โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

คลังหั่นจีดีพีเซ่นพิษน้ำมันพุ่ง นักเศรษฐศาสตร์เก็ง กนง.ตรึงดอกเบี้ยพยุงเศรษฐกิจ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 28 เม.ย. เวลา 14.54 น. • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

คลังหั่น GDP ปี’69 เหลือ 1.6% จากเดิม 2% เซ่นพิษราคาน้ำมันแพงจากสงคราม ยันเศรษฐกิจไทยยังห่างไกล “Stagflation” ชี้รัฐบาลมีแผนรับมือวิกฤตซ้อนวิกฤต ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ประสานเสียงคาด กนง.คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ต่อปี ส่อตรึงยาวตลอดปี “วิจัยกสิกรไทย” เตือนไทยเสี่ยงชะงักงัน หวั่นสงครามยืดเยื้อเกิน 3 เดือนส่อกระทบหนัก ด้าน “ซีไอเอ็มบี ไทย” จับตาความเสี่ยงเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สศค.ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทย ปี 2569 ลงมาที่ 1.6% ต่อปี จากเดิมคาดโต 2.0% เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พิษราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่สูง

โดยการปรับประมาณการ อยู่บนสมมุติฐานสำคัญ 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลัก คาดขยายตัวได้ 3.0% ชะลอเล็กน้อย สงครามตะวันออกกลาง กระทบพลังงาน ส่งผลให้วัตถุดิบขาดแคลนและราคาแพง 2.ค่าเงินบาทเฉลี่ยปีนี้ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า 3.ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปี 91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

“ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันราคาน้ำมันยังเฉลี่ยอยู่ที่ 91.12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แนวโน้มยังทรงตัวสูงและผันผวนต่อไป จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยบางช่วงผันผวนสูงสุดที่ 104.2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล”

4.จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ คาดว่าทั้งปี 33.5 ล้านคน ลดลงจากการประมาณการครั้งก่อน โดยช่วงไตรมาสแรกมีจำนวน 9.32 ล้านคน ชะลอตัว 2.4% จากความไม่สงบในตะวันออกกลาง และ 5.การใช้จ่ายภาครัฐ ปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่กว่า 4 ล้านล้านบาท จากมาตรการเร่งเบิกจ่ายของภาครัฐ

“เศรษฐกิจที่ขยายตัวลดลง ทางการต้องมีการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน และมาตรการช่วยเหลือให้เกิดการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงาน การหารายได้เพิ่มขึ้น ต้องร่วมมือกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน โดยการประมาณการโครงการคนละครึ่งพลัส ยังต้องรอความชัดเจน แต่ที่ทำปีที่ผ่านมา ทำให้ GDP ขยายตัวได้ 0.7% ยังไม่น่าห่วงและห่างไกลจากเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัว แต่มีเงินเฟ้อสูง หรือ Stagflation ซึ่งรัฐบาลเตรียมพร้อมรับมือเพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต”

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ไทยมีความเสี่ยงเกิดภาวะเศรษฐกิจหยุดชะงักและเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น หรือ “Stagflation” ขึ้นกับว่าจะหนักแค่ไหน โดยแม้ว่าสงครามในตะวันออกกลางและสหรัฐ จะพลิกกลับไปกลับมา แต่เริ่มเห็นสัญญาณการปิดโรงงานปิโตรเคมี ทำให้เสี่ยงขาดแคลนสินค้า ไม่มีของขาย รวมถึงกำลังซื้อหดหายเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน

“หากสถานการณ์ลากยาวเกิน 3 เดือน จะส่งผลให้ซัพพลายเชนถูกกระทบ เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจมากขึ้น จะเห็นเศรษฐกิจไม่ขยายตัว และอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 5-6% อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังประเมินภายใต้สมมุติฐานกรณีฐาน คือเงินเฟ้อยังอยู่ระดับ 3% และ GDP โตได้ 1.2-1.3% แต่ปัจจัย Downside Risk มีเพิ่มขึ้น เนื่องจากคนขาดความมั่นใจ ไม่กล้าใช้จ่าย ผู้ผลิตลดต้นทุน และไม่ผลิตสินค้า ระยะสั้นไทยอาจต้องรับแรงกระแทกกดดันต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากไทยยังพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ”

นายบุรินทร์กล่าวว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในรอบการประชุมวันที่ 29 เม.ย.นี้ และคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตลอดทั้งปี 2569 โดย กนง.จะให้น้ำหนักเรื่องของเศรษฐกิจเป็นหลัก เนื่องจากมองว่าดอกเบี้ยระดับ 1.00% ต่อปี ถือว่าเหมาะสม

เพราะแม้ว่าการปรับลดดอกเบี้ย อาจจะช่วยลดต้นทุนและการคืนชำระหนี้ภาคประชาชนได้ แต่ไม่ได้ช่วยหนุนการเติบโตเศรษฐกิจ แม้ว่าจะมีแรงกดดันเงินเฟ้อที่ปรับเพิ่มขึ้น แต่เป็นการปรับขึ้นส่วนที่มาจากฝั่งอุปทาน ไม่ได้เป็นฝั่งอุปสงค์ในประเทศที่ร้อนแรง และสินเชื่อหดตัวเป็นปีที่ 3 ดังนั้น เงื่อนไขการปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจจะยังไม่ตอบโจทย์เศรษฐกิจในช่วงเวลานี้

