กนง.มีมติเป็นเอกฉันท์ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.00 ต่อปี
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.00 ต่อปี
วันที่ 29 เมษายน 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทยเผยแพร่แถลงการณ์ผลการประชุมคณะกรรมการกนง. ว่า คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ (6 ต่อ 0 เสียง) ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.00 ต่อปี
แถลงการณ์กนง. ระบุว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงผ่านการเพิ่มภาระต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและการบั่นทอนกำลังซื้อของภาคครัวเรือน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นในปี 2569 แต่จะโน้มลดลงในปี 2570 ตามแรงกดดันด้านอุปทานที่คาดว่าจะทยอยคลี่คลาย ด้านสินเชื่อมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำ โดยต้องติดตามผลของสงครามต่อคุณภาพและอัตราการขยายตัวของสินเชื่อ คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมในการรองรับเศรษฐกิจที่ชะลอลงและความไม่แน่นอนที่อยู่ในระดับสูง ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นเป็นผลจากปัจจัยด้านอุปทาน (supply-driven inflation) จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ โดยต้องติดตามพัฒนาการเงินเฟ้อและเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางอย่างใกล้ชิด
ข้อมูลเศรษฐกิจก่อนสงครามในตะวันออกกลางสะท้อนแนวโน้มที่ขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้จากการประชุมครั้งก่อนจากทั้งอุปสงค์ในประเทศและการส่งออกสินค้า แต่ผลกระทบของสงครามส่งผลให้เศรษฐกิจในปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงที่ร้อยละ 1.5 และ 2.0 ตามลำดับ โดยการบริโภคภาคเอกชนถูกกดดันจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นและแนวโน้มรายได้ที่ลดลง รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับลดลงจากต้นทุนและข้อจำกัดการเดินทาง แต่การส่งออกสินค้ายังมีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่องตามความต้องการสินค้าเทคโนโลยีโลก นอกจากนี้ กรณีที่รัฐบาลดำเนินมาตรการทางการคลังด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม จะทำให้เศรษฐกิจในปีนี้ขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ แต่จะปรับลดลงในปีหน้าเมื่อผลของมาตรการหมดไปและผลของฐานที่สูงขึ้น ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ เห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยต้องติดตามความเสี่ยงจากภาวะสงครามที่อาจยืดเยื้อและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน(supply disruption) ที่อาจส่งผลรุนแรงต่อภาคการผลิตและการจ้างงาน
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2.9 ในปี 2569 จากที่ติดลบร้อยละ 0.5 ในไตรมาสแรกของปี โดยอัตราเงินเฟ้อจะปรับสูงขึ้นตามราคาพลังงานโลกและการส่งผ่านต้นทุนเป็นสำคัญ และจะอยู่สูงกว่าขอบบนของกรอบเป้าหมายที่ร้อยละ 3.0 เป็นระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะปรับลดลงมาเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 1.5 ในปี 2570 ภายหลังปัจจัยด้านอุปทานทยอยคลี่คลาย ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มอยู่ที่ร้อยละ 1.6 และ 1.5 ตามลำดับ ตามการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังราคาสินค้าและบริการ แต่การปรับขึ้นราคาจะไม่เป็นวงกว้างและต่อเนื่องจากการที่ผู้ประกอบการส่งผ่านต้นทุน ได้จำกัดภายใต้อุปสงค์ที่อ่อนแอ สำหรับเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมายทั้งนี้ ต้องติดตามความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นจากราคาพลังงานและการขาดแคลนวัตถุดิบที่อาจยืดเยื้อกว่าคาดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ การส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการที่สูงกว่าคาด และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางที่อาจปรับเพิ่มสูงขึ้น
ราคาสินทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวผันผวนจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยปรับเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกันกับตลาดโลก ขณะที่เงินบาทปรับอ่อนค่าเนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางค่อนข้างสูง สำหรับอัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินโดยรวมปรับลดลงตามการปรับลดของอัตราดอกเบี้ยนโยบายแต่สินเชื่อยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำ โดยสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง และอยู่ระหว่างประเมินผลกระทบของสงคราม
ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทานแต่ยังมีความไม่แน่นอนในระดับสูง จึงต้องติดตามผลกระทบของสงครามและปัจจัยอื่น ๆ ต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป
ชี้ดอกเบี้ยปัจจุบันเหมาะสม รับมือศก.ชะลอ-สงครามดันเงินเฟ้อพุ่งชั่วคราว
ดร.ดอน นาครทรรพ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง.เพิ่มเติมว่า คณะกรรมการกนง. เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมในการรองรับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นในระยะนี้ยังมีลักษณะเป็นเงินเฟ้อจากฝั่งอุปทาน (Supply-driven inflation) และคาดว่าจะเป็นผลกระทบชั่วคราว จึงมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ พร้อมติดตามพัฒนาการเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลาง
“กนง.มองว่า ดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ยังเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นขณะนี้ถือเป็นเรื่องชั่วคราว และ กนง. พร้อมขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลเงินเฟ้อหากพบสัญญาณว่าเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางปรับเพิ่มขึ้นแรง” ดร.ดอนกล่าว
กนง.ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวและอาจอยู่เหนือกรอบเป้าหมายในปี 2569 ก่อนทยอยปรับลดลงในปีหน้า เมื่อแรงกดดันจากปัจจัยด้านอุปทานเริ่มคลี่คลาย
คณะกรรมการระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้น แต่ความเสี่ยงครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผลกระทบด้านราคา หากยังครอบคลุมถึงความเสี่ยงด้าน Supply Disruption หรือการหยุดชะงักของอุปทาน ทั้งพลังงานและสินค้า ซึ่งเพิ่มความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและไทย โดยผลกระทบจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงและระยะเวลาของสถานการณ์
สำหรับประเทศไทย กนง.มองว่าได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง โดยราว 50-60% ของการนำเข้าพลังงานมาจากตะวันออกกลาง ขณะที่ราคาน้ำมันอ้างอิงในตลาดโลกปรับสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ กรรมการชี้ว่า การประเมินผลกระทบด้านพลังงานจำเป็นต้องพิจารณาไม่เพียงราคาน้ำมันดิบดูไบ แต่ต้องรวมถึงราคาพลังงานในประเทศ ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นชัดเจน โดยเฉพาะราคาดีเซลที่เพิ่มขึ้นมากกว่าระดับในอดีต และเป็นปัจจัยสำคัญต่อทั้งต้นทุนธุรกิจ แนวโน้มเศรษฐกิจ และประมาณการเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า
