โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

SCGP ชะลอแผนสหรัฐ เลิกตุนสต็อก เน้นถือเงินสด

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา
SCGP ชะลอแผนสหรัฐ เลิกตุนสต็อก เน้นถือเงินสด

นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอสซีจี แพคเกจจิ้ง [SCGP] กล่าวว่า SCGP ยังคงเป้าหมายรายได้ทั้งปีที่มากกว่า 1.3 แสนล้านบาท และเป้าหมาย กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ที่ 1.83 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าธุรกิจในอินโดนีเซียจะยังคงเติบโตและช่วยชดเชยผลกระทบจากตลาดอื่นได้ ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 2/69 คาดว่าปริมาณการขายโดยรวมจะฟื้นตัวจากไตรมาสแรก วันหยุดยาวในภูมิภาคคลี่คลายลง และคาดว่าราคาขายปรับขึ้นตามราคาวัตถุดิบ นอกจากนี้คาดว่ายังได้แรงหนุนจากผลการดำเนินงานของธุรกิจในอินโดนีเซียที่สูงขึ้นต่อเนื่อง

สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานและราคาเรซิน (Resin) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในกลุ่มบรรจุภัณฑ์ ในแง่ของตลาด แม้ SCGP จะมียอดขายโดยตรงไปยังตะวันออกกลางเพียง 1% ของยอดขายรวม แต่ผลกระทบทางอ้อมจากเงินเฟ้อและต้นทุนการครองชีพที่สูงขึ้น อาจทำให้ความต้องการบรรจุภัณฑ์ในภาพรวมชะลอตัวลงประมาณ 2-4% ซึ่งจะเห็นผลกระทบตั้งแต่ไตรมาส 3/69 เป็นต้นไป เนื่องจากผู้บริโภคมีกำลังซื้อลดลงจากราคาน้ำมันและสินค้าที่แพงขึ้น

เพื่อรับมือกับความผันผวนSCGP ได้ดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อความต่อเนื่องทางธุรกิจ ประกอบด้วย กลยุทธ์ด้านราคา บริษัทพยายามปรับปรุงสัญญาซื้อขายให้สอดคล้องกับราคาวัตถุดิบ เพื่อให้ราคาสินค้าปรับตัวตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ทันท่วงที การบริหารห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ โดยการย้ายสินค้าหรือบริหารจัดการให้การผลิตอยู่ใกล้กับแหล่งลูกค้าเพื่อลดค่าขนส่ง รวมถึงการบริหารสัญญาขนส่งและตู้ และเพิ่มการใช้รถบรรทุกไฟฟ้า (EV) เพื่อควบคุมต้นทุนพลังงาน การบริหารสินค้าคงคลัง ปรับนโยบายการจัดเก็บสินค้าคงคลังให้มีความยืดหยุ่น ไม่เน้นการเก็บสต็อกในปริมาณมากเกินความจำเป็นเพื่อรักษาความคล่องตัวทางการเงิน

การกระจายความเสี่ยงด้านวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิล (RCP) บริษัทใช้ RCP จากในประเทศ โดยขยายการจัดหาวัตถุดิบโดยตรง มีสัดส่วน Direct 30% Partner 14% Other Suppliers 16% ส่วน RCP นำเข้า จัดหาผ่านโรงงานรีไซเคิลของตนเองในเนเธอร์แลนด์และสหรัฐฯ โดย Peute 16% เทียบกับแหล่งอื่น 24% นอกจากนี้บริษัทยังเจรจาสัญญาเพื่อจัดหาปริมาณถ่านหิน ซึ่งปัจจุบันเพียงพอไปจนถึงเดือน ส.ค. 69 แล้ว รวมทั้งปรับการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกให้เหมาะสม

ขณะที่ความคืบหน้าด้านการลงทุน ตั้งโรงงานธุรกิจบรรจุภัณฑ์ชนิดแข็ง (Rigid Packaging) ในสหรัฐฯ ซึ่งเคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ขณะนี้บริษัทได้ตัดสินใจชะลอแผนการลงทุนชั่วคราว เนื่องจากสถานการณ์ในสหรัฐฯ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาสภาวะตลาด พบว่าการส่งออกจากฐานการผลิตที่ไทยและเวียดนาม ยังคงมีความคุ้มค่ามากกว่าการเข้าไปลงทุนโดยตรง ทั้งนี้บริษัทจะเดินทางไปพบปะนักลงทุนและติดตามสถานการณ์ตลาดในสัปดาห์หน้า ซึ่งจะเปิดเผยความคืบหน้าในไตรมาสถัดไป

บริษัทฯ ได้ติดตามสถานการณ์วัตถุดิบอย่างใกล้ชิด และเดินหน้าวางกลยุทธ์เชิงรุกในการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาด โดยมีการบริหารจัดการการใช้พลังงานทดแทนเพื่อลดผลกระทบด้านต้นทุนในระยะยาว และการขยายแหล่งจัดหาวัตถุดิบเรซินจากหลายประเทศ เช่น จีน ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา เพื่อกระจายความเสี่ยงและเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน

SCGP มีการปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) และการปรับพอร์ตธุรกิจด้วยการพัฒนาโซลูชันบรรจุภัณฑ์ที่จะช่วยทดแทนวัตถุดิบ ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจของลูกค้า อาทิ บรรจุภัณฑ์แบบไฮบริด หรือกระดาษเคลือบพอลิเมอร์ พร้อมทั้งสร้างความร่วมมือระยะยาวกับลูกค้า ยกระดับห่วงโซ่การผลิต และมองหาโอกาสขยายสู่ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เพื่อรองรับการเติบโตในอาเซียนและตลาดโลก

สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในไตรมาส 1/69 กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคในอาเซียนและการส่งออกยังคงดีต่อเนื่อง โดย SCGP ได้ดำเนินกลยุทธ์มุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้บรรจุภัณฑ์เพื่อผู้บริโภคในอาเซียนซึ่งเป็นตลาดหลักและยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) จึงสามารถขยายโอกาสทางธุรกิจและขับเคลื่อนการเติบโตได้ตามแผนงานที่สอดคล้องกับแนวทางของบริษัทฯ

ขณะเดียวกัน ผลการดำเนินงานในอินโดนีเซียฟื้นตัวอย่างชัดเจน จากการบริหารต้นทุนทางการเงิน การปรับโครงสร้างการใช้พลังงาน และการบูรณาการห่วงโซ่การผลิตของธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ภายหลังการเข้าถือหุ้นร้อยละ 100 ใน PT Prokemas Adhikari Kreasi (MYPAK) ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษคุณภาพในอินโดนีเซีย รวมถึงมีการนำเทคโนโลยี ระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และ Machine Learning มาประยุกต์ใช้ในการผลิต

ทำให้ในไตรมาส 1/69 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 29,295 ล้านบาท ลดลง 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 3% จากไตรมาสก่อน ส่วน EBITDA เท่ากับ 4,641 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาสก่อน และกำไรสำหรับงวด 1,566 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 30% จากไตรมาสก่อน

ขณะที่งบลงทุนในไตรมาส 1/69 ใช้ไป 1,236 ล้านบาท และวางแผนในปี 2569 ประมาณ 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็น Growth Capex 5,500 ล้านบาท และงบสำหรับการซ่อมบำรุง ประสิทธิภาพ ESG นวัตกรรมและอื่น ๆ 4,500 ล้านบาท

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...