“ปัจจุบันไทยเกิด Stagflation แล้ว แต่ยังเป็น Mind Stagflation คือ เศรษฐกิจหดตัว แต่ยังไม่ถึงขั้นติดลบ เหมือนช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด-19 และเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต โดยอยู่ที่ราว 3% อาจเกินกรอบเงินเฟ้อเป้าหมายของ ธปท. แต่คงไม่ได้ขึ้นไปถึง 7-8% เพราะราคาน้ำมันจะต้องอยู่ที่เฉลี่ย 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ปัจจุบันราคาน้ำมันอาจจะเพิ่มขึ้น แต่จะเริ่มเห็นการปรับลดลงในช่วงเดือน มิ.ย.”

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า การประชุม กนง.รอบนี้ เชื่อว่า มติจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ไม่ได้เซอร์ไพรส์ตลาด อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องติดตาม คือ โทนการสื่อสารของ กนง.ในเรื่องของอัตราเงินเฟ้อ และเศรษฐกิจ แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น จะมาจากฝั่งอุปทาน จากพลังงานและน้ำมัน ไม่ใช่ฝั่งอุปสงค์ที่ร้อนแรงจนต้องขึ้นดอกเบี้ยไปสกัด เพราะการขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้ทำให้ราคาน้ำมันลดลง แต่หากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางรุนแรงและยืดเยื้อ ทำให้ความเสี่ยงเงินเฟ้อพุ่งขึ้นสูง ซึ่งหลายคนกลัวจะเกิด “Stagflation”

“แม้ว่าเงินเฟ้อตอนนี้ อาจจะไม่ได้รุนแรงจนเกิด Stagflation แต่เริ่มเห็นพัฒนาการเงินเฟ้อทั่วไป ตัวเลขล่าสุดเดือน มี.ค. เมื่อเทียบเดือนก่อนหน้า เริ่มเร่งตัวขึ้นที่ 0.60% จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่เริ่มปรับสูงขึ้นตามตลาดโลก และคาดว่าเงินเฟ้อในเดือน เม.ย. จะเพิ่มขึ้น โดยแม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน จะยังติดลบ 0.88% แต่เห็นสัญญาณการกระจายตัวของเงินเฟ้อที่มีมากขึ้น ไม่ใช่แค่พลังงาน แต่เริ่มไปสู่หมวดอื่น ๆ รวมถึงกระจายตัวจากเงินเฟ้อทั่วไป ไปสู่เงินเฟ้อพื้นฐาน”

ดร.อมรเทพกล่าวอีกว่า จะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตต่ำลง และยังเป็น “คนป่วยของเอเชีย” แม้ว่ามูดีส์จะปรับความน่าเชื่อถือของไทยขึ้นมาเป็น “มีเสถียรภาพ” แต่ภาพเศรษฐกิจยังคงเติบโตต่ำเรื่อย ๆ โดยธนาคารปรับประมาณการเติบโตจาก 1.7% เหลือ 1.3% และเงินเฟ้อยังมีทิศทางสูงขึ้นต่อเนื่อง แม้ว่าไทยอาจจะไม่เกิด Stagflation แต่เกิดภาวะเศรษฐกิจฉีกออก คือ กำลังซื้ออ่อนแอ ค่าครองชีพฐานรากพุ่งสูงขึ้น ยอดขายสินค้าตก ภาคการท่องเที่ยวชะลอตัว แม้ว่ารัฐบาลจะมีการอุดหนุนในคนเปราะบาง แต่ไม่เพียงพอ ส่วนคนระดับบนยังคงใช้จ่ายอยู่ไม่ได้รับผลกระทบ ดังนั้น เงินเฟ้อจะเป็นตัวสร้างความเหลื่อมล้ำสูงขึ้น

“จากสัญญาณเงินเฟ้อที่มีความเสี่ยงพุ่งสูงขึ้น อาจจะรอดู กนง.จะมีการสื่อสารออกมาอย่างไร อาจจะไม่ได้บอกว่าเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นชั่วคราว แต่ควรบอกให้คนเริ่มตั้งการ์ด เพราะเราจะอยู่ในภาวะเศรษฐกิจฉีกออก และเงินเฟ้อจะสร้างความเหลื่อมล้ำ ทำให้ ธปท.อาจถูกตั้งคำถามว่า Behind the Curve แม้ว่าดอกเบี้ยรอบนี้อาจจะไม่ได้เปลี่ยน” ดร.อมรเทพกล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คลังหั่นจีดีพีเซ่นพิษน้ำมันพุ่ง นักเศรษฐศาสตร์เก็ง กนง.ตรึงดอกเบี้ยพยุงเศรษฐกิจ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...