ประเมิน 2 ฉากทัศน์รับสงครามตะวันออกกลาง ชี้กรณีฐานเศรษฐกิจฟื้นครึ่งปีหลัง ส่วน Worst Case โอกาสเกิดยังต่ำ
ดร.ดอนกล่าวว่า จากความไม่แน่นอนที่ยังอยู่ในระดับสูง กนง.ได้ประมาณการเศรษฐกิจภายใต้การวิเคราะห์เชิงฉากทัศน์ (scenario analysis) เพื่อรองรับความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางและผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
ภายใต้ กรณีฐาน (Baseline Scenario) กนง.คาดว่าสถานการณ์ความขัดแย้งและปัญหา Supply Disruption จะเริ่มคลี่คลายได้ภายในครึ่งแรกของปี โดยภาวะต่าง ๆ จะทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติภายในสิ้นไตรมาสนี้ ก่อนฟื้นตัวชัดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ขณะที่แรงกดดันด้านอุปทานจะทยอยลดลง
ส่วน กรณีเลวร้าย (Worst-case Scenario) ประเมินว่าหากการหยุดชะงักของอุปทานยืดเยื้อตลอดปี ทั้งการขนส่งทางเรือสะดุดต่อเนื่อง ราคาน้ำมันทรงตัวสูงเป็นเวลานาน และปัญหาห่วงโซ่อุปทานรุนแรงขึ้น อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ
อย่างไรก็ตาม กนง.ประเมินว่า ณ ปัจจุบัน ความน่าจะเป็นของกรณีเลวร้ายยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้การประเมินและสื่อสารนโยบายในครั้งนี้ยึดกรณีฐานเป็นหลัก
พร้อมกันนี้ กนง.ชี้ว่า หากไม่รวมผลกระทบจากสงคราม แนวโน้มเศรษฐกิจไทยก่อนเกิดเหตุขัดแย้งมีทิศทางดีกว่าคาด โดยหลายตัวชี้วัดปรับดีขึ้นต่อเนื่อง ทั้งการส่งออก การบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาคเอกชน และภาคท่องเที่ยว
ก่อนรวมผลกระทบจากสงคราม กนง.ได้ประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้มีศักยภาพขยายตัวได้ถึง 2.3% สูงกว่าประมาณการเดิมที่ 1.5% และสูงกว่าตัวเลข 1.9% ที่เคยประเมินก่อนหน้า สะท้อนว่าความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ได้เข้ามากระทบแนวโน้มฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ
ด้านผลกระทบจากราคาพลังงาน กนง.ระบุว่าความรุนแรงจะแตกต่างกันไปในแต่ละภาคเศรษฐกิจ โดยบางภาคมีความอ่อนไหวสูงต่อต้นทุนพลังงาน โดยเฉพาะภาคเกษตร แม้การใช้น้ำมันโดยตรงอาจไม่สูงมาก แต่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนปุ๋ยและปัจจัยการผลิตที่ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาพลังงาน
คณะกรรมการเห็นว่าแรงกระแทกด้านต้นทุนในรอบนี้ไม่จำกัดอยู่เฉพาะพลังงาน แต่มีแนวโน้มส่งผ่านเป็นวงกว้างต่อภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อระยะต่อไป
บริโภค-ท่องเที่ยว 2 เครื่องยนต์หลักถูกกระทบหนัก ฉุดแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอ
ดร.ดอนกล่าวว่า ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางกำลังกระทบ “สองเครื่องยนต์หลัก” ของเศรษฐกิจไทย ได้แก่ การบริโภคภาคเอกชนและภาคการท่องเที่ยว ซึ่งรวมกันมีสัดส่วนเกือบ 3 ใน 4 ของ GDP ส่งผลให้แนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ
ในด้านการบริโภค กนง.ชี้ว่าแรงกดดันค่าครองชีพมีแนวโน้มกลับมาเร่งขึ้นอีกครั้งจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น โดยข้อมูลสะท้อนว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ค่าครองชีพปรับสูงกว่ารายได้รายเดือนมาโดยตลอด เพิ่งเริ่มเห็นรายได้ทยอยฟื้นตัวไล่ทันค่าใช้จ่ายในระยะหลัง
อย่างไรก็ตาม การเกิดสงครามทำให้แนวโน้มดังกล่าวเสี่ยงกลับทิศ โดยค่าครองชีพมีแนวโน้มเร่งขึ้น ขณะที่รายได้รายเดือนอาจอ่อนแรงลง จากผลกระทบต่อต้นทุนธุรกิจและการปรับตัวของผู้ประกอบการ
ด้านภาคท่องเที่ยว ได้รับผลกระทบผ่านนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) โดยเฉพาะจากยุโรป ซึ่งเผชิญข้อจำกัดด้านเส้นทางบินจากความขัดแย้งในภูมิภาค
