทุนมีความระมัดระวังมากขึ้น

ชี้ผลกระทบขึ้นกับยืดเยื้อแค่ไหน

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า ถ้าราคาน้ำมันไม่ค้างสูง เช่น ระดับ 120 เหรียญต่อบาร์เรล เป็นเวลานาน ๆ เงินเฟ้อไทยอาจจะขยับขึ้นบ้าง แต่คงไม่ได้มากจนนโยบายการเงินต้องขยับขึ้นดอกเบี้ย ทั้งหมดทั้งปวงขึ้นกับว่าราคาน้ำมันจะเป็นอย่างไร สถานการณ์สงครามจะจบได้ภายในเมื่อไหร่

“ถ้าค้างนานเป็นปี เหนื่อยแน่ ๆ และที่สำคัญ ผลกระทบของแต่ละคนไม่เท่ากัน”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เตือนหมดยุคดอกเบี้ยขาลง ต้นทุนหุ้นกู้พุ่ง-รีไฟแนนซ์เสี่ยง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...