โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“เอเชีย” เริ่มเบนเข็มพึ่งน้ำมันดิบจากสหรัฐ ทดแทนอุปทานตะวันออกกลาง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

โรงกลั่นในเอเชียเร่งนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐ หลังวิกฤตฮอร์มุซฉุดอุปทานตะวันออกกลางตึงตัว แม้ราคาสูงขึ้น แต่ยังเป็นทางเลือกสำคัญ

วันที่ 17 เมษายน 2569 เวลา 03.20 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า โรงกลั่นน้ำมันในเอเชียกำลังพึ่งพาน้ำมันดิบจากสหรัฐมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังอุปทานจากตะวันออกกลางหดตัวจากสงครามอิหร่าน ทำให้ผู้ผลิตเชื้อเพลิงต้องเร่งหาทางนำเข้าน้ำมันจากแหล่งอื่น เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะขาดแคลนที่อาจลุกลามกระทบเศรษฐกิจในวงกว้าง

ผู้ซื้อจากญี่ปุ่นเป็นผู้นำในการสั่งซื้อน้ำมันจากสหรัฐฯ สำหรับการส่งมอบในเดือนพฤษภาคม ตามมาด้วยเกาหลีใต้ สิงคโปร์ และไทย โดยมีการซื้อรวมอย่างน้อย 60 ล้านบาร์เรลจากชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี

สงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อมานานกว่า 7 สัปดาห์ และการปิดช่องแคบฮอร์มุซเกือบทั้งหมด ได้ทำให้อุปทานน้ำมันที่ไหลเข้าสู่เอเชียสะดุดอย่างหนัก ส่งผลให้ภาคการกลั่นในภูมิภาคปั่นป่วน ขณะที่แม้สหรัฐและอิหร่านกำลังพิจารณาขยายเวลาหยุดยิง แต่การปิดล้อมทางทะเลยังคงดำเนินอยู่

ผลกระทบเริ่มส่งถึงผู้บริโภคและเศรษฐกิจ โดยบางประเทศต้องใช้มาตรการลดการใช้น้ำมัน สายการบินลดเที่ยวบิน และภาคอุตสาหกรรมเริ่มเผชิญความเสี่ยงจากการขาดแคลนเชื้อเพลิง

น้ำมันจากสหรัฐส่วนใหญ่จะถูกขนส่งด้วยเรือ VLCC ซึ่งสามารถบรรทุกได้ราว 2 ล้านบาร์เรลต่อเที่ยว รวมถึงเรือขนาดเล็กอย่าง Aframax ที่สามารถผ่านคลองปานามาเพื่อส่งน้ำมันไปยังเอเชียได้เร็วขึ้น

ข้อมูลจากสหรัฐระบุว่า การส่งออกน้ำมันรวมทั้งดิบและผลิตภัณฑ์แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 13 ล้านบาร์เรลต่อวันในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยในจำนวนนี้เป็นน้ำมันดิบกว่า 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน

นักวิเคราะห์มองว่า ผู้ประกอบการเรือขนส่งกำลังหันไปใช้เส้นทางจากมหาสมุทรแอตแลนติกแทนตะวันออกกลาง เนื่องจากความเสี่ยงในอ่าวเปอร์เซียยังสูง และคาดว่าการส่งออกจากสหรัฐจะยังอยู่ในระดับสูงต่อไป แม้ความขัดแย้งจะยุติลง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังการซื้อเริ่มชะลอลง เนื่องจากราคาน้ำมันจากสหรัฐที่ส่งถึงเอเชียปรับตัวสูงขึ้นจนแพงกว่าน้ำมันตะวันออกกลาง ทำให้ความคุ้มค่าลดลง

ขณะเดียวกันประเทศในเอเชียยังหันไปซื้อน้ำมันจากอลาสกาเพิ่มขึ้น ซึ่งมีคุณภาพใกล้เคียงน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย โดยราคาพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยมีพรีเมียมสูงถึง 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เหนือราคามาตรฐานเบรนท์

น้ำมันเกรด Mars ของสหรัฐ ซึ่งใช้ทดแทนน้ำมันตะวันออกกลาง ก็มีราคาพรีเมียมสูงถึงกว่า 15 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเหนือ WTI ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเช่นกัน

แม้ราคาจะสูงขึ้น แต่น้ำมันจากสหรัฐยังถือว่าน่าสนใจ เนื่องจากเป็นหนึ่งในไม่กี่แหล่งที่ไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และยังสามารถสร้างกำไรได้ในตลาดเอเชีย

การแย่งชิงอุปทานน้ำมันยังทำให้โรงกลั่นในเอเชียต้องแข่งขันกับผู้ซื้อจากภูมิภาคอื่น โดยเฉพาะยุโรป ซึ่งเคยเป็นผู้ซื้อน้ำมันสหรัฐรายใหญ่ โดยเนเธอร์แลนด์ยังคงเป็นผู้นำเข้าอันดับหนึ่ง ขณะที่เกาหลีใต้อยู่ในอันดับ 2

แม้จะมีความพยายามจากบางประเทศในเอเชีย เช่น อินเดีย ที่ยังพยายามซื้อน้ำมันจากตะวันออกกลาง แต่ตราบใดที่ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่กลับมาเปิดใช้งาน อุปทานจากภูมิภาคดังกล่าวก็ยังมีแนวโน้มตึงตัว

ในทางกลับกัน การนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางของสหรัฐลดลงอย่างมาก โดยน้ำมันจากซาอุดีอาระเบียลดลงเหลือไม่ถึง 250,000 บาร์เรลต่อวัน จากเกือบ 800,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่สหรัฐหันไปพึ่งพาน้ำมันจากละตินอเมริกาแทน

อ้างอิง : bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...