แม้นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางมีสัดส่วนเพียงราว 4% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด แต่ผลกระทบต่อกลุ่มดังกล่าวเกิดขึ้นค่อนข้างชัดเจน ขณะที่นักท่องเที่ยวระยะใกล้ (Short-haul) และนักท่องเที่ยวจีนได้รับผลกระทบจำกัดกว่า
กนง.จึงปรับลดประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้ลงจาก 35 ล้านคน เหลือ 33 ล้านคน ส่วนปีหน้าปรับลดจาก 36 ล้านคน เหลือ 35.5 ล้านคน
“เมื่อเครื่องยนต์หลักทั้งการบริโภคและท่องเที่ยวถูกกระทบพร้อมกัน จึงทำให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงชัดเจน โดยแม้ประมาณการ GDP ปีนี้ยังอยู่ที่ 1.5% เท่าเดิม แต่หากไม่มีผลกระทบจากสงคราม เศรษฐกิจไทยมีศักยภาพขยายตัวได้ถึง 2.3%
“ตัวเลขอาจดูไม่เปลี่ยนจากคราวที่แล้ว แต่หากไม่มีสงคราม ปีนี้คงน่าจะขยายตัวได้ 2.3% เพราะฉะนั้นเป็นการชะลอตัวลงที่ค่อนข้างถือถือว่ามีนัยยะ” ดร.ดอนกล่าวและว่า สำหรับปีหน้า ปรับมุมมองการเติบโตจากระดับ 2.3% เหลือ 2.0%
ประเมินมาตรการกระตุ้นรัฐอาจดัน GDP เพิ่ม 0.5-0.7 จุดแต่เตือนมีผลฐานกดปีหน้า
ขณะเดียวกัน กนง.ยังติดตามความเป็นไปได้ของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากภาครัฐ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยช่วยพยุงการขยายตัวในระยะต่อไป
ดร.ดอนกล่าวว่า แม้ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของภาครัฐ แต่ประเมินว่ามีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลอาจออกมาตรการเพิ่มเติมในระยะข้างหน้า จึงให้ทีมงานจัดทำสมมติฐานเบื้องต้นเพื่อประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
ดร.ดอนกล่าวว่า ประมาณการล่าสุดของกระทรวงการคลังที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้ ยังไม่ได้รวมผลจากมาตรการกระตุ้นใหม่ ขณะที่ธปท.ใช้สมมติฐานเบื้องต้นบนวงเงินราว 300,000 ล้านบาท แม้ยอมรับว่ายังเป็นเพียงการประเมินคร่าว ๆ เนื่องจากยังไม่ทราบทั้งขนาดเม็ดเงินจริงและโครงสร้างของมาตรการว่าจะให้น้ำหนักไปที่การบริโภคหรือการลงทุนมากน้อยเพียงใด
ภายใต้สมมติฐานดังกล่าว กนง.ประเมินว่า หากมาตรการออกมาตามวงเงินดังกล่าว อาจช่วยหนุนอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2569 จากฐานคาดการณ์เดิม 1.5% เพิ่มขึ้นได้อีกราว 0.5-0.7 จุด โดยผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับสัดส่วนของมาตรการระหว่างการกระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุน
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการย้ำว่าการประเมินดังกล่าวยังอยู่บนสมมติฐานเบื้องต้น และอาจต้องปรับเปลี่ยนตามรายละเอียดจริงของมาตรการ
กนง.ยังเตือนว่า มาตรการกระตุ้นอาจสร้างผลบวกต่อเศรษฐกิจในปีนี้ แต่มีโอกาสเกิด “ผลฐาน” (base effect) ต่อการเติบโตในปีถัดไป เมื่อมาตรการสิ้นสุดลงและฐานเปรียบเทียบสูงขึ้น โดยประเมินว่าอาจกระทบประมาณการ GDP ปีหน้าลดลงราว 0.5 จุด
มองเงินเฟ้อพุ่งชั่วคราวจากสงคราม แต่ยังไม่เห็นสัญญาณเงินเฟ้อฝังลึก
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นเร็วในปีนี้ และมีโอกาสสูงที่จะทะลุกรอบเป้าหมายด้านบนของธปท.ที่ 3% ในบางช่วงของปี ก่อนทยอยชะลอลงในปีหน้า โดยในช่วงปลายประมาณการอาจเห็นเงินเฟ้อกลับมาติดลบอีกครั้ง
กนง.ระบุว่าแรงกดดันเงินเฟ้อรอบนี้มาจากราคาพลังงานโลกที่พุ่งขึ้นตามสงครามในตะวันออกกลาง โดยคาดราคาน้ำมันดิบดูไบจะขึ้นสูงสุดในไตรมาส 2 ก่อนทยอยลดลง อย่างไรก็ตาม ราคาพลังงานระยะยาวอาจไม่กลับลงสู่ระดับก่อนสงคราม เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานการผลิตพลังงานได้รับความเสียหาย
แม้เงินเฟ้อจะเร่งขึ้น แต่คณะกรรมการยังมองเป็น แรงกดดันด้านอุปทานชั่วคราว (First-round effect) และยังไม่เห็นความเสี่ยงชัดเจนที่จะลุกลามเป็น Second-round effect หรือเงินเฟ้อขึ้นต่อที่ส่งผ่านต่อเนื่องจากต้นทุนสู่ค่าจ้างและราคาสินค้าในวงกว้าง
“เรายังไม่เห็นสัญญาณ Wage-Price Spiral หรือวงจรค่าจ้าง-ราคาสินค้าที่ผลักเงินเฟ้อเร่งตัวต่อเนื่อง เนื่องจากตลาดแรงงานไทยยังมีความยืดหยุ่น อำนาจต่อรองแรงงานจำกัด และเศรษฐกิจยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อจากอุปสงค์ (Demand-pull inflation) ยังมีจำกัด
ในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งพบว่าการส่งผ่านราคาพลังงานไปยังสินค้าอื่น แม้เกิดขึ้นในช่วงแรก แต่เงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มคลี่คลายได้ค่อนข้างเร็ว และไม่เกิดภาวะเงินเฟ้อไม่ยอมลง (Sticky Inflation) แบบในหลายประเทศ
อย่างไรก็ดี กนง.ยอมรับว่าช็อกรอบนี้ต่างจากอดีตและยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลสำรวจผู้ประกอบการล่าสุดสะท้อนว่าธุรกิจมีแนวโน้มปรับขึ้นราคาสินค้ามากกว่ารอบก่อน แม้แรงส่งยังจำกัดเพราะอุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแอ
ด้านคาดการณ์เงินเฟ้อ กนง.ระบุว่า แม้เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้นปรับขึ้นแรงตามราคาน้ำมัน แต่สิ่งที่คณะกรรมการให้น้ำหนักมากกว่าคือ เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง ซึ่งยังอยู่ในระดับต่ำและไม่หลุดจากกรอบเป้าหมาย ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความกังวลด้านเสถียรภาพราคา
ย้ำคงดอกเบี้ยเหมาะสมสุด ท่ามกลางสินเชื่อโตต่ำ-เงินเฟ้อเสี่ยงจากช็อกอุปทาน
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประเมินว่า การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่เผชิญความไม่แน่นอนสูง โดยชั่งน้ำหนักแล้วทั้งการขึ้นและลดดอกเบี้ยต่างมีต้นทุนต่อเศรษฐกิจ
กนง.ระบุว่า ภาคสินเชื่อยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำต่อเนื่อง แม้ก่อนเกิดสงครามเริ่มเห็นสัญญาณบวกในบางพอร์ต โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อที่คุณภาพหนี้และ NPL มีทิศทางดีขึ้น รวมถึงบางกลุ่มสินเชื่อเริ่มกลับมาขยายตัวเป็นบวก แต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้สถาบันการเงินกลับมาอยู่ระหว่างประเมินความเสี่ยงอีกครั้ง
“กรรมการเห็นว่า การขึ้นดอกเบี้ยเพื่อตอบสนองเงินเฟ้อในรอบนี้อาจไม่เหมาะสม เนื่องจากแรงกดดันราคาส่วนใหญ่ยังเป็น เงินเฟ้อจากฝั่งอุปทาน และคาดว่าจะทยอยลดลงในปีหน้า ขณะที่เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังอยู่ในระดับต่ำ”ไม่หลุดกรอบ หากขึ้นดอกเบี้ยเพราะดูตัวเลขเงินเฟ้อระยะสั้นเพียงอย่างเดียว อาจยิ่งซ้ำเติมภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ยังเปราะบาง” ดร.ดอนกล่าว
“ที่ผ่านมา กนง. ให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมากที่สุด แต่ขณะนี้ยังไม่มีสัญญานว่าคาดการณ์เงินเฟ้อระยะปานกลางจะมีปัญหา จึงมองข้ามการที่อัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มสูงขึ้นเพราะคาดว่าจะเพิ่มขึ้นชั่วคราว และเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังอยู่ในกรอบ” ดร.ดอน กล่าว
ขณะเดียวกัน การลดดอกเบี้ยในเวลานี้ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน เพราะอาจกระทบความสามารถของธนาคารกลางในการยึดเหนี่ยวคาดการณ์เงินเฟ้อ (inflation anchoring) ในช่วงที่ความไม่แน่นอนยังสูง และช็อกด้านอุปทานยังไม่สิ้นสุด